ไป๋เสียหลับสนิท จนกระทั่งลู่เต้าเดินมาอยู่ข้างๆ ก็ยังไม่รู้ตัว
“ิญญาก็ต้องนอนด้วยหรือ” ลู่เต้าเอ่ยอย่างสงสัย
ร่างกายโปร่งแสงของิญญายังคงอยู่ในท่าทางนั่งสมาธิ ลู่เต้ายื่นมือออกไป เมื่อปลายนิ้วกำลังจะััิญญาของไป๋เสีย ทันใดนั้นไป๋เสียก็เอ่ยขึ้นว่า “เ้าคิดจะทำอะไรข้า”
ลู่เต้าใจนเหงื่อแตกพลั่ก ราวกับถูกจับได้ว่ากำลังขโมยของ เขารีบชักมือกลับพร้อมเอ่ยด้วยความหวาดกลัว “โอ๊ย!!! ข้าไม่กล้าแล้ว!!!”
ลู่เต้าหลับตาลงลุกลี้ลุกลน แต่รออยู่นานก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาดู เห็นเพียงไป๋เสียที่ยังคงหลับตาสนิท
“อะไรกันเนี่ย...แค่ละเมอเท่านั้นเอง” ลู่เต้าถอนหายใจอย่างโล่งอก “ทำเอาข้าคิดว่าถูกจับได้แล้ว”
จู่ๆ ไป๋เสียก็ขมวดคิ้วแน่น แล้วเอ่ยว่า “ปล่อยข้า! ตาแก่!”
ดูเหมือนว่าตอนนี้เขากำลังต่อสู้กับใครบางคนในฝัน ลู่เต้าอยากรู้นักว่าคนอย่างไป๋เสียเวลาฝันจะฝันถึงอะไรกัน
มือของเขาจึงยื่นไปหาิญญาไป๋เสียอย่างช้าๆ ครั้งนี้เมื่อมือของลู่เต้าััอีกฝ่าย แรงดึงดูดมหาศาลก็ดึงสติของเขาเข้าไปเหมือนถูกดูดเข้าไปในวังวน
หลังจากที่โลกหมุนไปรอบๆ ในที่สุดลู่เต้าก็ลืมตาตื่นขึ้นมาบนทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง เขาพยายามลืมตาขึ้นมอง พบว่าเป็แสงแดดอันเจิดจ้า
“เกิดอะไรขึ้นนี่ ทำไมถึงเป็ตอนกลางวันไปได้เล่า” ลู่เต้าพยายามลุกขึ้นนั่ง แล้วพบว่าตนเองไม่ได้อยู่ในเรือน แต่เป็กลางแจ้ง
เวลาไม่ถูก สถานที่ก็ไม่ใช่
เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ลู่เต้าลุกขึ้นยืนด้วยความฉงน ศีรษะของเขายังคงรู้สึกวิงเวียนเล็กน้อย แต่เขาก็ได้ยินเสียงน้ำไหลอยู่ไม่ไกล
ลู่เต้าเดินตามเสียงน้ำไปก็พบกับลำธารเล็กๆ สายหนึ่ง เขาเดินไปที่ริมธารตั้งใจจะตักน้ำขึ้นมาดื่ม แต่เมื่อเอามือจุ่มลงไปในน้ำ เขากลับรู้สึกเหมือนจับอากาศ ราวกับว่าน้ำในลำธาร หรือแม้แต่ปลาตัวเล็กๆ ก็สามารถลอดผ่านมือของเขาไปได้
เขายกมือขึ้นมาแล้วพบว่าไม่มีน้ำติดมือมาแม้แต่หยดเดียว คราวนี้ลู่เต้าจึงรู้ว่าร่างกายของตนเองในตอนนี้โปร่งแสงคล้ายกับิญญา
ทันใดนั้นเองก็มีเสียงคนโวยวายดังมาแต่ไกล “ปล่อยข้า! ตาแก่!”
ลู่เต้าเดินตามเสียงไปอีกครั้ง ครั้งนี้เป็ปลายทางของเส้นทางที่แทบไร้ผู้คน เขาก็รู้สึกประหลาดใจเมื่อเห็นโจวเทียนหยวนกำลังแบกชายหนุ่มคนหนึ่งไว้บนบ่าอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเดินตรงเข้ามาหาลู่เต้าอย่างช้าๆ
ส่วนชายหนุ่มที่ถูกแบกอยู่บนบ่านั้นไม่ใช่กับใครอื่น แต่เป็ไป๋เสียในวัยหนุ่ม ตอนนั้นเขาอายุเท่าๆ กับลู่เต้า ประมาณสิบหกสิบเจ็ดปีเห็นจะได้
“ใครตกลงเป็ศิษย์เ้ากัน! ปล่อยข้า!” ไป๋เสียในวัยหนุ่มพยายามดิ้นรนสุดกำลัง แต่ทว่าทั่วร่างกลับเต็มไปด้วยาแ และพลังของเขาก็เทียบกับโจวเทียนหยวนไม่ได้เลย ต่อให้ดิ้นรนอย่างไรก็มิอาจหลุดพ้นจากการควบคุมของอีกฝ่ายได้
โจวเทียนหยวนแบกเขาอย่างสบายราวกับแบกกองฟาง “ไม่เป็ไร! พอไปถึงยอดเขาจารึกิญญา เ้าต้องฝึกฝนกับศิษย์คนอื่นๆ อีกสามปี หลังจากสามปีผ่านไป หากเ้าผ่านการทดสอบแล้ว ค่อยมาคุกเข่าคำนับข้าสามครั้ง เก้าคราเมื่อนั้น ข้าถึงจะยอมรับเ้าเป็ศิษย์อย่างเป็ทางการ”
ดูเหมือนว่าไป๋เสียจะไม่เคยเจอคนที่ไร้เหตุผลอย่างโจวเทียนหยวนมาก่อน เขาจึงอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยความโกรธ “ไปตายซะ! เ้าต่างหากที่ต้องมาคุกเข่าคำนับข้า เรียกข้าว่าอาจารย์ถึงจะถูก!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น โจวเทียนหยวนก็หัวเราะลั่น “หากวันใดเ้าเก่งกว่าข้า ข้าอาจจะยอมรับเ้าเป็อาจารย์ก็ได้ แต่ก่อนหน้านั้น เ้าต้องเคารพข้าเป็อาจารย์ก่อน”
“บัดซบ! ข้าไป๋เสีย ได้รับถ่ายทอดวิชาจากปรมาจารย์วิถีอสูรแล้ว” ไป๋เสียแสยะยิ้ม “อาจารย์ของข้ามีเพียงแค่ท่านบรรพบุรุษวิถีอสูรเท่านั้น!”
“ข้าไม่สน! หากเขาไม่ยอมรับ ก็มาหาข้าโจวเทียนหยวนได้เลย!” โจวเทียนหยวนเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
ไป๋เสียหน้าเจื่อน กัดฟันแน่นพูดอย่างลำบากใจ “ท่านบรรพบุรุษ...ทะ...ท่านสิ้นไปนานแล้ว!”
“เช่นนั้นต่อไปนี้ข้าจะเป็อาจารย์ของเ้าเอง”
“เ้าคนผู้นี้ เหตุใด...” ไป๋เสียโมโหจนพูดไม่ออก
คนทั้งสองเดินผ่านหน้าลู่เต้าไป โดยไม่แม้แต่จะชายตามอง ราวกับว่าเขาไม่มีตัวตนอยู่บนโลกนี้
ลู่เต้าจ้องมองร่างกายโปร่งแสงของตัวเอง ก่อนจะครุ่นคิด “ที่นี่คือความทรงจำของเ้าคนผู้นั้นงั้นหรือ”
“เดินไปอีกหน่อยก็ถึงยอดเขาจารึกิญญาแล้ว” โจวเทียนหยวนแบกไป๋เสียเดินหน้าต่อไป
หากไม่ดิ้นรนต่อต้าน ก็คงจะถูกจับไปถึงที่ของอีกฝ่ายเป็แน่ ไป๋เสียตัดสินใจเด็ดขาด ใช้โอกาสนี้จิ้มนิ้วทั้งสองไปที่ดวงตาทั้งสองข้างของโจวเทียนหยวนอย่างรวดเร็ว
โจวเทียนหยวนไม่แม้แต่จะเมียงมองมา ร่างกายตอบสนองโดยอัตโนมัติราวกับสัญชาตญาณ เขาชูนิ้วขึ้นมาตรงหน้า รับมือกับวิชามารของไป๋เสียได้อย่างง่ายดาย
“หนวกหู! เงียบไปสักพักได้หรือไม่!” โจวเทียนหยวนดีดหน้าผากไป๋เสียเบาๆ
ไป๋เสียรู้สึกเหมือนโดนโจมตีอย่างหนัก ศีรษะพลันเงยขึ้น ดวงตาทั้งสองข้างกลอกขึ้นฟ้า ก่อนจะหมดสติไปอย่างอ่อนปวกเปียกบนไหล่ของโจวเทียนหยวน
โจวเทียนหยวนถอนหายใจอย่างจนใจ “น่ารำคาญจริง หากผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ได้ยินว่าโจวเทียนหยวนผู้นี้เต็มใจรับเขาเป็ศิษย์ คงจะรีบคุกเข่าคำนับจนแทบไม่ทัน ใครจะเหมือนเ้าที่...”
ระหว่างที่โจวเทียนหยวนค่อยๆ เดินจากไป ทัศนียภาพโดยรอบก็เริ่มบิดเบี้ยว และเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ
เมื่อปรากฏขึ้นอีกครั้ง ลู่เต้าพบว่าตนเองมาอยู่ในห้องพักฟื้นแห่งหนึ่ง ภายในห้องเต็มไปด้วยเตียงคนป่วย และสมุนไพรตากแห้งวางเรียงรายอยู่ริมผนัง
โจวเทียนหยวนแบกไป๋เสียผลักประตูเข้ามาะโว่า “มีคนาเ็!”
หญิงสาวผู้หนึ่งสวมชุดหมอสีฟ้าอ่อนรีบเดินเข้ามา เมื่อได้ยินดังนั้นก็เอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง “ผู้าเ็อยู่ที่ใด”
“อยู่ที่นี่” โจวเทียนหยวนโยนไป๋เสียลงพื้นอย่างไม่ไยดี
“โอ๊ย!” ไป๋เสียร้องด้วยความเ็ป ก่อนจะฟื้นขึ้นมาจากอาการหมดสติ
“อาจารย์โจว โปรดปฏิบัติต่อผู้าเ็ด้วยความอ่อนโยนด้วย!”
หญิงสาวรีบเข้าไปตรวจดูอาการาเ็ของไป๋เสีย “ท่านเป็อย่างไรบ้าง”
โจวเทียนหยวนเกาหัวพลางยิ้มแห้งๆ “ข้าไม่ถนัด ดังนั้นจึงพาเขามาให้เ้าดูแล พันแผลให้เขา แล้วพาเขาไปพบกับศิษย์คนอื่นๆ ด้วย”
เมื่อพูดจบ เขาก็โยนไป๋เสียทิ้งไว้ข้างหลังโดยไม่สนใจ หญิงสาวทั้งโกรธทั้งโมโห จึงทำได้เพียงประคองไป๋เสียที่ร้องโอดโอยด้วยความเ็ปขึ้นไปบนเตียงคนป่วย
หญิงสาวผละไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาพร้อมกับกะละมังที่เต็มไปด้วยน้ำ กรรไกร ผ้าขนหนู ยาสมานแผล และผ้าพันแผล
ทันทีที่นางหยิบกรรไกรขึ้นมา ไป๋เสียก็เอ่ยอย่างระแวดระวัง “เ้าจะทำอะไร!”
หญิงสาวถือกรรไกรตัดฉับๆ สองสามครั้ง ฟังจากเสียงแล้ว ใบมีดกรรไกรน่าจะเพิ่งลับมาใหม่ นางเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “ตัดเสื้อผ้าของท่านออก แล้วทำความสะอาดาแอย่างไรเล่า”
“อะไรนะ!” ไป๋เสียตื่นตระหนก “หากเ้าตัดเสื้อผ้าข้าออกแล้ว ข้าจะใส่อะไร”
“แต่ในสภาพนี้ ท่านคงจะถอดเสื้อผ้าเองไม่ได้กระมัง” หญิงสาวกล่าวต่อ “ส่วนเสื้อผ้ามีให้ท่านใส่แน่นอน”
เมื่อพูดจบ นางไม่สนใจการขัดขืนของอีกฝ่าย หยิบกรรไกรขึ้นมาตัดฉับอย่างรวดเร็ว เสื้อผ้าท่อนบนของไป๋เสียถูกตัดขาด
เมื่อเสื้อผ้าที่ใช้ปกปิดหายไป าแที่น่าสยดสยองก็ปรากฏแก่สายตา บนร่างกายของเขาเต็มไปด้วยาแจากการล้อมโจมตีของนักปราบปีศาจ โดยเฉพาะาแจากคมมีดสามแผลตรงหน้าอกที่เห็นถึงกระดูกชัดเจน
ถึงแม้ว่าจะได้รับาเ็สาหัสเช่นนี้ แต่ไป๋เสียกลับเพียงแค่ใช้ดินพอกไว้เท่านั้น หญิงสาวเอ่ยถามอย่างลำบากใจ “ท่านไปตีกับใครมาหรือ”
“ตีอะไรกัน...ข้าถูกนักปราบปีศาจห้าคนไล่ฆ่าต่างหากเล่า!”
หญิงสาวดูเหมือนจะไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูด นางพูดพลางส่ายหัว “อย่าไปทะเลาะกับคนอื่นสิ! ได้ยินหรือไม่!”
‘ทำไม่นี้เจอแต่คนที่ไม่ฟังคนอื่นเขาพูดเช่นนี้กันนะ’ ทีแรกไป๋เสียรู้สึกจนใจ แต่ครู่เดียวก็กลับมาอหังการอีกครั้ง “ฟังให้ดี คนที่อยู่ตรงหน้าเ้าน่ะคือ...”
ยังไม่ทันพูดจบ ที่แขนเขาก็รู้สึกเ็ปแสนสาหัสราวกับกระดูกแตก ทำเอาคำพูดชะงักค้าง
ที่แท้หญิงสาวไม่สนใจไยดีว่าไป๋เสียาเ็ นางจับมือที่หักของเขาไว้แน่น แล้วเอ่ยเตือนด้วยความจริงใจ “อย่าไปทะเลาะกับคนอื่น!”
ไป๋เสียเจ็บจนทนไม่ไหว เขาทำได้เพียงร้องขอด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว “ไม่สู้แล้ว! ไม่สู้แล้ว!”
