ครั้นหวังจวี๋ได้ยินว่าตนจะมีเสื้อผ้าตัวใหม่ รองเท้าใหม่และผ้าห่มใหม่ นางที่มีร่างกายอ่อนแอ พอถึงเหมันตฤดูก็ยากยิ่งนักในการอดทน จึงอดไม่ได้ที่จะกอดแขนหลี่ชิงชิงอย่างซาบซึ้งใจ “พี่สะใภ้สาม ท่านดีต่อข้าเหลือเกินเ้าค่ะ”
“ครอบครัวเดียวกัน มาเอ่ยประโยคเกรงใจอันใดกัน” หลี่ชิงชิงแย้มรอยยิ้ม และลูบศีรษะของน้องสาวสามีที่ตัวเล็กนิดเดียว
ในตอนแรกที่นางแต่งเข้ามาในตระกูลหวัง หลิวซื่อดีต่อนางยิ่ง หวังจวี๋เองก็ไม่เคยอิจฉานางเลยแม้แต่น้อย ถึงขนาดเป็ฝ่ายที่เข้าหานางก่อน คอยเล่าเื่ของหวังเฮ่าและเื่ของหมู่บ้านหวังให้นางฟัง
พึงรู้ไว้ว่าหวังจวี๋มีนิสัยเก็บตัวเป็อย่างยิ่ง การที่สามารถเปิดใจเป็ฝ่ายเข้าหาหลี่ชิงชิงก่อน แสดงให้เห็นว่าหวังจวี๋เห็นหลี่ชิงชิงเป็เสมือนญาติพี่น้อง
ร้านขายเหล็กอยู่สุดปลายถนนสายนี้ ห่างออกไปไม่กี่จั้งก็ได้ยินเสียงของโลหะกระทบกัน
ช่างตีเหล็กเป็ชายชราร่างเล็ก ไม่สูงและไม่กำยำ ใบหน้าดำคล้ำปลายจมูกแดง ริมฝีปากหนา ดวงตาขุ่นมัว สวมเสื้อสีดำกางเกงสีเทา
ยามนี้ชายชราร่างเล็กกำลังชี้แนะลูกศิษย์หนุ่มที่เพิ่งรับมาใหม่ที่กำลังตีที่คีบถ่านอยู่เสียงดัง ครั้นเห็นว่ามีลูกค้ามาที่ร้านก็เดินเข้ามาอย่างไม่ช้าไม่เร็ว พลางะโว่า “จะตีอันใด?”
“มีดทำครัวเ้าค่ะ มีดขนาดเล็กหน่อยและมีน้ำหนักเบา” หลี่ชิงชิงเอ่ยหนึ่งประโยค ก็พบว่าชายชราร่างเล็กมีสีหน้างุนงง ที่แท้หูของเขาก็มีอาการหูตึงอยู่เล็กน้อย นางจึงเอ่ยขึ้นเสียงดังอีกครั้ง
ชายชราร่างเล็กสาวเท้าก้าวใหญ่ไปที่โกดังหลังร้าน ตอนที่ออกมา สองมือใหญ่ถือมีดข้างละหนึ่งเล่ม ยื่นให้หลี่ชิงชิงที่อยู่ตรงหน้า ะโเสียงดัง “ใหญ่ขนาดนี้ได้หรือไม่?”
หลี่ชิงชิงเห็นว่ามีดทั้งสองเล่มล้วนเล็กกว่ามีดที่บ้านอยู่มาก จึงเอื้อมมือรับมากะประมาณน้ำหนักครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “ยังมีที่เล็กและเบากว่านี้หรือไม่เ้าคะ?”
“ไม่มี” ชายชราร่างเล็กะโเสียงดังอีกครั้ง “ข้าจะตีให้เ้าใหม่ วันมะรืนเ้าค่อยมาซื้อ!”
“หนึ่งเล่มราคาเท่าใด?”
“สามสิบห้าเหรียญทองแดง”
“ข้าสั่งตีสามเล่ม ราคาต่อเล่มถูกลงมาหน่อยได้หรือไม่?”
“เ้าไปหาคนอื่น!” ชายชราร่างเล็กส่ายศีรษะอย่างไม่พอใจ
“สามเล่มหนึ่งร้อยเหรียญทองแดง เป็อย่างไรเ้าคะ?”
รูจมูกของชายชราร่างเล็กปลายจมูกแดงพลันใหญ่ขึ้น ยังคงเอ่ยประโยคเดิม “เ้าไปหาคนอื่น!”
หลี่ชิงชิงแย้มรอยยิ้ม นางบังเอิญเห็นที่คีบถ่านบนพื้นข้างเตาไฟขนาดใหญ่โดยตั้งใจ ที่บ้านเวลาก่อไฟไม่มีแม้แต่ที่คีบถ่านสักอัน หลายครั้งที่นางก่อไฟแล้วโดนลวกมือ อีกประการ ที่คีบถ่านสามารถใช้คีบสิ่งสกปรกได้ ไม่ต้องใช้มือไปหยิบโดยตรง นางชี้ไปยังที่คีบถ่าน “เท่าไรเ้าคะ?”
“ยี่สิบห้าเหรียญทองแดง!”
“มีมีดผ่าฟืนหรือไม่เ้าคะ?”
“มี!” ชายชราร่างเล็กนำมีดสองเล่มกลับไปเก็บที่โกดัง เมื่อเดินออกมาอีกครั้ง ในมือของเขาถือมีดผ่าฟืนเล่มหนึ่งที่มีขนาดใหญ่กว่ามีดทั้งสองเล่มเมื่อครู่นี้อยู่มากมาด้วย “หกสิบห้าเหรียญทองแดง!”
มีดผ่าฟืนของตระกูลหวังมีอายุใช้งานมากกว่าหวังเฮ่าเสียอีก ขึ้นสนิมจนเป็รูใช้การได้ไม่ดีมานานแล้ว
หลี่ชิงชิงกะน้ำหนักมีดผ่าฟืน หนักประมาณสามจิน นางได้ยินผู้เฒ่าหวังเอ่ยว่าเหล็กมีราคาแพงมาก เหล็กสามจิน ยังมีค่าแรงงานอีก มีดผ่าฟืนเล่มนี้หกสิบห้าเหรียญทองแดง ไม่แพงเลยจริงๆ
ความจริงแล้วนางยังอยากซื้อมีดตัดหญ้าสําหรับการเกษตร มิใช่ใบมีดขนาดใหญ่ที่สามารถตัดศีรษะคนได้อย่างในละครเื่เปาชิงเทียน แต่เป็ใบมีดขนาดเล็กที่ใช้ตัดกิ่งไม้ขนาดเล็ก เช่น ลำต้นข้าวหรือผักจำพวกนั้น
ใบมีดขนาดเล็กอย่างน้อยก็หนักเจ็ดถึงแปดจิน เป็เงินหนึ่งร้อยกว่าเหรียญทองแดง รอภายหลังเมื่อนางหาเงินได้แล้วค่อยมาซื้อ
ชายชราร่างเล็กหงุดหงิดอยู่เล็กน้อย ะโเสียงดังว่า “เ้าจะซื้อหรือไม่?”
หลี่ชิงชิงเอ่ย “วันนี้ข้าซื้อที่คีบถ่านหนึ่งอัน มีดผ่าฟืนหนึ่งเล่ม และสั่งตีมีดขนาดเล็กอีกสามเล่ม พรุ่งนี้จะมารับเ้าค่ะ”
ชายชราร่างเล็กมีความสุขขึ้นมาแล้ว จากนั้นจึงะโว่า “ไม่ได้ รับพรุ่งนี้ไม่ได้ มีดทําครัวหนึ่งเล่มรับพรุ่งนี้ได้ แต่สามเล่มต้องรอบ่ายวันมะรืน!”
“ตกลงเ้าค่ะ”
“บ้านเ้าคือหมู่บ้านใด สามีเ้านามว่าอะไร?”
หลี่ชิงชิงชะงักไปครู่หนึ่ง การจะซื้อมีดสักเล่มยังต้องตรวจสอบทะเบียนราษฎร์ด้วยหรือ?
หวังจวี๋ดึงแขนเสื้อของหลี่ชิงชิง กล่าวว่า “พี่สะใภ้สาม ทางการออกคำสั่งว่าการซื้อมีดต้องลงบันทึกไว้เ้าค่ะ”
ที่แท้แคว้นต้าถังนั้นมีการขุดเหมืองแร่เหล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้เหล็กในหมู่ประชาชนมากเกินไป จึงห้ามประชาชนสร้างอาวุธาเอง ดังนั้นร้านตีเหล็กทั้งหมดต้องลงบันทึกกับทางการ ไม่ว่าจะตีเครื่องมือเหล็ก มีดและอื่นๆ ล้วนต้องลงบันทึกเอาไว้
หลี่ชิงชิงเลิกเรียวคิ้วงามขึ้นเล็กน้อย บอกที่อยู่และชื่อสามีแก่ชายชราร่างเล็ก
ชายชราร่างเล็กรับเงินมาก่อน ก่อนจะหยิบสมุดออกมา พร้อมบันทึกลงไปบนนั้น
หลี่ชิงชิงชำเลืองตามองหนึ่งที ตัวอักษรของชายชราเขียนได้ค่อนข้างประณีตเรียบร้อย และเนื้อหาเองก็ค่อนข้างละเอียด มีระบุถึงชนิด จำนวนเงิน เวลาและตัวบุคคล
นางกําลังคิดว่า หากเป็ช่างตีเหล็กที่ไม่รู้จักอักษรจะบันทึกอย่างไรกันนะ?
หวังจวี๋ถือที่คีบถ่านเหล็กด้วยมือทั้งสองข้าง พินิจอย่างละเอียด เท่าที่นางรู้ นี่เป็ที่คีบถ่านเหล็กเพียงหนึ่งเดียวของหมู่บ้านหวัง นางเอ่ยถามอย่างเบิกบานใจ “พี่สะใภ้สาม นี่เอาไว้ให้ข้าใช้ก่อไฟหรือเ้าคะ?”
หลี่ชิงชิงกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ใช่แล้ว ไม่ใช่แค่เ้าที่ใช้ ทุกคนก็ใช้ได้”
พี่สะใภ้น้องสามีถือที่คีบเหล็กและมีดผ่าฟืนออกจากร้านตีเหล็ก ก่อนไปซื้อเข็มปักผ้าห้าเล่ม เส้นด้ายฝ้ายหลายม้วนที่ร้านขายของชํา จากนั้นก็ไปซื้อน้ำตาลสามจิน น้ำมันพืชห้าจิน และแป้งสิบจินที่ร้านขายข้าวสาร
น้ำตาลหนึ่งจินราคาสามสิบสองเหรียญทองแดง น้ำมันพืชหนึ่งจินราคาสามสิบเหรียญทองแดง แป้งหนึ่งจินราคาห้าเหรียญทองแดง
ราคาน้ำตาลและน้ำมันพืชที่ตำบลชิงอวี๋ถูกกว่าอําเภอเหอและตําบลชาง ทว่าแป้งมีราคาแพงกว่าเล็กน้อย
ในรัศมีพันลี้ของเมืองเซียงล้วนปลูกข้าว ชาวบ้านกินข้าวตลอดทั้งปี ส่วนแป้งต้องขนส่งมาจากทางเหนือ จึงมีราคาแพงกว่าข้าว
“วันนี้พอแค่นี้ก่อน คราวหน้าค่อยว่ากัน” หลี่ชิงชิงดูแลหวังจวี๋ ให้นางถือเพียงที่คีบเหล็ก ส่วนของที่เหลือล้วนใส่ในตะกร้าแบกหลังและแบกด้วยตนเอง
เดิมทีหลี่ชิงชิงคิดจะซื้อปลาสักตัวกลับไปนึ่งกับพริกสับ แต่ว่าวันนี้ใช้เงินเยอะแล้ว กอปรกับในบ้านยังมีเนื้อหมูอยู่ เก็บปลาไว้กินพรุ่งนี้ก็ไม่สดไม่อร่อยแล้ว เช่นนั้นคราวหน้าค่อยว่ากัน
หวังเลี่ยงกลับไปที่หมู่บ้านหวังพร้อมกับเสี่ยวเอ้อร์ชวีอู่ เข็นผ้าและฝ้ายเต็มคันเกวียน ถึงกับสร้างความฮือฮาขึ้นมา
เพียงคนพบเห็นตามถนนในหมู่บ้าน แม้แต่คนที่พูดติดอ่างก็ยังต้องถามประโยคเหล่านี้ “นี่คือผ้ากับฝ้ายที่บ้านพวกเ้าซื้ออย่างนั้นหรือ?”
“ใช่ขอรับ บ้านข้ายังจะสร้างเรือนอิฐด้วย” น้ำเสียงของหวังเลี่ยงภูมิใจยิ่ง
ชาวบ้านพากันอิจฉาอย่างหาที่เปรียบมิได้ “นี่คงต้องใช้เงินจำนวนมากกระมัง?”
หวังเลี่ยงหัวเราะพลางเอ่ย “สี่ตำลึงเงินขอรับ” ผ้าฝ้ายและฝ้ายมีราคาเท่าไร ทุกคนล้วนรู้กันดี เื่นี้ไม่มีสิ่งใดต้องปิดบัง
ชาวบ้านอุทานอย่างตกตะลึง “สี่ตำลึงเงินเพียงพอที่จะซื้อที่นาหนึ่งหมู่ บ้านเ้าตัดใจใช้เงินได้จริงๆ”
หวังเลี่ยงยังเอ่ยอธิบายอีกว่า “หากไม่ซื้อก็ไม่มีเสื้อนวมสวมไม่มีผ้านวมห่ม ไม่อาจผ่านฤดูหนาวไปได้”
“หวังเลี่ยง บ้านเ้าร่ำรวยแล้ว!”
หวังเลี่ยงมีความสุขจนปิดปากไม่ได้ เอ่ยอีกว่า “นี่ไม่นับว่าร่ำรวย” พี่สะใภ้สามของเขาเคยกล่าวเอาไว้ว่า ความร่ำรวยก็คือการที่บ้านมีที่นาเป็พันหมู่ มีเงินหมื่นตำลึง และยังมีการค้าที่สามารถทําเงินได้ในระยะยาว
ในใจของคนในวงศ์ตระกูลเกิดความสงสัยใคร่รู้เจียนตาย จึงเอ่ยถามเสียงดังตามตรงว่า “บ้านพวกเ้าเอาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากที่ใดกัน?”
หวังเลี่ยงกลับแสร้งอุบเอาไว้ “หามาน่ะสิขอรับ อีกไม่นานพวกท่านก็จะรู้” เด็กชายกลัวผู้อื่นมายืมเงิน จึงเอ่ยเสียงดัง “บ้านข้าใช้เงินไปหมดแล้ว ไม่มีอีกแล้วขอรับ”
ครั้นคนในวงศ์ตระกูลเห็นว่าหวังเลี่ยงไม่ยอมบอก จึงเอ่ยขึ้น “เ้าไม่บอก กลับไปแล้วข้าถามพ่อแม่ของเ้าแทนก็ได้” กล่าวออกมาเช่นนี้ แต่ท้ายที่สุดก็ยังละอายใจที่จะไปถามกับผู้เฒ่าหวังสามีภรรยา
มีเด็กน้ำมูกย้อยและเท้าเปล่าหลายคนตามจากหน้าหมู่บ้านไปยังบ้านตระกูลหวัง เพื่อดูเื่สนุกครึกครื้น
หวังเลี่ยงร้องเสียงดังอย่างตื่นเต้นว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว พี่สะใภ้สามซื้อผ้าฝ้ายและฝ้ายมาจำนวนมาก พวกท่านรีบออกมาดูสิขอรับ!”
