บทที่ 28 สัตว์อสูรรับใช้
“เอาละ เลิกคุยเื่เขา แล้วคุยเื่เ้าเถอะ วันหน้าเ้าเตรียมตัวจะรั้งอยู่สำนักชิงเซียวถาวรเลยรึเปล่า?”
หลี่ชิงชิวหันไปมองหยางเจวี๋ยติ่ง แววตาแปรเปลี่ยนเป็จริงจัง น้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง
หยางเจวี๋ยติ่งชะงักไปครู่หนึ่งก่อนถามกลับว่า “หมายความว่าอย่างไร ท่านคิดจะไล่ข้าลงเขารึ?”
หลี่ชิงชิวส่ายหน้า “เ้ากราบเข้าสำนักชิงเซียวเพราะาเ็สาหัสและพวกเราช่วยชีวิตไว้ เจตนาเดิมของเ้ามิใช่การเข้าร่วมสำนักชิงเซียวแต่แรก บัดนี้แผลเ้าหายดีแล้ว พลังฝีมือก็รุดหน้าขึ้น เ้าสามารถออกไปทำสิ่งที่เ้าเคยอยากทำได้”
หยางเจวี๋ยติ่งขมวดคิ้ว ถามต่อว่า “ท่านถ่ายทอดสุดยอดวิชาให้ข้า ยอมปล่อยข้าไปง่ายๆ เช่นนี้รึ?”
“เ้าเองก็สอนวรยุทธให้ศิษย์ชิงเซียวมากมาย แม้แต่เพลงฝ่ามือสืบทอดของสำนักเ้า เ้าก็ยังสอนให้อู๋หมานเอ๋อร์ แล้วข้าจะมีอะไรไม่ยินยอมกัน? เ้ามิได้ติดค้างเรา และเราก็มิได้ติดค้างเ้า พวกเราอยู่ร่วมกันมานานปานนี้ ก็นับว่าเป็สหายกันแล้ว ความปรารถนาให้สหายมีชีวิตที่ดีขึ้น มิใช่เื่ปกติของมนุษย์หรอกรึ?”
หลี่ชิงชิวตอบอย่างราบเรียบ สายตาเบนกลับไปมองเบื้องล่างอีกครั้ง
หยางเจวี๋ยติ่งได้ยินดังนั้นก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
หลี่ชิงชิวมิได้เร่งรัด เขาเฝ้ามองการประลองของศิษย์เบื้องล่างพลางพยักหน้าเล็กน้อย ความก้าวหน้าของศิษย์สายยุทธเหล่านี้ถือว่าไม่เลว หากบ่มเพาะอีกสักสิบปี ย่อมสามารถยืนหยัดด้วยลำแข้งตนเองได้แน่นอน
แผนการของเขาคือ รอจนสำนักชิงเซียวกลายเป็อันดับหนึ่งของยุทธภพเสียก่อน ค่อยประกาศเปลี่ยนผ่านเป็สำนักบำเพ็ญเซียนอย่างเต็มตัว ระหว่างนี้เขาจะคัดเลือกเพียงศิษย์ที่พร์สูงและมีความชอบมากมาฝึกฝนเป็นักบำเพ็ญเซียนอย่างลับๆ เท่านั้น
แผนการเช่นนี้ต้องใช้เวลา และพวกเขายังเยาว์วัยนัก เวลาจึงมิใช่ปัญหา
หยางเจวี๋ยติ่งสูดลมหายใจเข้าลึก “ลงเขาไปชีวิตก็คงเคว้งคว้าง แม้ข้าจะถูกขนานนามว่าเป็จอมยุทธสยบั ทว่าข้าก็ช่วยคนได้เพียงแค่ที่เห็นตรงหน้า ทั้งบางครั้งยังอาจทิ้งปัญหาไว้ให้พวกเขาตามหลัง สู้รั้งอยู่สำนักชิงเซียว เฝ้ามองสำนักเติบโตจากต้นกล้าเล็กๆ จนกลายเป็ไม้ใหญ่ค้ำฟ้า ก็นับว่ามีปัญญาและมีความหมายยิ่งนัก หากวันหน้าสำนักชิงเซียวกลายเป็สำนักใหญ่เฉกเช่นพันธมิตรเจ็ดบรรพต ข้าก็คงจะช่วยคนได้มากขึ้นมหาศาล”
น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความปลงตก เห็นชัดว่าเขาก็มีเื่ราวในอดีตซ่อนอยู่
หลี่ชิงชิวเรียกแผงหน้าจอมรดกเต๋าออกมา พบว่าค่าความภักดีของหยางเจวี๋ยติ่งพุ่งทะลุ 90 ทั้งสองด้าน เขาจึงรู้สึกพึงพอใจยิ่งนัก
แม้ความภักดีจะมิใช่สิ่งที่มีแต่ขึ้นไม่มีลง ทว่าการที่มันพุ่งสูงขึ้นย่อมหมายถึงความรู้สึกเป็ส่วนหนึ่งของสำนักที่เพิ่มมากขึ้น
หลี่ชิงชิวลุกขึ้นยืน ก้มมองหยางเจวี๋ยติ่งพลางยิ้มกล่าว “ในเมื่อตัดสินใจจะรั้งอยู่ ก็จงสำแดงฝีมือให้เต็มที่เถอะ สำนักชิงเซียวยังอยู่ใน่ก่อร่างสร้างตัว ทุกด้านล้วน้ากำลังคน เป้าหมายของข้าคือทำให้สำนักชิงเซียวครอบคลุมทั่วทั้งเทือกเขาไท่คุน ให้เรือนพักศิษย์และลานฝึกยุทธกระจายอยู่ทั่วทุกขุนเขา”
หยางเจวี๋ยติ่งลุกขึ้นยืนตามพลางกล่าวอย่างจนใจ “เทือกเขาไท่คุนกว้างใหญ่ไพศาลนัก ในยุทธภพยังไม่เคยมีสำนักไหนใหญ่ขนาดนั้น อย่างมากก็แค่มีอิทธิพลปกครองพื้นที่กว้างขวางเท่านั้น”
เขาเข้าใจความหมายของหลี่ชิงชิว หากสำนักชิงเซียวไปถึงระดับนั้น จำนวนศิษย์ย่อมต้องน่าสะพรึงกลัวมหาศาล ต่อให้เป็กองทัพก็ยากจะใช้พื้นที่กว้างใหญ่ขนาดนี้เป็ลานฝึกทหารได้
หากหลี่ชิงชิวทำได้จริง ยามนั้นสำนักชิงเซียวคงสามารถสั่นคลอนรากฐานของราชวงศ์ต้าหลีได้เลยทีเดียว
แม้จะดูเกินจริง ทว่าฟังแล้วไฉนถึงได้รู้สึกฮึกเหิมเช่นนี้หนอ?
“ก็แค่การตั้งเป้าหมายน่ะ” หลี่ชิงชิวโบกมือ
แววตาของหยางเจวี๋ยติ่งแปรเปลี่ยนเป็มุ่งมั่น เขาตอบรับอย่างจริงจัง “เช่นนั้นข้าจะร่วมเดินไปกับท่านเพื่อเป้าหมายนี้”
หลี่ชิงชิวหัวเราะ ทิ้งท้ายประโยคหนึ่งไว้แล้วจากไป: “เช่นนั้นพวกเรามารอดูผลลัพธ์กัน”
เขาเดินกลับเข้าสู่ส่วนในของสำนัก เตรียมตัวไปฝึกวิชาที่ป่าหลังเขา
หยางเจวี๋ยติ่งหันมองตามแผ่นหลังหลี่ชิงชิวจนร่างนั้นหายลับหัวมุมทางเดินหน้าซุ้มประตูสำนัก เขาอดมิได้ที่จะพึมพำ “เด็กบ้าอะไร ความคิดล้ำลึกนัก ยังมารู้วิธีซื้อใจข้าอีก”
เขายกยิ้มมุมปาก มิได้รู้สึกรังเกียจเล่ห์เหลี่ยมเล็กๆ นี้ของหลี่ชิงชิวเลย กลับกัน ความทะเยอทะยานของหลี่ชิงชิวทำให้เขารู้สึกสนใจยิ่งนัก
เมื่อจำนวนศิษย์เพิ่มมากขึ้น หลี่ชิงชิวก็เริ่มมีเวลาฝึกตนมากขึ้น ปัจจุบันนอกจากเขาแล้ว มีเพียงเจียงจ้าวเซี่ยและอู๋หมานเอ๋อร์ที่ได้รับสิทธิพิเศษในการทุ่มเทเวลาฝึกตนเช่นนี้ แม้แต่สวี่หนิงก็ยังต้องมีหน้าที่การงานที่ต้องทำ
ฤดูใบไม้ร่วงเริ่มเข้มข้น อุณหภูมิระหว่างฟ้าดินเริ่มลดต่ำลง
เวลาผ่านไปอีกหนึ่งเดือน
วันนี้ หลังยามเที่ยงวัน หลี่ชิงชิวยืนอยู่บนเนินเขา ก้มมองแปลงนาเบื้องล่าง เห็นจางยวี่ชุนและเจ็ดบุตรชิงเซียวกำลังช่วยกันไถนาตามคำแนะนำของชาวนาสองคน
ชาวนาทั้งสองคือบิดาของศิษย์ในสำนักที่มาจากหมู่บ้านตีนเขา ซึ่งจางยวี่ชุนเป็คนเชิญขึ้นมา สำนักชิงเซียวเตรียมถากถางแปลงนาของตนเอง พื้นที่แห่งนี้อยู่กึ่งกลางูเา ห่างจากสำนักชิงเซียวเพียงเดินเท้าไม่ถึงครึ่งชั่วยาม นับว่าไม่ไกลนัก
จางยวี่ชุนยังขุดบ่อเลี้ยงปลาไว้ด้วย เพียงแต่ลูกปลาขนขึ้นเขามายากลำบาก จึงต้องทยอยขนส่งมาเป็ชุดๆ
นอกจากแปลงนาและบ่อปลาแล้ว ยังมีคอกม้า ยามที่พันธมิตรเจ็ดบรรพตยกพวกมาบุกครั้งก่อนได้ทิ้งม้าไว้ไม่น้อย หยางเจวี๋ยติ่งจึงพาเหล่าศิษย์ไปตามกลับมาได้หลายตัว ยามนี้บางครั้งยังพบเจอคนขี่ม้าที่หลงทางอยู่ในป่าได้เป็ระยะ
ไม่เพียงเท่านั้น หลี่ชิงชิวยังสนับสนุนให้เหล่าศิษย์เลี้ยงสัตว์เลี้ยงและฝึกล่าสัตว์ นอกเหนือจากวรยุทธแล้วยังให้เรียนรู้ทักษะอื่นๆ ในทุกๆ เดือนเขาจะให้จางยวี่ชุนไปเชิญช่างฝีมือแขนงต่างๆ จากตีนเขาขึ้นมาสอน
หวีด—
เสียงร้องแหลมดังมาจากฟากฟ้า หลี่ชิงชิวชูแขนขึ้น อินทรีดำตัวน้อยร่อนลงมาเกาะที่แขนของเขาอย่างแม่นยำ
เขาหันไปหยอกล้อกับอินทรีดำตัวน้อยนี้
เดิมทีรังนกที่จางยวี่ชุนนำมามีลูกนกสามตัวและไข่สองฟอง ปัจจุบันหนีไปแล้วสองตัว เหลือเพียงตัวนี้ที่รั้งอยู่ ส่วนไข่สองฟองที่เหลือเพิ่งฟักออกมาเป็ลูกนกยังบินไม่ได้
สาเหตุที่มันยอมรั้งอยู่ หลี่ชิงชิวสงสัยว่าเป็เพราะเขาคอยส่ง ‘ปราณิญญา’ ให้มันอยู่เสมอ จนมันเริ่มเสพติดและผูกพัน
เขาอยากลองดูว่าการทำเช่นนี้จะสามารถเลี้ยงอินทรีให้กลายเป็ ‘อสูรรับใช้’ ได้หรือไม่ ดูจากตอนนี้แล้ว นับว่ามีความหวังยิ่งนัก
“ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เ้าถึงจะฟังภาษาคนรู้เื่นะ”
หลี่ชิงชิวมองดูนกอินทรี พึมพำกับตนเองเบาๆ ยิ่งมองก็ยิ่งถูกใจ
หากวันใดสามารถขี่มันทะยานฟ้าได้ คงจะวิเศษไม่น้อย
เขายืนให้อินทรีเกาะแขนพลางชมการทำงานเบื้องล่างอย่างสุนทรีย์
เขาพบว่าหากเทียบกับการเข่นฆ่าสังหารแล้ว เขาชอบชีวิตที่สงบสุขและเรียบง่ายเช่นนี้มากกว่า การเฝ้ามองสำนักของตนเองค่อยๆ เติบโตขึ้นทีละนิด ให้ความรู้สึกประสบความสำเร็จอย่างมาก
“ศิษย์พี่ใหญ่! ศิษย์พี่ใหญ่!”
เสียงหนึ่งดังมาจากด้านข้าง ทำเอาอินทรีใบินหนีไป หลี่ชิงชิวหันไปมองพลางขมวดคิ้ว
เห็นหลี่ซื่อเฟิงสะพายตะกร้าไม้ไผ่รีบวิ่งกระหืดกระหอบมา เ้าหมอนี่ไม่คิดจะซ่อนความสามารถของตนเองเลยแม้แต่น้อย ใช้วิชาวายุกัมปนาทพุ่งเข้ามาชักนำฝุ่นควันตลบอบอวลตลอดทาง
หลี่ซื่อเฟิงหยุดลงตรงหน้าหลี่ชิงชิว สองมือกุมเข่า หอบหายใจแฮกๆ
หลี่ชิงชิวดุว่า “ตอนนี้เ้าเป็ถึงอาจารย์อา (ศิษย์รุ่นแรก) แล้ว ไฉนยังลนลานมิรู้จักสำรวมเช่นนี้ จะทำตัวให้มีสง่าราศีหน่อยไม่ได้รึ?”
หลี่ซื่อเฟิงเงยหน้าตอบ “มีคนจากที่ว่าการอำเภอขึ้นเขามา มุ่งตรงมาที่สำนักชิงเซียวของเราเลยขอรับ”
หลี่ชิงชิวได้ยินดังนั้นจึงสั่งทันที “เ้าไปบอกเฉิงชางไห่ ให้เขาไปซ่อนตัวเสีย”
“ขอรับ!”
หลี่ซื่อเฟิงรีบวิ่งกลับขึ้นเขาไปประดุจพายุหมุนลูกเล็ก
หลี่ชิงชิวพลันสังเกตว่า ทุกครั้งที่หลี่ซื่อเฟิงวิ่งหน้าตั้งมาหาเขาเช่นนี้ มักจะนำข่าวร้ายมาให้เสมอ
เขามิได้คิดอะไรมาก ยังคงยืนมองพวกจางยวี่ชุนทำงานต่อ สำนักชิงเซียวในยามนี้มีบารมีพอที่จะรับมือกับปัญหาทั่วไปได้แล้ว
ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม ในขณะที่หลี่ชิงชิวกำลังจะจากไป เขาเห็นกลุ่มคนเดินออกมาจากชายป่าไกลๆ ผู้นำขบวนคือชายในชุดขุนนางรัดกุม ที่เอวเหน็บดาบ สวมหมวกขุนนาง คิ้วหนาตาโตแววตาเฉียบคมดุจคบไฟ ระหว่างเดินไปเขาก็สอดส่ายสายตาสำรวจพวกจางยวี่ชุนอย่างละเอียด
ด้านหลังของเขามีเ้าหน้าที่มือปราบเก้านายสวมชุดเครื่องแบบเดียวกันและพกดาบทุกคน
ขุนนางผู้นั้นนำคนเดินมาหยุดตรงหน้าหลี่ชิงชิว “ข้าคือนายอำเภอเฮยสือ เฝิงไต้ ตามรอยาาหัวขโมยเฉิงชางไห่มา ไม่ทราบว่าเ้าเป็ใครในสำนักชิงเซียว?”
ชุดประจำสำนักของหลี่ชิงชิวแตกต่างจากศิษย์คนอื่น ดูภูมิฐานและมีสง่าราศีมากกว่า เฝิงไต้และพวกเจอศิษย์ชิงเซียวระหว่างทางมาหลายคน จึงพอมองออกว่าหลี่ชิงชิวมิใช่ศิษย์ธรรมดา
“ข้าชื่อหลี่ชิงชิว เป็เ้าสำนักชิงเซียว ข้าไม่เคยได้ยินชื่อาาหัวขโมยอะไรนั่น หากท่านนายอำเภอไม่เชื่อ สามารถนำคนขึ้นไปตรวจค้นบนสำนักได้ สำนักชิงเซียวเรายินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่” หลี่ชิงชิวยิ้มตอบอย่างสุภาพ
เ้าสำนักรึ?
เฝิงไต้รู้สึกประหลาดใจ เหล่ามือปราบคนอื่นๆ ก็มองหน้ากันเลิกลั่ก หลี่ชิงชิวในวัยสิบเจ็ดปีดูเยาว์วัยเกินไปจริงๆ ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนประมุขของสำนักยุทธเลยสักนิด
“อาจารย์ของเ้า หลินสวิ่นเฟิง ล้างมือจากยุทธภพไปแล้วจริงๆ รึ?” เฝิงไโตดมิได้ที่จะถาม แม้เขาจะมิใช่คนในยุทธภพ ทว่าที่ว่าการอำเภอก็คุมขังชาวยุทธไว้ไม่น้อย เขาจึงพอจะรู้เื่ราวในยุทธภพอยู่บ้าง
หลี่ชิงชิวได้ยินคำถามพลันสีหน้าเศร้าสร้อย เขาตอบว่า “ล้างมืออะไรกันเล่าขอรับ ท่านอาจารย์ถูกผีเข้าสิงหรืออย่างไรไม่ทราบ ยืนกรานจะไปเสาะหาเซียนให้ได้ ทิ้งข้าไว้กับเหล่าศิษย์น้องให้ต้องอดมื้อกินมื้อ เสื้อผ้าก็เก่าขาด ข้าเลยต้องดิ้นรนหาทางรอดกันเอง ท่านเคยเห็นสำนักยุทธที่ไหนต้องมานั่งไถนาเองแบบพวกเราบ้างไหมเล่าขอรับ?”
เขาเล่าด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยและสมจริงจนเฝิงไโตดมิได้ที่จะรู้สึกสงสาร
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นพวกเราขอขึ้นไปดูข้างบนสักหน่อย จะพยายามไม่รบกวนพวกเ้าให้มากนัก” เฝิงไต้กล่าวจบก็พาทีมมุ่งหน้าขึ้นเขาไป
หลี่ชิงชิวมิได้ขัดขวาง เขาเดินลงเขาไปเตรียมหาที่ฝึกวิชาเงียบๆ
ใน่เวลาที่มิได้ไปที่ทะเลสาบิญญาใต้พิภพ เขาจะไปฝึกที่ไหนก็ได้ เหล่าศิษย์คนอื่นๆ ก็เช่นกัน ป่าเขาทั้งมวลคือลานฝึกตนของพวกเขา
จวนเจียนจะโพล้เพล้ หลี่ชิงชิว, จางยวี่ชุน และเจ็ดบุตรชิงเซียวพาชาวนาทั้งสองขึ้นเขามา ตั้งใจจะจัดเลี้ยงขอบคุณและให้พวกเขาพักค้างคืนสักคืน
ทันทีที่ผ่านซุ้มประตูสำนัก หลี่ชิงชิวก็เห็นเหล่าศิษย์จำนวนมากรวมตัวกันอยู่ที่หน้าลานเรือนจนแน่นขนัด
หรือว่าเกิดเื่ขึ้น? หลี่ชิงชิวเลิกคิ้ว ทว่าเขามิได้เร่งฝีเท้า
ในฐานะเ้าสำนัก ต้องสุขุมนุ่มลึก!
ทว่าจางยวี่ชุนจิตใจมิได้เข้มแข็งเท่า เขาพุ่งพรวดเข้าไปทันที
“หลีกทางหน่อย!”
จางยวี่ชุนะโ เหล่าศิษย์หันมาเห็นเ้าสำนักมาถึง ต่างก็พากันหลีกทางและทำความเคารพหลี่ชิงชิว
เมื่อฝูงชนแยกออก หลี่ชิงชิวก็เห็นเฝิงไต้นั่งขัดสมาธิโคจรพลังอยู่กลางลานเรือน มือปราบทั้งเก้านายยืนล้อมรอบอย่างระแวดระวัง คอยสอดส่ายสายตาจ้องมองศิษย์ชิงเซียวอย่างไม่ไว้วางใจ
“ท่านอาจารย์มาแล้ว!”
ฉินเยี่ยเห็นหลี่ชิงชิวก็ะโลั่นขึ้นมาทันที ทำให้ทุกคนในลานเรือนหันมามองเป็ตาเดียว
หลี่ชิงชิวเดินนมอาร์ตเข้าไปในลานเรือน กวาดสายตามองไปรอบๆ เห็นหยางเจวี๋ยติ่ง, อู่เป้าอวี้ และจางอวี้อยู่กันครบ ทว่าไร้เงาของเฉิงชางไห่
“เกิดอะไรขึ้น?”
จางยวี่ชุนเดินนำหน้าหลี่ชิงชิวถามขึ้น
หลี่ซื่อเฟิงที่นั่งยองๆ อยู่บนชายคาบ้านฉีกยิ้มกล่าวว่า “คนผู้นี้ไม่เจียมตัวขอรับ ดึงดันจะท้าดวลกับท่านปู่อู่ ผลคือถูกซัดหมอบในกระบวนท่าเดียว ลูกน้องของเขาเลยหาว่าเราเป็ฝ่ายผิด จะจับพวกเราเข้าที่ว่าการอำเภอให้ได้เลยขอรับ”
หลี่ชิงชิวมองไปทางอู่เป้าอวี้ เห็นอีกฝ่ายกำลังก้มหน้าก้มตาผ่าฟืนอย่างไม่สะทกสะท้าน มิได้หยุดมือเพราะการมาถึงของเขาเลยแม้แต่น้อย
หยางเจวี๋ยติ่งยืนอยู่ข้างๆ มีรอยยิ้มสะใจปรากฏบนใบหน้า
ส่วนจางอวี้ขมวดคิ้วแน่น จ้องมองอู่เป้าอวี้พลางครุ่นคิดบางอย่าง
หลี่ชิงชิวเดินเข้าไปหาเหล่ามือปราบ ถามผ่านกำแพงมนุษย์ด้วยความเป็ห่วงว่า “ท่านนายอำเภอเฝิง ท่านเป็อะไรมากหรือไม่ ข้าพอจะมีความรู้ด้านการแพทย์อยู่บ้าง อาจจะช่วยท่านได้”
เฝิงไต้ใบหน้าซีดเผือด เมื่อได้ยินเสียงหลี่ชิงชิวเขาจึงลืมตาขึ้น หันมามองหลี่ชิงชิวแล้วกัดฟันกล่าวว่า:
“เ้าสำนักหลี่... คนผู้นี้คือ ‘ผู้าุโพรรคมาร’ ที่เข่นฆ่ายุทธภพเมื่อยี่สิบปีก่อน! เ้าถูกมันหลอกแล้ว มันคือคนบาปหนาที่ทำแต่เื่ชั่วช้าเลวทราม!”
