บทที่ 79 สตรีผู้แกร่งกล้า
ฉินชูนวดขมับ “เป็ผู้หญิงแต่กลับแข็งแกร่งได้ขนาดนี้ พูดได้คำเดียวว่าน่านับถือ”
“พร์และสายเืที่ติดตัวมาแต่กำเนิดของสมาชิกในตระกูลราชวงศ์เฉียนค่อนข้างดี อีกทั้งไม่ขาดแคลนทรัพยากรสำหรับฝึกตน จึงมีผู้แข็งแกร่งถือกำเนิดขึ้นมาค่อนข้างง่าย ยกตัวอย่างเฉียนชิง เขาไม่เคยมากังวลเื่ทรัพยากรสำหรับฝึกตน” หลินเยว่พูดขึ้น
“ทรัพยากรภายนอกครบครัน คุณสมบัติที่ติดตัวมาแต่กำเนิดดีเยี่ยม จึงมีโอกาสเติบโตสูงลิบ แค่เริ่มต้นก็ชนะแล้ว” หลิวเสวี่ยพูดเสริม
หลังจากอยู่ดื่มชากับฉินชูหมดหนึ่งแก้ว หลิวเสวี่ยกับหลินเยว่ก็ขอตัวกลับไป
“ศิษย์พี่หลิน เดิมทีท่านปรมาจารย์ของพวกเรา้าทาบทามฉินชูมาอยู่ที่ยอดเขาเชียนหลัว แต่ตอนนี้ท่านเ้าสำนักคนปัจจุบันยังอยู่ที่ยอดเขาชิงจู๋ ให้ตายยังไงก็ไม่ยอม” หลิวเสวี่ยเล่าให้หลินเยว่ฟัง
หลินเยว่พยักหน้า “ในประวัติศาสตร์ของสำนักชิงหยุน ผู้ที่สามารถเข้าถึงสภาวะวิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิงได้ รวมเขาแล้วก็มีแค่สามคนเท่านั้น นอกจากนี้ยังพลังแห่งเจตจำนงกระบี่อีก นับว่ามีพร์แต่กำเนิดที่น่าใเช่นกัน หากจะให้หาข้อเสียของเขาจริงๆ ก็คงมีเพียงความซื่อบื้อที่อาจจะทำให้เกิดปัญหาได้”
การที่หลินเยว่ตามหลิวเสวี่ยมาครั้งนี้ก็เพราะอยากจะเจอกับฉินชูที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วสำนักชิงหยุนตัวเป็ๆ ก่อนหน้านี้นางไม่เคยเจอเขามาก่อน
หลังจากหลินเยว่กับหลิวเสวี่ยกลับไป ฉินชูก็ฝึกวิชากระบี่ต่อสักพักใหญ่ๆ จากนั้นก็มาจวนที่พำนักของโม่เต้าจื่อที่อยู่ด้านหลังหอคัมภีร์
“ทำไมไม่ตั้งใจฝึกตน มาโผล่ที่นี่ได้ยังไง เ้าจะอยู่ฝึกตนที่นี่ก็ย่อมได้” เมื่อเห็นฉินชูแวะมาหา โม่เต้าจื่อก็ปริปากเอ่ย
“แวะมาเยี่ยมและชงชาให้ท่านผู้เฒ่าโม่ขอรับ” ฉินชูตอบกลับพลางเริ่มต้มน้ำ
“ฉินชู ที่ใดมีคน ที่นั่นย่อมมีการต่อสู้ ดังนั้นอย่าไปยุ่งเื่ของคนอื่น จงตั้งใจทำหน้าที่ของตนให้ดี วันนั้นเ้าเป็คนพูดเองว่าผู้ที่มีพลังเท่านั้นถึงจะได้เป็ใหญ่ ดังนั้นเื่อะไรก็ไม่สำคัญเท่าการฝึกฝนพัฒนาพลังของตัวเอง หากมีใครหน้าไหนเข้ามาชักจูงใจ ก็จงอย่าได้สนใจ” โม่เต้าจื่อเตือนสติฉินชู
ฉินชูพยักหน้าอย่างเข้าใจความหมายที่โม่เต้าจื่อ้าจะสื่อ ศิษย์บางคนในสำนักชิงหยุนมีกองกำลังประจำตระกูลคอยหนุนหลังอยู่ ก็เหมือนกับพวกหลิ่วหนานกับหลิ่วเจ๋อ คนพวกนี้้าพรรคพวกเส้นสาย เขาคิดว่าโม่เต้าจื่อน่าจะรู้แล้วว่าหลินเยว่กับหลิวเสวี่ยแวะไปหาเขา
อยู่พูดคุยกับโม่เต้าจื่อสักพักหนึ่ง ฉินชูก็จากมา
ก่อนจากมา ฉินชูได้ประสานมือคารวะโม่เต้าจื่อ “ท่านผู้เฒ่าโม่ ศิษย์ว่าจะไปทำภารกิจในเขตยอดเขามี่หยุนและตั้งใจจะนำสิ่งที่ฝึกฝนมาไปใช้ในสถานการณ์จริง อยู่ฝึกตนในสำนักแบบนี้คงไม่มีทางรู้จุดอ่อนของวิชากายยุทธ์และวิชากระบี่”
“แม้ข้าไม่อยากให้เ้าออกไปเสี่ยงอันตราย แต่ก็ต้องยอมรับว่าเ้าพูดถูก ใช้การต่อสู้จริงเพื่อพัฒนาพลังต่อสู้คือวิธีที่ถูกต้อง มีผู้ฝึกตนหลายคนมีระดับตบะสูงส่งและพลังต่อสู้น้อยนิด ซึ่งสาเหตุหลักก็มาจากขาดการฝึกฝนการต่อสู้จากสถานการณ์จริง” โม่เต้าจื่อพูดเสริมวิธีคิดของฉินชู
หลังจากโค้งคำนับโม่เต้าจื่อ ฉินชูก็ออกจากจวนพำนักของโม่เต้าจื่อ
เขาคิดว่า่นี้ สำนักเตาเสวี่ย ตำหนักพญาจิ้งจอกและศาลาดาวฤกษ์คงไม่มีทางลงมือทำอะไรบุ่มบ่าม และไม่มีทางซุ่มโจมตี อีกทั้งเขาไม่ควรกังวลความเคลื่อนไหวของศัตรูจนทำให้การฝึกตนขาด่
หลังจากฝึกตนที่กระท่อมไม้หลังใหม่หนึ่งคืน ฉินชูก็สะพายกระบี่พาดหลังและมาที่หอคุณูปการบนยอดเขาหลัก
“ฉินชูมาแล้ว” ผู้ดูแลอวี่ที่อยู่ในห้องโถงของหอคุณูปการทักทายฉินชู
“มาแล้วครับ” ฉินชูประสานมือให้ผู้ดูแลอวี่ เขารู้ดีว่าผู้ดูแลอวี่เป็คนยุติธรรม ตอนที่เขามีปัญหากับลูกศิษย์บนยอดเขา ผู้ดูแลอวี่ให้เขารับภารกิจบนยอดเขาหลักไปทำอยู่ตลอด
เมื่อมาถึงด้านหน้ากระดานภารกิจ ฉินชูก็คว้าเอาป้ายภารกิจระดับสามและสี่บนแถวบนไปจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็ออกจากหอคุณูปการบนยอดเขาหลักไป
“เห็นการปฏิบัติตัวของเขาหรือยัง ไม่รับทำภารกิจง่ายๆ รับทำแต่ภารกิจที่ค่อนข้างยาก เพราะเหลือโอกาสไว้ให้พวกเ้า เกิดเป็คน จะทำอะไรต้องรู้จักมีน้ำใจ หลังจากนี้ไป หากใครนินทาว่าร้ายและทำตัวเป็ปรปักษ์กับเขา คนคนนั้นต้องผ่านข้าไปก่อน” ผู้ดูแลอวี่มองหน้าเหล่าลูกศิษย์บนยอดเขาหลักที่อยู่ในหอคุณูปการ
“ผู้ดูแลอวี่ ตอนที่เขามีปัญหากับยอดเขาหลักก่อนหน้านี้ พวกเรารู้สึกโกรธจริงๆ แต่ตอนที่มีภัยรุกรานจากภายนอก เขากลับไม่หดหัว ซ้ำยังแสดงเจตจำนงอันแรงกล้าในฐานะลูกศิษย์ของสำนักชิงหยุนออกมาอีก ดังนั้นพวกเรารู้สึกนับถือเขาและไม่คิดจะตั้งตัวเป็ศัตรูด้วย” ลูกศิษย์จากยอดเขาหลักคนหนึ่งพูดขึ้น
ผู้ดูแลอวี่พยักหน้า “มีคนบางประเภทที่ไม่ควรเป็ศัตรูด้วย แต่ถ้าได้เป็สหายร่วมต่อสู้ จะรู้สึกมั่นคงปลอดภัย และฉินชูก็เป็คนประเภทนี้”
หลังจากฉินชูออกจากยอดเขาหลัก ก็มาที่หอคุณูปการบนยอดเขาชิงจู๋เพื่อรับภารกิจยากๆ ไปทำ จากนั้นถึงมุ่งหน้าสู่ยอดเขามี่หยุน
ฉินชูคนก่อนหน้านี้เมื่อหนึ่งปีครึ่งกับตอนนี้ไม่เหมือนกัน ตอนนี้ตบะของเขาอยู่ที่ขั้นสามเจินหยวนระดับหก อย่าว่าแต่สัตว์อสูรขั้นที่สาม ตอนนี้แม้แต่สัตว์อสูรขั้นที่สี่ที่ยอดเขามี่หยุนก็ทำอะไรเขาไม่ได้
เมื่อมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น ฉินชูก็เริ่มเข้าไปในหุบเขาลึกขึ้น เก็บสมุนไพรพลางต่อสู้กับสัตว์อสูร เป้าหมายที่เขาออกมาทำภารกิจครั้งนี้ก็เพื่อฝึกต่อสู้จากสถานการณ์จริงและเก็บสมุนไพรไปปรุงโอสถน้ำชุบตัว
ฉินชูรู้ซึ้งถึงประสิทธิภาพของโอสถชุบตัวอย่างแจ่มแจ้ง การแช่ตัวในโอสถน้ำชุบตัวติดต่อกันตลอดหลายปีทำให้พละกำลังทางกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นมาก ดังนั้นเขาจึงไม่อยากละทิ้ง
เขามี่หยุนคือเขตเทือกเขาดึกดำบรรพ์ที่ไม่ค่อยมีมนุษย์เข้ามา ดังนั้นฉินชูจึงเก็บรวบรวมสมุนไพรได้อย่างราบรื่น
ทำภารกิจตอนกลางวัน ตกเย็นก็นั่งเข้าฌานบ่มเพาะพลังปราณบนต้นสนเก่าแก่ ครั้นเวลาครึ่งเดือนคล้อยผ่าน แหวนมิติเก็บของทั้งสองวงของเขาก็เต็ม
ต่อมาฉินชูก็เดินทางกลับ สมุนไพรที่เก็บได้ครั้งนี้เพียงพอที่จะปรุงโอสถชุบตัวได้ถึงสองครั้ง
เมื่อกลับมาถึงเขตรอบนอกของยอดเขา ฉินชูก็ก่อไฟย่างไก่ป่าเติมเต็มท้อง
ขณะที่ฉินชูกำลังจะกินข้าว อยู่ๆ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมา เป็ผู้หญิงในชุดกระโปรงสีขาว เข็มขัดคาดเอวสีทองและสะพายหอกยาวอยู่ด้านหลัง
ฉินชูมองพินิจผู้หญิงคนนี้ นางมีใบหน้านวลผ่องดุจหยก ผมดำยาวถึงเอว นางมวยผมครึ่งศีรษะ ด้านหน้ามวยผมติดรัดเกล้าที่ประดับด้วยหินหยกและปิ่นปักผมทองคำรูปพญาหงส์
นางเคลื่อนไหวเพียงสองก้าวก็เข้ามาในระยะที่ฉินชูอยู่แล้ว
ฉินชูรีบถอยหลังกลับสองสามก้าวทันที เพราะััได้ถึงอันตรายร้ายแรง อีกทั้งยังมองลึกตื้นของผู้หญิงคนนี้ไม่ออก
“เ้าคือฉินชูใช่หรือไม่” นางเอ่ยถาม
“ข้าคือฉินชู เ้าเป็ใคร” ฉินชูโคจรเืลมและพลังปราณในร่างกายขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกฝ่ายเอ่ยชื่อของตัวเองขึ้นมาอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลงแบบนี้ แสดงว่ามาหาเขาโดยเฉพาะ
หญิงสาวมองฉินชูพร้อมกับพูดขึ้นเสียงเรียบ “ตอนนี้เ้ามีอยู่สองทางเลือก หนึ่งคือตาย สองคือกลับไปกับข้า”
“ทำไมข้าต้องฟังเ้า” ฉินชูชักกระบี่เทพบูรพาออกมาและฟันใส่อีกฝ่ายทันที
หญิงสาวเพียงสะบัดมือก็สามารถหักล้างพลังอัดจากคมกระบี่ของฉินชูได้แล้ว จากนั้นใช้นิ้วเพียงสองนิ้วคีบกระบี่บูรพาและหยุดการเคลื่อนไหวของวิถีกระบี่ได้อย่างสิ้นเชิง
ฉินชูพยายามเค้นแรงที่แขนขวาเพื่อชักกระบี่ออกมาและฟันนิ้วของอีกฝ่าย แต่กระบี่เทพบูรพากลับไม่กระดิกแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น หญิงสาวในชุดกระโปรงสีขาวก็ยกขาขวาถีบหน้าอกฉินชูอย่างจัง จนฉินชูกระเด็นลอยออกไป “ทำไมต้องฟังข้า(เปิ่นกง)กระนั้นหรือ... เพราะว่าเ้าต้องฟังอย่างไม่มีทางเลือกยังไงล่ะ”
