ฉินเหลาอู่เดินเข้ามา เหลือบมองเว่ยฮั่นที่เดินออกไปปราดหนึ่ง แล้วลอบมองสีหน้าของฟู่ถิงเย่
เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ไม่ดีเอาเสียเลย
"ท่านแม่ทัพ ท่านอย่าไปถือสาอะไรกับตาแก่นั่นเลยขอรับ" ฉินเหลาอู่ตั้งใจพูดขึ้นเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ "เขาเป็พวกหัวแข็ง ดื้อรั้น ดูเหมือนจะร้ายกาจ แต่ความจริงแล้วก็ทำอะไรมากไม่ได้หรอกขอรับ"
ฟู่ถิงเย่ยังคงทำหน้าเครียดแล้วพูดว่า "ข้าแค่กังวลว่าเขาจะตั้งใจกลั่นแกล้งหวาชิงเสวี่ย"
ฉินเหลาอู่อดรู้สึกบันเทิงใจไม่ได้ จึงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ท่านแม่ทัพ ท่านชอบสาวน้อยนางนั้นจริงหรือขอรับ?"
สาวน้อยนางนั้น?
คำเรียกนี้เหตุใดถึงฟังแล้วไม่เข้าหูเอาเสียเลย?
ฟู่ถิงเย่มองไปยังฉินเหลาอู่ด้วยสีหน้ามืดครึ้ม "นางเป็ภรรยาในอนาคตของข้า"
"..." ฉินเหลาอู่หัวเราะแห้งๆ อย่างกระอักกระอ่วน
ท่านแม่ทัพ ดอกท้อของท่านผลิบานกะทันหัน ทำเอาคนอื่นตั้งตัวไม่ทันเลยขอรับ...
ฉินเหลาอู่กล่าวว่า "หากคิดถึงพี่สะใภ้ ท่านไปรับนางมาอยู่ด้วยสักสองวันก็ได้แล้ว เหตุใดต้องส่งนางไปลำบากที่กรมสรรพาวุธด้วย..."
พี่สะใภ้?
คำนี้ค่อยฟังดูดีขึ้นหน่อย
ฟู่ถิงเย่ปรายตามองเขา พูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า "เ้าคิดว่าข้ารับนางเข้ามาเพราะคิดถึงนางหรือ?"
ฉินเหลาอู่ชะงักไป "ไม่ใช่หรือขอรับ?"
ฟู่ถิงเย่ "..."
ฉินเหลาอู่เบิกตากว้าง "ท่านแม่ทัพ...ท่านเอาจริงหรือขอรับ? ให้พี่สะใภ้...ไปทำอาวุธเนี่ยนะ?"
ดูท่าแล้วไม่ว่าใครก็รู้สึกว่าการให้สตรีมาทำอาวุธเป็เื่ที่ไม่น่าเชื่อเอาเสียเลย
ฟู่ถิงเย่ไม่้าพูดถึงเื่นี้ให้มากความ เขารู้ว่าพูดไปก็ไร้ประโยชน์ ก่อนที่หวาชิงเสวี่ยจะทำการสำเร็จ คงมีเพียงเขาเท่านั้นที่เชื่อนาง
ฟู่ถิงเย่ถามตัวเองว่า ความเชื่อใจที่เขามีต่อหวาชิงเสวี่ยนั้น เกิดจากความรู้สึกดีๆ ที่เขามีต่อนาง หรือเป็เพราะเขาสนใจในคันธนูที่นางพูดถึง จึงอยากลองเสี่ยงดู?
บางทีอาจจะเป็ทั้งสองอย่าง...
"ท่านแม่ทัพ?" ฉินเหลาอู่เห็นเขาเงียบไป จึงเรียกอีกครั้ง
ฟู่ถิงเย่คร้านจะพูดต่อ จึงเอ่ยปากไล่เขา "ไปตรวจนับกำลังพล พรุ่งนี้เช้านำช่างจากกรมสรรพาวุธไปสำรวจภูมิประเทศ"
"ขอรับ..." ฉินเหลาอู่เกาหัวแกรกๆ แล้วเดินออกไป
...
หวาชิงเสวี่ยกำลังก้มหน้าก้มตาขีดเขียนอยู่ที่โต๊ะ กำลังศึกษาสูตรสบู่ทำมือ
หากทำอาหารต่อไป โดยขาดเนยและผลิตภัณฑ์นม นางคิดว่าตนเองน่าจะทำสบู่ได้ดีกว่า แต่หลังจากศึกษาอย่างละเอียดแล้ว กลับพบว่ามันจะมีข้อจำกัดอยู่มาก...
ในยามนี้ นางทำได้เพียงสบู่สำหรับซักล้างพื้นฐานเท่านั้น หาก้าทำสบู่ชั้นสูงขึ้นอีก ตัวอย่างเช่นที่มีคุณสมบัติในการบำรุงผิวพรรณ ก็ยังนับว่าขาดวัตถุดิบอยู่
สาเหตุหลักก็คือ นางไม่มีน้ำหอม ทั้งยังไม่มีน้ำมัน
้าสกัดน้ำหอมเอง? นางก็ต้องมีเครื่องกลั่น
้าเครื่องกลั่น? นางก็ต้องมีแก้ว ไม่ก็ท่อ...
นี่มันไม่ต่างอะไรกับการบังคับให้นางต้องพัฒนาเทคโนโลยีไปทีละขั้นทีละตอนเลยนี่นา...
น้ำมันก็เป็อีกปัญหาใหญ่
หากเป็สบู่ทำมือ มักจะใช้น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม น้ำมันหญ้าเยวี่ยเจี้ยน [1] ...ดีเหลือเกิน นางไม่มีสักอย่าง
น้ำมันที่คนทั่วไปใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่เป็น้ำมันไช่จื่อ [2] และน้ำมันงา นอกจากนั้นก็เป็น้ำมันหมู
ดูเหมือนว่าสิ่งเดียวที่นางลองทำได้ คงจะเป็สบู่น้ำมันงากับสบู่น้ำมันหมู
ที่จริงแล้วสบู่สองชนิดนี้ก็ไม่เลว มีคุณสมบัติในการให้ความชุ่มชื้นที่ดีเยี่ยม เสียดายก็เพียงแต่...มันดูธรรมดาไปหน่อย
เฮ้อ ค่อยๆ เป็ค่อยๆ ไปแล้วกัน
หวาชิงเสวี่ยกำลังขีดๆ เขียนๆ บนกระดาษ วางแผนจะสั่งทำแม่พิมพ์ชุดหนึ่งสำหรับสบู่น้ำมันงาและสบู่น้ำมันหมูโดยเฉพาะ เพื่อเพิ่มมูลค่า
สลักเครื่องหมายการค้าลงไปก็แล้วกัน!
หวาชิงเสวี่ยวาดเกล็ดหิมะรูปหกเหลี่ยมลงบนกระดาษ
ไม่เพียงแค่สื่อถึงชื่อของนางเท่านั้น แต่ยังดูน่ารักอีกด้วย
นางกำลังมองเครื่องหมายการค้าที่ตนออกแบบด้วยความพอใจ ก็มีเสียงะโมาจากด้านนอก "แม่นางหวา! อยู่บ้านหรือไม่ขอรับ?"
คงไม่ได้มาถามหาสบู่อีกแล้วหรอกนะ?
หวาชิงเสวี่ยรีบเปิดประตูออกไป กลับพบกับใบหน้าที่คุ้นเคย...เป็สารถีผู้นั้นที่มักจะมาพร้อมกับจ้าวเซิง
เมื่อมองไปทางด้านหลัง พบว่ามีรถม้าจอดอยู่ที่หน้าประตูเรือนจริงๆ ม่านหน้าต่างข้างรถม้าถูกเลิกขึ้น ด้านในเป็จ้าวเซิงที่กำลังกอดเตาพกพร้อมกับส่งยิ้มมาให้นาง
"พ่อบ้านจ้าว" หวาชิงเสวี่ยเดินเข้าไปหา กล่าวด้วยรอยยิ้ม "ดูเหมือนว่าท่านพ่อบ้านจ้าวจะอารมณ์ดีมากเลยนะเ้าคะ"
"มาหาแม่นางหวา แน่นอนว่าเป็เื่น่ายินดี" จ้าวเซิงยิ้มแย้มหน้าบาน แล้วเปิดม่านรถม้ากว้างขึ้นกว่าเดิม "เชิญแม่นางหวาขึ้นรถเถิด บ้านที่ท่าน้าเช่าหาได้แล้วขอรับ"
"เร็วขนาดนี้เลยหรือ?" หวาชิงเสวี่ยใเล็กน้อย
"เื่ของแม่นางหวา จะกล้าชักช้าได้อย่างไร แน่นอนว่าต้องรีบจัดการให้เรียบร้อย"
หวาชิงเสวี่ยคิดในใจ ‘มีคนช่วยเหลือมันรู้สึกต่างกันจริงๆ ด้วย หาบ้านถึงได้เร็วขนาดนี้’
นางหันหลังกลับไปเอาเงินในห้อง แล้วขึ้นรถม้าไปกับจ้าวเซิง
รถม้าวิ่งไปตามถนน หวาชิงเสวี่ยเปิดม่านรถม้าออกเล็กน้อย มองทิวทัศน์ข้างทางไปด้วย เหตุใดยิ่งมองยิ่งรู้สึกคุ้นตากันนะ?
"ท่านพ่อบ้านจ้าว สภาพแวดล้อมของบ้านเป็อย่างไร เงียบสงบหรือไม่?"
"เงียบสงบ เงียบสงบแน่นอนขอรับ"
"ในบ้านมีเครื่องใช้หรือไม่?"
"มีขอรับ มีครบทุกอย่าง"
"...แล้วราคาจะแพงหรือไม่?"
"ถูกแน่นอนขอรับ ถูกที่สุดเท่าที่จะถูกได้แล้ว"
"..."
ในที่สุดรถของพวกเขาก็จอดอยู่หน้ากำแพงอิฐสีดำ หวาชิงเสวี่ยมองไปที่ประตูใหญ่สีแดงแล้วเกิดความสงสัย จึงหันไปมองจ้าวเซิง "ท่านพ่อบ้านจ้าว บ้านหลังนี้จะ...ใหญ่ไปหน่อยหรือไม่เ้าคะ?"
บ้านหลังใหญ่เช่นนี้ต้องราคาแพงแน่ๆ ใช่หรือไม่?
จ้าวเซิงยิ้มแล้วผลักเปิดประตู "แม่นางหวา ที่จริงแล้วข้างในไม่ได้ใหญ่อย่างที่คิด หากไม่เชื่อก็เชิญเข้าไปดูขอรับ"
หวาชิงเสวี่ยเดินตามเขาเข้าไป—
พอเข้าไปก็เจอหินประดับบดบังสายตา เมื่อเดินอ้อมเข้าไปอีก ก็เห็นลานเรือนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ด้านหน้าเป็ห้องโถงรับรองหลัก ฝั่งซ้ายขวาเป็เรือนเคียงฝั่งตะวันออกและตะวันตก ดังที่จ้าวเซิงกล่าวไว้ ข้างในไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก
...แต่ก็ไม่ได้เล็กเช่นกัน
หวาชิงเสวี่ยกำถุงเงินแน่น เริ่มรู้สึกไม่มั่นใจเล็กน้อย "พ่อบ้านจ้าว บ้านหลังนี้เดือนละเท่าไรเ้าคะ?"
จ้าวเซิงยิ้ม "เท่ากับที่อยู่เดิมของท่าน เดือนละสองร้อยอีแปะ"
หวาชิงเสวี่ยใสุดขีด! "ถูกขนาดนี้เลยหรือ?!"
นางเช่าบ้านอยู่ร่วมกับป้าเหอตอนนี้ เดือนละสองร้อยอีแปะ เหตุใดบ้านหลังใหญ่ขนาดนี้ถึงได้ราคาแค่สองร้อยอีแปะเช่นกัน?!
"ใช่ขอรับ ข้าเห็นว่ามันถูกดี จึงรีบพาท่านมาดู"
หวาชิงเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะลังเล "ถูกขนาดนี้ จะมีปัญหาหรือไม่..."
นางเดินดูทุกห้องพักอย่างละเอียด
ของต่างๆ ดูเก่าไปบ้าง แต่เห็นได้ชัดว่าทำความสะอาดแล้ว สะอาดและเป็ระเบียบเรียบร้อย มองไม่ออกว่ามีปัญหาอะไร รวมถึงพื้นในลานก็เรียบร้อยและสะอาด ไม่มีแม้แต่เศษหญ้ารกตา
จ้าวเซิงกล่าวว่า "ในละแวกนี้เป็บ้านของเศรษฐี คนที่มาอยู่ที่นี่ไม่ขาดแคลนเงินทอง ใครจะมายุ่งยากเช่าบ้านอยู่กันขอรับ? ซื้อบ้านไปเลยจะดีกว่า คนที่ลำบากหน่อย ก็จะไม่มาหาบ้านเช่าแถวนี้ ที่นี่อยู่ไกลจากตลาด ถ้าอยากจะซื้ออะไรก็ไม่สะดวก"
ก็จริงนะ...
หวาชิงเสวี่ยครุ่นคิด บ้านหลังนี้ค่อนข้างไกลจากตลาดจริงๆ เพราะแบบนี้ถึงได้เงียบสงบ นางไม่กลัวว่ามันจะไกล กลัวก็แต่จะเสียงดังเกินไป
ต่อไปถ้าจะออกไปขายของ แค่เดินไกลอีกหน่อยก็เท่านั้นเอง
บางทีอาจจะเป็เพราะเหตุนี้ ราคาเช่าถึงได้ถูก?
หวาชิงเสวี่ยมองจ้าวเซิงด้วยสายตาเคลือบแคลงเล็กน้อย นางรู้สึกว่าการสงสัยคนอื่นเช่นนี้เป็การเสียมารยาท...เขาอุตส่าห์ลำบากช่วยหาบ้านให้นาง นางต่างหากที่ควรจะขอบคุณเขา
"ขอบคุณพ่อบ้านจ้าวมากเ้าค่ะ เช่นนั้น...ข้าจะตกลงเช่าบ้านหลังนี้เลยก็แล้วกัน เราจะไปลงนามในสัญญาเช่ากันเมื่อใดเ้าคะ?"
จ้าวเซิงหยิบหนังสือสัญญาออกมาจากอก "ข้าจัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ ท่านประทับตราลายนิ้วมือ เดี๋ยวข้ากลับไปแล้วจะให้คนเอาไปขึ้นทะเบียนที่ศาลาว่าการ ไม่ต้องลำบากท่านไปมาหลายครั้งขอรับ"
หวาชิงเสวี่ยััได้ถึงข้อดีของการมีคนคอยช่วยเหลืออีกครั้ง...
นางประทับตราลายนิ้วมือ จ่ายค่าเช่าล่วงหน้าหกเดือนให้จ้าวเซิง แล้วรับกุญแจบ้านหลังใหม่มา เกิดความรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก
ในที่สุดนางก็มีบ้านในเมืองผานสุ่ยแห่งนี้แล้ว ถึงแม้จะเป็บ้านเช่าก็ตาม
หวาชิงเสวี่ยเดินตามจ้าวเซิงออกไป กำลังนึกในใจว่าจะย้ายบ้านวันไหนดี พอเงยหน้าขึ้นมอง ก็ถึงกับเผลอเหม่อไปชั่วขณะ
คุ้นตามากจริงๆ นะ...
ทันใดนั้นนางก็นึกอะไรขึ้นได้!
"อ๊ะ! ..." หวาชิงเสวี่ยมองกำแพงเรือนฝั่งตรงข้ามด้วยความใ "ที่นี่...เป็หลังเรือนของจวนแม่ทัพ?!"
"ใช่ขอรับ ไม่ไกลจากประตูทางเหนือของจวนแม่ทัพ" จ้าวเซิงตอบ
"..." หวาชิงเสวี่ยพูดไม่ออก จ้องมองจ้าวเซิงด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
เป็เื่บังเอิญหรือไม่...เป็เื่บังเอิญหรือไม่...ต้องเป็เื่บังเอิญแน่ๆ ใช่หรือไม่?!
ท่านคงไม่ได้ตั้งใจจัดการให้ข้ามาอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่?!
จ้าวเซิงเหมือนกับไม่เห็นสีหน้าของนาง ยิ้มน้อยๆ แล้วพูดว่า "ต่อไปนี้แม่นางหวาก็เป็เพื่อนบ้านกับท่านแม่ทัพแล้ว! เป็เพื่อนบ้านกัน ต่อไปนี้ก็ต้องไปมาหาสู่กันบ่อยๆ นะขอรับ!"
หากหวาชิงเสวี่ยยังไม่รู้ตัวว่าถูกพ่อบ้านผู้นี้หลอก ก็คงจะโง่จริงๆ
นางเบือนหน้าหนี ไม่อยากมองใบหน้าแสนเ้าเล่ห์ของจ้าวเซิงอีกต่อไป...
...
แต่ไม่ว่าอย่างไร จ้าวเซิงก็ช่วยนางไว้มาก
สำหรับการเป็เพื่อนบ้านกับท่านแม่ทัพ แม้ว่าหวาชิงเสวี่ยจะรู้สึกอึดอัดขัดเขินอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้รังเกียจอะไรนัก
เมื่อนางบอกเื่การย้ายบ้านกับป้าเหอ ท่านป้าก็ค่อนข้างอาลัยอาวรณ์นาง แต่ป้าเหอก็เข้าใจเพราะว่า่นี้มีข่าวลือของหวาชิงเสวี่ยกับเหออู่ ทำให้นางไม่สะดวกใจจะอยู่ต่อ
วันรุ่งขึ้นเป็วันมงคลพอดี ป้าเหอกับป้าเฉามาช่วยนางย้ายบ้านด้วย
เดิมทีก็ไม่มีของอะไรมากมาย สัมภาระที่ใหญ่ที่สุดก็คงจะเป็อ่างอาบน้ำที่ซื้อมาทีหลัง นอกจากนั้นก็มีเครื่องนอนและของใช้จิปาถะต่างๆ อย่างหม้อไหกระทะจานชาม ที่ถูกยกขึ้นไปกองอยู่บนรถเข็น
เมื่อมาถึงหน้าบ้าน ลุงหนิวก็ช่วยจุดประทัด บอกว่าบ้านที่ว่างมานานจะดึงดูดิญญาร้าย เพราะอย่างนั้นจึงต้องจุดประทัดไล่ิญญาร้ายออกไปก่อน
ลุงหนิวพูดอย่างจริงจัง เสียจนหวาชิงเสวี่ยกลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่ แต่ว่าเมื่อเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม ทำตามประเพณี นางจึงซื้อแผ่นอักษรมงคลและภาพเทพพิทักษ์ประตูมาติดให้เรียบร้อย จากนั้นก็ใช้กิ่งสนและกิ่งไผ่จุ่มน้ำเกลือประพรมไปทั่วทุกที่
หลังจากส่งแขกกลับไปแล้ว นางก็ยืนอยู่คนเดียวในลาน ถือไม้กวาดอยู่ในมือ พลางเงยหน้ามองท้องฟ้า เกิดความรู้สึกสงบสุขผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
...
ณ ค่ายชิงโจว
ฟู่ถิงเย่นั่งอ่านรายงานลับอยู่ในกระโจมแม่ทัพ เหลียงเหวินเฉิงเดินเข้ามาด้วยสีหน้ากังวล
"จัดการเรียบร้อยแล้วหรือไม่?" ฟู่ถิงเย่เงยหน้ามองเขา
่นี้เขาให้เหลียงเหวินเฉิงเป็ผู้ไปรวบรวมวัสดุและช่างฝีมือ
เหลียงเหวินเฉิงก้มหน้าลงด้วยท่าทางหวาดหวั่น "เรียบ...เรียบร้อยแล้วขอรับ..."
ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ "บุรุษอกสามศอก เหตุใดถึงพูดจาอ้ำๆ อึ้งๆ เช่นนั้น!"
เหลียงเหวินเฉิงทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ "เรียบร้อยแล้วขอรับ! แต่...แต่ว่า..."
ฟู่ถิงเย่รำคาญคนที่พูดจาติดๆ ขัดๆ เป็ที่สุด จึงถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ "แต่ว่าอย่างไร? พูดให้ชัดเจน!"
"แต่ว่า...ที่กรมสรรพาวุธเกิดเื่แล้วขอรับ!" เหลียงเหวินเฉิงกังวลใจจนแทบจะทนไม่ไหวแล้ว "จะทำอย่างไรดีท่านแม่ทัพ! รองหัวหน้าเว่ยพาพวกช่างฝีมือไปล้อมกระโจมของแม่นางหวาไว้ขอรับ!"
—————————————————————————
[1]น้ำมันหญ้าเยวี่ยเจี้ยน(月见草油)หรือน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส สมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและผิวพรรณ ช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน ลดการอักเสบและบำรุงผิวให้เรียบเนียน
[2]น้ำมันไช่จื่อ(菜籽油)หรือน้ำมันคาโนลา มีสรรพคุณช่วยฟื้นบำรุงผิวและเส้นผม
