หูต้าเซียนยื่นฝ่ามือออกมา เหล่าหูกับหูเอ้อร์จึงเข้ามาดู เห็นว่าเป็ลูกกวาดสีม่วงดำสองเม็ดอยู่ในฝ่ามือ
ลุงกับหลานสบตากัน คิดในใจว่าต่อให้เป็ขี้ก็ต้องกิน
ลูกกวาดสีม่วงดำแผ่รัศมีอัปมงคลออกมา หูเอ้อร์รู้สึกถึงลางร้ายโดยสัญชาตญาณ จึงกลอกตาแล้วยิ้มปฏิเสธ “ข้าไม่ชอบ…”
เขาเพิ่งจะเอ่ยปาก เหล่าหูผู้เป็นายเมืองก็แย่งพูดเสียงดัง “ข้าอายุมากขนาดนี้แล้ว ลูกกวาดเป็ของที่เด็กๆ กิน”
เหล่าหูรับลูกกวาดมาแล้วยัดใส่มือหลานชายหูเอ้อร์พลางกล่าวอย่างใจดี “หูเอ้อร์ ข้าจำได้ว่าเ้าชอบกินลูกกวาดมาก อย่าทำให้เซียนเสียใจเลย เอาส่วนของข้าไปด้วย!”
หูเอ้อร์ไม่คิดว่าลุงจะรู้ว่าลูกกวาดมีอะไรพิกล จึงชิงลงมือก่อน!
‘ไอ้สารเลว…’ หูเอ้อร์เบิกตากว้าง ด่าทอในใจ
เหล่าหูแสร้งทำเป็เสียงอ่อนโยนเหมือนกำลังคุยกับเด็ก และบีบแก้มหูเอ้อร์พลางกล่าว “ในสายตาของลุงแล้ว เ้าเป็เด็กอยู่เสมอ! ไม่ต้องเกรงใจ กินเร็วเข้า!”
หูเอ้อร์ก็ไม่ยอมแพ้ แสร้งทำเป็กตัญญูแล้วกล่าว “ไม่ ลุง เซียนให้ลูกกวาดวิเศษมานะ! ท่านไม่ใช่บ่นว่าปวดเอวอยู่เรื่อยหรือ บางทีหลังจากกินแล้วอาการอาจจะดีขึ้น เอาไปทั้งสองเม็ดเลย!”
‘ไอ้เด็กเวร ข้าเลี้ยงเ้ามาเสียเปล่าจริงๆ!’ เหล่าหูด่าทอในใจไม่หยุด
แน่นอนว่าเหล่าหูไม่รับลูกกวาด ยิ้มแห้งๆ แล้วกล่าว “ไม่ๆๆ เด็กๆ กินจะดีกว่า”
“ไม่ๆๆ ผู้าุโควรบำรุงร่างกาย” หูเอ้อร์ผลักลูกกวาดกลับไป
ทั้งสองผลักกันไปมาอยู่นาน หูต้าเซียนทนดูไม่ไหวจึงตบโต๊ะแตก แล้วกล่าวเสียงเย็นเยียบ “กิน คนละเม็ด”
ลุงกับหลานไม่กล้าแสร้งทำเป็ไม่รู้เื่ รับลูกกวาดมาคนละเม็ดทันที
หูเอ้อร์ถือลูกกวาดลังเลอยู่ครู่หนึ่ง คิดในใจว่า ‘ช่างเถอะ ก็แค่ลูกกวาด’
เขาหลับตาแล้วใส่ลูกกวาดเข้าปากกลืนลงคอไป เหล่าหูผู้เป็เ้าเมืองเห็นว่าหลานชายกินไปแล้ว คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงทำหน้าเศร้าหมองก่อนกลืนลูกกวาดลงคอไปอย่างไม่เต็มใจ
“ดีมาก ในเมื่อพวกเ้าให้เกียรติข้าเช่นนี้ ข้ามีของวิเศษอยากจะมอบให้พวกเ้า”
เมื่อครู่นี้ทั้งสองยังมีสีหน้าหดหู่ แต่เมื่อได้ยินว่าหูต้าเซียนมีของวิเศษจะให้ ดวงตาทั้งสองก็เปร่งประกายทันที “ของวิเศษหรือ”
หูต้าเซียนหยิบกล่องไม้ออกมาจากใต้เก้าอี้ วางลงบนโต๊ะอีกตัวที่ยังสมบูรณ์ แล้วเลื่อนไปตรงหน้าลุงกับหลาน
“เปิดดู”
เหล่าหูผลักหลานชายออก แล้วเดินไปที่กล่องไม้ด้วยความใจร้อน ใครจะรู้ว่าหลังจากเปิดฝากล่องแล้วเห็นของวิเศษจริงๆ เขาก็ร้องลั่นแล้วล้มลงกับพื้น ชี้ไปในกล่อง “นี่…นี่มัน…”
‘ของวิเศษอะไรกันถึงได้น่าใเช่นนี้’ หูเอ้อร์เข้าไปดูใกล้ๆ แล้วก็ตกตะลึง ภายในกล่องไม้มีหัวมนุษย์! แถมยังหน้าตาเหมือนหูต้าเซียนที่นั่งอยู่ตรงหน้าไม่มีผิดเพี้ยน!
สายตาของหูเอ้อร์มองไปมาระหว่างหูต้าเซียนกับหัวมนุษย์ในกล่องไม้ด้วยความหวาดผวา “จะ…เ้าเป็ใครกันแน่”
หูต้าเซียนยิ้มแล้วเอามือกดที่ใบหน้า ดึงหน้ากากสัมฤทธิ์ออก หวนคืนใบหน้าที่แท้จริงของลู่เต้า
“เป็เ้า!” หูเอ้อร์ตกตะลึง
“ถึงจะรู้ไปก็เปล่าประโยชน์” ไป๋เสียหัวเราะ “ยังไงเ้าก็จำไม่ได้อยู่ดี”
ฉับพลันนั้นลูกกวาดิญญาเริ่มออกฤทธิ์แล้ว หูเอ้อร์ปวดท้องอย่างรุนแรง ความหนาวเหน็บแผ่ซ่านไปทั่วร่าง สีหน้าเ็ปค่อยๆ จางหายไป ดวงตาพลันไร้แววปราศจากชีวิตชีวา
เหล่าหูลุกขึ้นจากพื้น ใบหน้าสีหน้าเดียวกันกับหูเอ้อร์
“สองพี่น้องอยู่ที่ไหน” ไป๋เสียถาม
เหล่าหูกับหูเอ้อร์เดินนำทางไปข้างหน้าอย่างเงียบเชียบ จนมาถึงหน้าห้องที่มีองครักษ์ยืนเฝ้าอยู่
องครักษ์ที่อยู่หน้าประตูเห็นเ้าบ้านจึงหลีกทางให้ ไป๋เสียจึงพบสถานที่กักขังเสี่ยวอวี้ได้อย่างง่ายดาย
“ต่อไปไม่เกี่ยวกับข้าแล้ว” ไป๋เสียคืนร่างให้ลู่เต้า
“จับแค่ข้าก็พอ! ปล่อยน้องชายข้าไป!” เสี่ยวอวี้ร้องบอกทันทีที่เห็นลุงหลานสกุลหูมาถึง
ทั้งสองมีสีหน้าแปลกประหลาด ไร้อารมณ์ราวกับหุ่นเชิด นางรู้สึกกังวลใจยิ่งนัก เกรงว่าทั้งสองจะทำร้าย
ครั้นเห็นลู่เต้าเดินออกมาจากด้านหลังทั้งสองอย่างเชื่องช้า เสี่ยวอวี้กับเสี่ยวไฉก็ร้องด้วยความยินดี “เฮยเจิ้ง!”
ยิ่งไปกว่านั้น เสี่ยวอวี้ไม่สนใจว่ามีคนนอกอยู่ตรงนั้น รีบพุ่งเข้าไปกอดเขาแน่น “เ้าปลอดภัย ข้าดีใจเหลือเกิน!”
หลายวันมานี้ เสี่ยวอวี้กินไม่ได้นอนไม่หลับ ภาพบิดาขึ้นเขาไปหาสมุนไพรให้มารดาผุดขึ้นมาในหัวไม่หยุดหย่อน นับั้แ่แยกทางกันบนเขา นางก็กังวลว่าลู่เต้าจะหายไปเช่นเดียวกับบิดา
ส่วนเสี่ยวไฉในตอนนี้ก็รู้จักกาลเทศะเป็อย่างดี เบือนหน้าหนีแสร้งทำเป็ไม่เห็นอะไร
เมื่อเห็นว่าลู่เต้าแต่งกายเป็นักพรต เสี่ยวอวี้ก็ถาม “เหตุใดเ้าจึงแต่งกายเหมือนหูต้าเซียนเช่นนี้”
ลู่เต้ายิ้มพลางตอบ “เพราะข้าจัดการเขาเรียบร้อยแล้ว”
เขาชูนิ้วโป้งไปด้านหลังแล้วชี้ไปที่หูเฒ่ากับหูเอ้อร์ “รวมถึงสองคนนี้ด้วย”
ลู่เต้าเล่าเื่ที่หูต้าเซียนเป็ปีศาจ รวมถึงเื่ที่เ้าเมืองสมรู้ร่วมคิดด้วยออกมา เมื่อเสี่ยวอวี้ได้ฟังก็ร่ำไห้ออกมา เพราะในบรรดาสาวงามที่ถูกส่งขึ้นเขา มีสหายใกล้ชิดของนางอยู่ด้วย
เมื่อรู้ว่าเพื่อนถูกนำไปหลอมเป็ยา นางจึงทำใจได้ยากยิ่งนัก
“เ้า้าจัดการกับคนทั้งสองนี้อย่างไร พวกมันเชื่อฟังทุกสิ่งที่เ้าพูด” ลู่เต้าถาม
เสี่ยวอวี้ปาดน้ำตา มองหูเฒ่ากับหูเอ้อร์ด้วยความเคียดแค้น “ให้พวกมันใช้ชีวิตเยี่ยงสุนัขไปตลอดชีวิต!”
“ไม่มีปัญหา” ลู่เต้าเดินไปยืนอยู่ตรงหน้าทั้งสองแล้วออกคำสั่ง “ได้ยินหรือไม่ ต่อไปนี้พวกเ้าเป็สุนัขแล้ว!”
สิ้นคำสั่ง ทั้งสองก็หมอบลงกับพื้นอย่างว่าง่าย แล้วแลบลิ้นหายใจราวกับสุนัข
“จับมือ!” เสี่ยวไฉเดินเข้ามาพูด ทั้งสองก็รีบยื่นมือให้เขาราวกับสุนัข
“สนุกจังเลย! เหมือนสุนัขจริงๆ ด้วย!” เขาปรบมือหัวเราะ
เสี่ยวอวี้เดินไปยืนอยู่ตรงหน้าทั้งสอง แล้วเอ่ยไม่ปรานี “พวกเ้าสมรู้ร่วมคิดกับหูต้าเซียนเพราะความโลภ ทำลายครอบครัวมากี่ครัวเรือนแล้ว!? สมควรได้รับจุดจบเช่นนี้!”
หลังจากนางต่อว่าเสร็จ คนหมาทั้งสองก็เห่าหอนแล้ววิ่งออกไปนอกประตู ยามที่เฝ้าอยู่ด้านนอกร้องอย่างใ “นายท่าน! ท่านเป็อะไรไป”
ทั้งสามหัวเราะลั่น ขณะที่คนหมาทั้งสองกำลังก่อความวุ่นวายไปทั่วจวนสกุลหู พวกเขาก็ย่องหนีไปอย่างเงียบเชียบโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
ณ ตลาดที่คึกคัก สองพี่น้องเดินเล่นไปบนถนนด้วยใบหน้าเบิกบานใจ
พวกเขากำลังจะซื้อสุราและอาหารชั้นเลิศ เพื่อทำอาหารเลี้ยงฉลองการกลับมาของลู่เต้า ทั้งสองเดินไปมาระหว่างแผงขายของต่างๆ เพื่อเลือกซื้อวัตถุดิบที่ดีที่สุด
ส่วนลู่เต้าก็เดินตามอยู่ด้านหลัง คอยตอบคำถามว่าเขาชอบทานอะไรบ้างเป็ครั้งคราว
ทันใดนั้น ก็มีคนมาตบบ่าเขาเบาๆ พร้อมกับเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหู “สหาย ผลไม้ที่นี่ขายได้ราคาดีจริงๆ ข้าหาเงินได้มากมายก่ายกอง! เลยถือโอกาสเปลี่ยนรถม้าคันใหม่เลย!”
ตู้เจิ้งฉุนปรากฏตัวพร้อมกับบังเหียนรถม้าในมือ ม้ายังคงเป็ม้าตัวเดิม แต่รถม้าเปลี่ยนเป็คันใหม่แล้ว
“เ้าเองหรือ!” ลู่เต้ากล่าวอย่างประหลาดใจ
ตู้เจิ้งฉุนกล่าว “หลายวันมานี้ เ้าหายไปไหนมา”
“มากมายนัก พูดไม่หมดหรอก” ลู่เต้ายิ้มแห้งๆ
“ไม่เป็ไร ค่อยๆ เล่าทีหลังก็ได้ ข้าซื้อเครื่องประทินโฉมมาเต็มรถม้า กำลังจะไปขายที่อื่น เ้าจะไปด้วยกันหรือไม่”
ลู่เต้าชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วหันไปมองเสี่ยวอวี้แวบหนึ่ง ก่อนคิดในใจ ‘จริงสิ ข้าแค่ผ่านมาทางนี้ ถึงเวลาต้องไปแล้ว’
