“เอาเถอะ เอาไปส่งมอบ” ฮวาเจาเอ่ย
เื่นี้เธอคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว สมัยก่อนเงินเดือนของจางกุ้ยหลานก็ต้องส่งมอบให้ที่บ้าน ตอนนี้ก็คงไม่มีข้อยกเว้น
จะให้ส่งมอบก็ส่งมอบไปเถอะ ยังไงก็ไม่ได้มีมากมายอะไรอยู่แล้ว
นับจากวันนี้ไป การเพาะถั่วงอกในหมู่บ้านค่าวซานจะล้มเหลวครั้งใหญ่ จากเดิมที่เคยสำเร็จ 6-7 ครั้งใน 10 หน ตอนนี้คงเหลือแค่ 2-3 ครั้งใน 10 หนเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงต้องระมัดระวังเื่ต้นทุนมากขึ้น และแต่ละครั้งก็จะเพาะในปริมาณที่น้อยลง ถ้าแต่ละบ้านเพาะแค่ 10 จิน แล้วยังล้มเหลวบ้างประปราย เดือนหนึ่งก็คงทำเงินได้แค่ 30 กว่าหยวนก็พอ
จะได้ไม่กำเริบเสิบสานจนมาทำร้ายเธอได้
เมื่อมีจักรยานช่วย พวกเขาก็กลับถึงบ้านในเวลาอันรวดเร็ว
เมื่อเข้าสู่ลานบ้าน ต้าฉินและเสี่ยวฉินก็ได้กลิ่นหอมฉุยโชยมาแต่ไกล ทั้งกลิ่นปลาและกลิ่นเนื้อ
เมื่อเข้าบ้าน ฮวาเจาก็รีบลงมือทำอาหารทันที ตักปลาตุ๋นจากหม้อมาใส่ชามใบใหญ่ ยกหมูสามชั้นตุ๋นที่ปิดฝาไว้ขึ้นมา พร้อมด้วยข้าวสวยขาวโพลนอีกชามใหญ่ และกับข้าวเย็นอีกสองอย่าง วางเต็มโต๊ะ
จนกระทั่งได้ล้างมือและถูกจัดให้นั่งบนโต๊ะ พร้อมกับได้รับตะเกียบและชามข้าวอยู่ในมือ ต้าฉินและเสี่ยวฉินก็ยังคงทำอะไรไม่ถูก
ของอร่อยมากมายเหล่านี้ เป็ของพวกเธอจริง ๆ น่ะหรือ?
ที่บ้านจะกินเนื้อกันเดือนละสองครั้ง แต่ทุกครั้งนั้นเป็ของปู่ย่า พ่อ และพี่ชาย พวกเธอและแม่ไม่มีสิทธิ์ได้กินด้วยซ้ำ พวกเธอจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ได้กินเนื้อเมื่อไหร่
“เร็วเข้า กินตอนร้อน ๆ อร่อยกว่านะ” ฮวาเจาคีบหมูสามชั้นตุ๋นให้พวกเธอคนละชิ้น พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
พี่สาวคนนี้ไม่ได้กินคน... แถมยังให้เนื้อพวกเธอกินด้วย เสี่ยวฉินยิ้มเล็ก ๆ และก้มหน้าก้มตากินข้าวอย่างรวดเร็ว
เมื่อข้าวเข้าปาก เธอก็หยุดไม่ได้อีกเลย ในความทรงจำของเธอ ไม่เคยมีอาหารที่อร่อยเช่นนี้มาก่อน!
ต้าฉินเหลือบมองฮวาเจา แล้วมองเนื้อในชาม ก็รีบก้มหน้าก้มตากินข้าวบ้าง หยดน้ำตาเม็ดโตหยดลงในชาม แต่เธอก็กลืนมันลงไปด้วย
จางกุ้ยหลานเช็ดน้ำตา แล้วก้มหน้าก้มตากินข้าว
บนโต๊ะอาหาร ฮวาเจาคอยคีบกับข้าวให้ทั้งสามคนตลอดเวลา มิเช่นนั้น พวกเธอก็คงไม่กล้าแตะต้องอาหาร
หลังจากกินข้าวกันอย่างรวดเร็ว จางกุ้ยหลานก็รีบไปล้างจาน
“เธอไปนั่งพักเถอะ อย่าทำอะไรเลย ต่อไปงานพวกนี้ฉันจะทำเอง” ฮวาเจาเอ่ย
ฮวาเจาไม่ได้แย่งงานกับเธอ ปล่อยให้เธอทำงานบ้างก็ดี จะได้รู้สึกดีขึ้น
“ในหน่วยงานไม่มีบ้านว่างแล้ว พวกเธอมาพักที่นี่ก่อน่นี้นะ” ฮวาเจานั่งคุยกับเธอ
มือที่กำลังล้างจานของจางกุ้ยหลานชะงัก
ฮวาเจาพูดต่อ “เธอไม่ต้องห่วงนะ ฉันไปขอที่ดินปลูกบ้านไว้ข้าง ๆ แล้ว เราจะหาคนมาสร้างบ้านดินหลังเล็ก ๆ ใช้เวลาแค่เจ็ดแปดวันก็เสร็จ” แน่นอนว่าต้องมีอิฐดินที่ตากแห้งไว้แล้ว
เื่นี้ไม่เป็ปัญหา พวกเขาไม่ได้ตากไว้ แต่คนอื่นตากไว้ อาจจะขอยืมมาก่อนได้ เพราะคาดว่าคนอื่นก็คงยังไม่รีบร้อนจะสร้างบ้าน หรือจะซื้อจากหมู่บ้านอื่นโดยจ่ายเงินเลยก็ได้ พวกเขาก็คงจะดีใจมากกว่า
“ส่วนเื่ไม้ ก็ขอยืมจากหน่วยผลิตไปก่อน แล้วค่อยหักจากแต้มแรงงาน” ฮวาเจาบอก
หมู่บ้านค่าวซานอยู่ติดกับูเา สิ่งที่ขาดแคลนน้อยที่สุดก็คือไม้ หากชาวบ้าน้าไม้สำหรับทำเสาบ้าน ก็แค่ไปตัดจากูเา แล้วนำมาคำนวณเป็เงิน แล้วค่อยหักจากแต้มแรงงาน
แต่ถ้าคนจากหน่วยผลิตอื่นมาซื้อ ก็ต้องจ่ายเงิน
“ได้สิ เธอจัดการดีมาก” จางกุ้ยหลานกล่าว
เื่การครองเรือน เธอถนัดดี การสร้างบ้านเธอก็ทำได้ สมัยก่อนบ้านหลังนั้นก็สร้างจากน้ำพักน้ำแรงของเธอกับพ่อของฮวาเจา
เมื่อไม่มีที่พักในหมู่บ้าน การสร้างบ้านก็เป็สิ่งที่สมเหตุสมผลที่สุด
ฮวาเจามองไปยังต้าฉินและเสี่ยวฉินที่นั่งฟังพวกเธอคุยกันเงียบ ๆ บนเตียง จางกุ้ยหลานเคยเล่าว่าลูกทั้งสี่คนไม่สนิทกับเธอเลย เมื่อคิดถึงสภาพแวดล้อมที่เธอต้องเผชิญ เธอก็พอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ปู่ย่าของพวกเธอต้องกำชับพวกเธอว่า จางกุ้ยหลานพูดอะไร ทำอะไร ต้องนำกลับไปบอกพวกเขา!
ดังนั้นเธอจึงไม่ได้พูดถึงเื่ที่ขายบ้านเก่าได้เงิน 150 หยวน เพราะถ้าพูดออกไป เงินนั้นก็คงจะหายไป
เมื่อจางกุ้ยหลานล้างจานเสร็จ ฮวาเจาก็พาเธอไปยังห้องเก็บของ เตรียมที่จะเริ่มเพาะถั่วงอก
การหาเงินต้อง่ชิงเวลา
“ถั่วพวกนี้ฉันขอยืมเธอก่อนนะ ถ้าได้เงินแล้วฉันจะคืนให้” จางกุ้ยหลานมองถั่วเขียวสี่ห้าจินในอ่างแล้วเอ่ย
พ่อแม่กับลูกสาวที่แต่งงานแล้วก็ต้องคิดบัญชีกันให้ชัดเจน ยิ่งสถานะของเธอกับฮวาเจามีความซับซ้อนแบบนี้ ก็ยิ่งต้องชัดเจน
“ได้” ฮวาเจาไม่ปฏิเสธและตอบตกลงทันที “นี่ถั่วเขียว 5 จิน เดี๋ยวฉันจะจดไว้ในสมุด”
เมื่อเงินที่หาได้เป็ของตระกูลหลิว เงินที่ใช้ไปก็ต้องเป็ของตระกูลหลิวเช่นกัน เธอจึงต้องเอาคืน
จางกุ้ยหลานถอนหายใจอย่างโล่งอก เธอเองก็รู้เื่นี้ดี จึงไม่อยากเอาเปรียบลูกสาว
“ต้าฉินเสี่ยวฉิน มาช่วยหน่อย” จางกุ้ยหลานเรียกสองลูกสาวที่ยืนมองอยู่ข้างนอก
เธอพลันนึกขึ้นได้ว่าตอนที่ฮวาเจาอายุเท่านี้ก็เริ่มหัดเพาะถั่วงอกกับเธอแล้ว พริบตาเดียว ฮวาเจาก็โตขนาดนี้แล้ว...
เธอเองก็ไม่เคยคิดว่า วันหนึ่งแม่ลูกที่เคยสนิทสนมกันจะกลายมาเป็แบบนี้
แต่ก็ยังดีที่ฮวาเจายังยอมรับเธอ...
ต้าฉินเสี่ยวฉินก็ขยันขันแข็ง เมื่อจางกุ้ยหลานเรียก พวกเธอก็รีบเข้ามาทันทีและคอยส่งของตามคำสั่ง
พวกเธอไม่ใช่คุณหนูที่ทำอะไรไม่เป็ ตอนอยู่ที่บ้านก็ถูกคุณย่าหลิวใช้ให้ทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด
ที่ว่าคุณย่าหลิวดูแลพวกเธอ ที่จริงส่วนใหญ่พวกเธอกำลังดูแลตัวเอง โดยเฉพาะต้าฉิน ที่สามขวบก็ก่อไฟเป็ หกขวบก็ทำอาหารได้ ตอนนี้เสื้อผ้าของเสี่ยวฉินก็เป็เธอที่ซักให้
ฮวาเจาเห็นแล้วก็รู้สึกสงสาร พวกเธอไม่เคยเห็นเด็กเล็ก ๆ ที่ขยันขันแข็งทำงานหนักขนาดนี้มาก่อน
แต่เธอก็ไม่ได้ห้ามปราม เด็กแต่ละยุคก็ต้องมีชีวิตในวัยเด็กที่แตกต่างกัน การเลี้ยงดูให้พวกเธอเป็คนี้เีที่ไม่ทำอะไรเลย ก็ไม่ใช่เื่ดี
แต่หลังจากที่พวกเธอทำงานเสร็จ ฮวาเจาก็หยิบพวงองุ่นสองพวงที่แขวนใหม่วันนี้ลงมาจากชั้น “มา กินผลไม้กันหน่อย”
ในห้องเก็บของเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของผลไม้ สองคนพี่น้องได้แต่เหลือบมองด้วยความอยาก แต่เมื่อฮวาเจาไม่ให้ พวกเธอก็ไม่กล้าแม้แต่จะมอง
“นี่คืออะไรคะ” เสี่ยวฉินถามอย่างสงสัยเมื่อถือองุ่นอยู่ในมือ เธอไม่เคยกิน ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
ต้าฉินก็ไม่รู้จัก ทั้งสองคนเงยหน้ามองฮวาเจาด้วยความสงสัย ในแววตาไม่มีความกลัวอีกต่อไป
“องุ่น กินองุ่นแล้วไม่ต้องคายเปลือก แต่ต้องคายเม็ดนะ” ฮวาเจาหยิบอีกพวงให้จางกุ้ยหลาน แล้วก็หยิบอีกพวงมากินเอง
เขาว่ากันว่าถ้าคนท้องกินองุ่น ลูกที่เกิดมาจะมีดวงตากลมโตเหมือนองุ่น เธอต้องลองดูบ้าง!
ถึงแม้ในความทรงจำ เด็กทั้งสองคนจะสวยน่ารักอยู่แล้ว แต่ถ้าสวยได้มากกว่านั้น เธอก็จะดีใจมาก
ฮวาเจายิ้มแล้วก็ลูบหน้าตัวเองเบา ๆ ด้วยความช่วยเหลือของพลังวิเศษ รูปร่างหน้าตาของเธอก็ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ใบหน้าสวยคมขึ้นและงดงามขึ้น เปลี่ยนจากหมีดำกลายเป็จิ้งจอกสาว
ครั้งนี้เธอคงจะไม่เป็ตัวถ่วงของลูก ๆ แล้วใช่ไหม? พวกเขาจะได้หน้าตาดีขึ้นใช่ไหม?
ตั้งตารอจังเลย~~
ต้าฉินและเสี่ยวฉินกินองุ่นตามที่ฮวาเจาบอก เมื่อกินไปได้สักพัก ก็สบตากันและเห็นน้ำตาในดวงตาของกันและกัน
พี่สาวคนนี้ไม่กินคน แถมยังดีกับพวกเธอมาก พวกเธอซาบซึ้งใจเหลือเกิน!
ฮวาเจาเหลือบมองแล้วยิ้ม ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ฉันจะบอกอะไรให้ พวกเธอรู้จักคุณยายที่ชอบกินคนไหม ต่อไปนี้ก็อยู่ห่าง ๆ แกไว้ อย่าไปคุยกับแกนะ ระวังแกจะจับพวกเธอกิน”
เธอต้องทำความเข้าใจก่อน จะได้ไม่ต้องให้คุณยายจางมาปั่นหัวพวกเธออีก
“ค่า ๆ!” ต้าฉินและเสี่ยวฉินพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “พวกเราจะไม่เชื่อแกอีกแล้ว!”
คำพูดของคุณยาย ไม่เคยมีอะไรที่เป็เื่จริงเลยสักอย่าง
