หมอกหนาปกคลุมป่าสนที่เต็มไปด้วยต้นสนสูงชะลูด และต้นหญ้าที่แห้งเหี่ยว
ใต้ผืนหญ้าแห้งแล้งมีก้อนหิน
หลายปีมานี้ไม่เคยมีคนย่ำผ่าน
เมื่อเหล่าเด็กๆ จากชั้นเรียนเตรียมความพร้อมย่ำผ่าน ก็เกิดเสียงร้องระงมดังขึ้น
“ไอ๊หยา…”
“โอ๊ย….”
“กรี๊ด….”
เฉินโย่วลากฉาวจิ่ววิ่งออกมาด้านนอก
ราวกับครั้งที่แล้วบนทะเลทราย เพียงก้าวขาพวกนางก็ผ่านม่านหมอกออกมาได้
ยามนี้พวกนางออกจากถ้ำ มาปรากฏกายอยู่กลางป่าสน
ทว่าเฉินโย่วกลับรู้สึกว่ามันไม่เหมือนเดิม
ยามที่นางไปโผล่อยู่กลางทะเลทราย ในครั้งนั้นดูเหมือนจะลึกลับกว่านี้ ทว่าครั้งนี้ดูเหมือนว่าถ้ำแห่งนั้นจะมีอยู่จริง แต่เพียงถูกปิดเอาไว้
ทว่านางยังฉลาดที่ทิ้งของในกระเป๋าไว้ที่นั่น รอมีเวลาว่างแล้วจะกลับมาตามหา
ยามเฉินโย่วกลับมารวมกับขบวน แล้วก็สงสัยว่าพวกหญ้ารกนี่มันอย่างไรกันนะ สำหรับนางแล้วนับว่าเป็เื่ธรรมดา
อาสวินที่ร่างกายค่อนข้างอ่อนแอ ยามรวมกลุ่มอยู่กับคนในชั้นเรียนก็กลายเป็คนที่โดดเด่นที่สุด
หยินสงก็นับว่าไม่เลว แม้จะดูคล้ายสตรี ทว่ายามปกติตั้งใจออกกำลังกาย วันนี้จึงนับว่าแสดงฝีมือได้ไม่เลว
ส่วนเด็กอ้วนถังซีกลับไม่ได้ความ ด้วยเดิมทีตัวก็อ้วนกลมจนแทบจะกลิ้ง ทั้งยังไม่อาจสวมเครื่องแบบสำนักเชินได้ ยามวิ่งก็ได้แต่หอบเหนื่อย ลิ้นห้อยยาว ยิ่งวิ่งนานเข้าก็ยิ่งช้าลง หากไม่ใช่ว่ามีอาลู่คอยช่วยลาก หยินสงคอยช่วยไล่อยู่ด้านหลัง เขาก็คงนอนแผ่พังพาบั้แ่ครึ่งทาง ไม่ยอมวิ่งต่ออีกแล้ว
ทว่ายังเคราะห์ดีที่มีบัณฑิตสภาพเดียวกันกับเ้าเด็กอ้วนอยู่ไม่น้อย
ท่านอาจารย์จวีเมื่อมองหมอกหนาทึบที่ปกคลุมป่าสนค่อยๆ สลายไป ปรากฏให้เห็นภาพเหล่าบัณฑิตที่อยู่ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ย หรือมีบางคนกระทั่งรองเท้าก็หลุดหายไป ทว่ายังดีที่พวกเขาล้วนแต่วิ่งออกมาครบทุกคน ยกเว้นหลานชายยอดดวงใจของฮูหยินผู้เฒ่าสวีที่ไม่ได้มา ท่านอาจารย์จวีแม้จะยังคงรักษาสีหน้าเข้มงวดไว้เช่นเดิม แต่ก็พยักหน้าเบาๆ ด้วยความพอใจ
นับว่าไม่เลว
“ต่อไปทุกเช้าข้าจะเป็คนตรวจสอบรายชื่อพวกเ้าเอง ข้าแซ่จวี พวกเ้าจะเรียกข้าว่าอาจารย์ประจำชั้นจวีหรืออาจารย์จวีก็ได้ ส่วนวันนี้ก็แยกย้ายได้”
ท่านอาจารย์จวีออกคำสั่งเด็ดขาด กล่าวเพียงไม่กี่ประโยคจนจบ ก็หันหลังสาวเท้าจากไปทันที
ทิ้งเหล่าบัณฑิตที่ตัวกรุ่นไปด้วยความร้อนจากเืในกายที่สูบฉีดเอาไว้บนลานโล่ง
แม้บัณฑิตส่วนใหญ่จะยังไม่สนิทสนมกัน ทว่าเมื่อผ่านการวิ่งในเช้าวันนี้ ทุกคนต่างก็มองหน้ากัน แล้วสนทนากันอย่างครื้นเครง
แม้ขากลับต่างคนจะต่างแยกย้ายกันกลับ แต่อย่างน้อยก็ไม่ได้กลายเป็คนแปลกหน้าต่อกันอีกต่อไป
ด้วยเพราะต่างก็วิ่งกันจนเหงื่อโซมกาย ทั้งใบหน้ายังแดงก่ำ
จ้งหรูที่นับว่าเป็ศิษย์เก่า แม้จะไม่คุ้นเคยกับการนำคนอื่น แต่ในฐานะศิษย์เก่า เขาจึงได้แต่เอ่ยปากก่อน “พวกเรารีบกลับหอไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อน จากนั้นจึงค่อยไปโรงอาหาร โรงอาหารมีกฎเื่เวลาอยู่ หากไปช้าก็จะไม่มีอาหารเหลือเอาได้”
ดังนั้นทุกคนจึงพากันเฮโลวิ่งกลับหอ เมื่อผ่านการวิ่งยามเช้ากันมาแล้ว ทุกคนก็วิ่งกันคล่องแคล่วขึ้นไม่เบา
อาลู่เห็นน้องสาวแล้วก็ถอนหายใจคราหนึ่ง ก่อนหน้านี้ตนรู้สึกว่ามีอยู่ครู่หนึ่งที่น้องสาวราวกับหายตัวไปจนรู้สึกเป็กังวลแทบแย่
แต่สีหน้าของน้องสาวดูไม่เลว เช่นนั้นเขาก็รู้สึกวางใจ
“พี่ชาย พวกเราไปกินข้าวกันเลยเถิด พวกเรารีบไปสักหน่อย ย่อมจะได้กินของอร่อยมากกว่าคนอื่น ประเดี๋ยวสายแล้วจะเหลือแค่ข้าวแล้ว” เฉินโย่วที่เพิ่งจะแอบกินเมล็ดอ่อนของเมล็ดพันธุ์ที่อายุยาวนานหลายปี รู้สึกราวกับว่าได้เปิดต่อมรับรสแล้ว ยามนี้จึงรู้สึกหิวจนเกินทน อยากจะรีบกินข้าวไวๆ
ออกวิ่งในป่าสนยามเช้าเช่นนี้ สำหรับพี่น้องตระกูลลู่ก็ไม่นับว่ายากเย็นอะไร ทุกคนต่างก็ไม่รู้สึกว่าได้ออกกำลังกายกันหนักเท่าใด จึงได้พากันตรงไปโรงอาหารทันที
มีแต่เด็กอ้วนเสี่ยวซีที่วิ่งจนหอบแฮกแทบตาย ยามนี้จึงไม่อยากกินอะไร รู้สึกแต่เพียงว่าตนเริ่มวิงเวียนขึ้นมา จึงได้กลับไปเก็บของที่หอพักก่อน
ส่วนหยินสงเมื่อครู่ไม่ทันระวัง จึงได้ถูกคนอื่นสะดุดชนจนล้มเข้า ชุดดูเหมือนจะขาดเสียแล้ว จึงได้กลับหอพักไปจัดการตัวเองก่อนเช่นกัน
ส่วนฉาวจิ่วยังมีงานอีก จึงได้รีบเดินจากไปก่อนแล้ว
สถานที่อื่นๆ ยังไม่เคยไป แต่สำหรับเฉินโย่วแล้วโรงอาหารที่นี่นับว่าถูกใจนางเลยทีเดียว
แค่ถือจานไปก็สามารถหยิบของที่ตัวเองอยากกินใส่จานได้ จากนั้นก็เดินไปด้านหน้าสุดแล้วยื่นแผ่นป้ายไม้ประจำตัวบัณฑิตให้คนจดบันทึกไว้ ชีวิตเช่นนี้ช่างดีเหลือเกิน หากว่าท่านลุงท่านอาบนูเาได้มากที่นี่จะต้องตื่นเต้นมากเป็แน่
เฉินโย่วถือโจ๊กชามใหญ่มากับหมั่นโถวสองลูกโต และกับข้าวจานเล็กจากไป
สำหรับอาหารเช้านั้น แต่ละคนจะได้อาหารสี่อย่าง
อาลู่ก็ได้แบบเดียวกับน้องสาว
ส่วนลู่สวินรับโจ๊กหนึ่งชาม หมั่นโถวหนึ่งลูก และกับข้าวอีกสองจาน
ส่วนเสี่ยวอู่กลับถือหมั่นโถวลูกโตมาสามสี่ลูก พร้อมโจ๊กอีกชามหนึ่ง
เด็กวัยกำลังโตสี่คนที่ล้วนแต่มีหน้าตาโดดเด่น อีกทั้งคนที่มีใบหน้าเช่นนี้ยังมารวมตัวกันถึงสี่คน เหล่าคนในสำนักเชินต่างก็ฉลาดเฉลียว จึงเดาได้ทันทีว่าเด็กๆ เหล่านี้เป็ใคร
อาลู่ที่เพิ่งจะนั่งลงกินข้าว ก็ได้ยินสหายบัณฑิตที่นั่งอยู่ด้านข้างสนทนากันเสียงดัง
“นี่พวกเ้าได้ยินหรือยัง ข้างนอกเล่ากันว่านางปีศาจฮูหยินหลัวแม้ยามนี้จะย้ายไปอยู่บนูเาหลงยวนแล้ว ฮ่องเต้ก็ยังเสด็จไปเยี่ยมเยียนด้วยตนเอง…”
“ความรักนำหายนะ นางคือตัวหายนะแท้ๆ”
“วาจาเช่นนี้เ้าหมายความว่าอย่างไร”
“องค์หญิงเคยตรัสเล่าเื่สามก๊ก เนื้อหาด้านในมีกลอนอยู่บทหนึ่ง ใจความของมันช่างดียิ่งนัก
ฮ่องเต้มักในกาม แคว้นล่มสตรีงาม ล่มแคว้น
กำแพงเมืองมีแต่ง้าว ฟาดฟันผู้จงรักได้เพียง ร่ำอาลัย
กระทั่งเหล่าแม่ทัพผู้มีชื่อเสียงยังได้ถูกตัวหายนะเช่นนี้ทำลาย แม่นางหลัวแม้จะเป็หญิงม่าย แต่ก็ยังสามารถยั่วยวนฝ่าาได้ เช่นนี้จะไม่ทำให้ผู้คนนึกรังเกียจได้อย่างไร ผู้คนยังร่ำลือกันหนาหูว่ารูปโฉมของนางงดงามเสียยิ่งกว่านางปีศาจด้วยซ้ำ เช่นนี้จะไม่ใช่ตัวหายนะได้อย่างไร”
เสี่ยวอู่พลันลุกขึ้นอย่างมุทะลุ ทว่ากลับถูกอาลู่ดึงมือไว้
อาลู่จับไว้ได้เพียงเสี่ยวอู่ ส่วนน้องสาวนั้นว่องไวเสียจนเขาจับไม่ทัน
เฉินโย่วหยิบหมั่นโถวตรงหน้าตนโยนออกไปเต็มแรง
หมั่นโถวนุ่มๆ พุ่งไปตามแรงเขวี้ยงของเฉินโย่ว ตรงไปอุดปากของสหายบัณฑิตที่กล่าวว่าฮูหยินหลัวเป็นางปีศาจพอดิบพอดี
เพียงพริบตา โรงอาหารที่แสนครึกครื้นก็เปลี่ยนเป็เงียบงันลงทันที
สำนักเชินอำนวยให้ทุกคนได้ออกความเห็นอย่างเสรี จึงทำให้เหล่าบัณฑิตบางคราก็กลายเป็คนปากพล่อย วาจาก็ต่ำช้าเกินทน
ทว่าทุกคนล้วนแต่เป็สุภาพบุรุษ ปะทะกันด้วยฝีปากไม่ใช่กำลัง นี่เป็ครั้งแรกที่มีคนยังไม่ทันพูดอะไร ก็ลงมือเสียแล้ว
มู่เจี๋ยที่เมื่อครู่ยังสนทนาอย่างออกรสออกชาติอยู่ ไม่ทันตั้งตัวก็ถูกหมั่นโถวลูกหนึ่งอุดปากเสียแล้ว
ใบหน้าของเด็กหนุ่มพลันแดงก่ำไปจนถึงใบหู พร้อมกับผุดลุกขึ้นมาต่อปากต่อคำกับเฉินโย่ว “เ้า...เ้า...เ้า…” พูดแต่คำว่าเ้าอยู่หลายครั้ง ในอกสุมไปด้วยเพลิงโทสะจนไม่รู้ว่าจะกล่าวอันใด
เขาหันไปมองคนที่โยนหมั่นโถวใส่ตนก็เห็นเป็เด็กหนุ่มรูปงามดุจหยกสลัก งามเสียจนหาใครเปรียบมิได้ ทั้งแววตาใสซื่อยังวาววับราวกับมณีเม็ดงาม ด้วยรูปลักษณ์เช่นนี้เขาจะด่าคนตรงหน้าลงได้อย่างไร
“เ้าโยนของใส่คนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้าเช่นนี้ได้อย่างไรกัน” มู่เจี๋ยที่นิ่งอึ้งไปพักใหญ่ ในที่สุดก็กล้าเอ่ยปาก
“ก็เ้าปากพล่อยมาวิจารณ์ผู้าุโบ้านข้า หากไม่ใช่ว่าสำนักเชินมีกฎว่าห้ามต่อยตี หากยามนี้เ้ากับข้าอยู่บนทุ่งหญ้าละก็ คนปากพล่อยที่เอาแต่พูดพล่อยๆ เื่ผู้าุโเช่นเ้าถูกข้าตีตายก็ยังนับว่าสมควร เ้าไม่แม้แต่จะเคยพบน้าหลัวของข้า แต่กลับกล่าวหานางว่าเป็นางปีศาจ ช่างน่าเสียดายนักที่เ้าเป็ปัญญาชน วาจากลับเลอะเทอะเลื่อนเปื้อน ข้าจะบอกเ้าไว้ว่าข้าไม่ได้โยนของสุ่มสี่สุ่มห้า ข้าตั้งใจโยนใส่เ้า”
เฉินโย่วกล่าวขึ้นด้วยท่าทีองอาจ
เด็กหนุ่มแคว้นเชินรูปลักษณ์เป็เลิศเช่นนี้
ใบหน้าของบัณฑิตใหม่ที่กำลังเอ่ยโต้เถียงเรียกได้ว่าหมดจด ทั้งยังดูผ่าเผยงดงาม เช่นนั้นเพียงพริบตาคนในโรงอาหารก็หันไปมองเป็ตาเดียว
เมื่อได้ยินคำตอบของเด็กหนุ่มก็เกิดสนอกสนใจกันขึ้นมา ทั้งประโยคที่กล่าวว่าจงใจโยนใส่เ้านั้น…ฟังแล้วช่างแสบถึงทรวง
ทว่าทุกคนก็ยังรู้สึกรังเกียจเฉินโย่วไม่ลง
“สุภาพบุรุษปะทะวาจา ไม่ใช้กำลัง เ้าช่างลบหลู่เกียรติภูมิของสุภาพบุรุษเสียจริง” มู่เจี๋ยมองเด็กชายแล้วก็เอ่ยขึ้นด้วยโทสะ
เฉินโย่วจึงได้ตอบกลับ “เช่นนั้นเ้าก็คงต้องขอบใจที่ข้าเป็คนลงมือแล้ว ไม่เช่นนั้นหากพี่อู่ของข้าเป็คนลงมือ สิ่งที่อุดปากเ้าคงไม่ใช่แค่หมั่นโถวเป็แน่”
สายตาของทุกคนจึงหันไปหยุดลงที่เด็กหนุ่มร่างกายกำยำสูงใหญ่ ใบหน้ากลมคิ้วหนา ลำคอยังมีโซ่เส้นหนึ่งพาดอยู่ ปลายโซ่มีลูกเหล็กลูกโตอีกสองลูกห้อยอยู่ เมื่อตั้งใจมองก็ยังเห็นได้ว่าเครื่องแบบบางๆ ของสำนักเชินไม่อาจปกปิดกล้ามเนื้อเป็มัดๆ ที่อยู่ใต้เสื้อผ้าได้
มู่เจี๋ยเมื่อเห็นว่าโดนหมั่นโถวอุดปากยังดีกว่าโดนลูกเหล็กอุดปากหลายเท่า ก็ค่อยๆ เร้นกายกลับไปเงียบๆ
