บทที่ 86 ขบวนอสูรแห่งธารลาวา
หลังจากบินมาสิบกว่าชั่วยามเต็ม ในที่สุดลั่วถูก็เห็นูเาที่มีควันปกคลุมหนาแน่นอยู่ไกลๆ ถึงจะเป็ูเาไฟแต่ก็ทำให้ลั่วถูใจชื้นขึ้นไม่น้อย อย่างน้อยก็เป็พื้นดินที่สมบูรณ์ ไม่ใช่ผืนธารลาวาอันไร้ที่สิ้นสุด
ลั่วถูในตอนนี้หมดแรงไปแล้วเรียบร้อย ยากจะรักษาสมดุลบนปีก์ได้อีกต่อไป และด้านหลังของเขาลาวายังคงเดือดปะทุขึ้นเป็สายๆ อยู่รอบตัวเขาไม่หยุด ดูราวะุยิงใส่ จากนั้นะเิเป็กระแสคลื่นขนาดใหญ่บนผิวธารลาวารอบตัวเขา บนผิวธารลาวาใต้ฝ่าเท้า เกิดน้ำวนขนาดใหญ่ระลอกแล้วระลอกเล่า ทว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ลั่วถูต้องลำบากที่สุดแต่อย่างใด เป็คลื่นลาวาขนาดั์สูงหลายจั้งจนดูราวกับคลื่นสมุทรคลั่งที่กำลังไล่ตามใกล้ถึงตัวเขาอยู่ไม่ไกล
สิ่งนั้นไม่ใช่เพียงคลื่นลาวาคลั่งธรรมดา แต่เป็สัตว์อสูรลาวานับร้อยนับพันในธารลาวาที่พากันแหวกว่ายไล่ตามอย่างไม่คิดชีวิต
ลั่วถูพบว่าตัวเขาไม่ต่างอะไรกับอาหารรสโอชาน่าลิ้มลอง ทุกที่ที่ผ่านไป อสูรลาวาที่แข็งแกร่งก็เขาร่วมกลุ่มตามล่าตัวเขาทันที จากตอนแรกที่มีเพียงงูเซวี่ยหั่วเหยียนั์ตัวเดียว ต่อมาปลาซื่อหั่ว(ปลากลืนเพลิง)ตัวโตก็เพิ่มมาอีกตัวหนึ่ง จากนั้นตามด้วยสัตว์อสูรลาวาที่แข็งแกร่งหลายสิบตัวอีกเป็ขบวน เมื่อลั่วถูหนีออกจากต้นกำเนิดของดอกเซวี่ยหั่วหุนได้สามชั่วยาม ด้านหลังของเขาก็เต็มไปด้วยสัตว์อสูรสุดแกร่งรวมตัวกันหลายร้อยตัว สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ล้วนอาศัยอยู่ใต้ธารลาวาอันกว้างใหญ่ไพศาล แถมยังแกร่งสุดๆ อีกต่างหาก ลมปราณของทุกตัวล้วนเหนือกว่าลั่วถู โชคดีที่เมื่อปีก์ใต้ฝ่าเท้าของลั่วถูเร่งความเร็วสูงสุด ยังพอจะเร็วกว่าขบวนอสูรลาวาอยู่เล็กน้อย ทว่าเขากลับต้องหลบการโจมตีที่ระดมกันซัดเข้าใส่ราวกับห่าะุมาตลอดทาง แทบจะทำเอาเขาหมดแรงเสียแล้ว...
การไล่ล่าครั้งนี้ทำให้ลั่วถูไม่ได้พักผ่อนเลยสักนิด ขบวนสัตว์อสูรลาวาสุดน่ารังเกียจพวกหนึ่งไล่ล่า อีกพวกหนึ่งคอยพ่นก้อนลาวาขนาดใหญ่ใส่เขา การโจมตีระยะไกลสำหรับลั่วถูนับว่าเป็ภัยคุกคามครั้งใหญ่ทีเดียว ยิ่งกับตัวเขาที่แม้แต่จะโจมตีกลับยังทำไม่ได้... ขืนหยุดพักเพียงไม่กี่ลมหายใจ เกรงว่าคงถูกคลื่นลาวาที่ดูราวกับคลื่นสมุทรคลั่งกลืนกินเป็อาหารอันโอชะของขบวนอสูรลาวาแน่นอน
“ในที่สุดก็ถึงฝั่งเสียที รอข้าขึ้นฝั่งก่อนเถอะ ดูสิพวกเ้าจะตามมาได้อีกไหม... ” จิตใจของลั่วถูสั่นสะท้าน เดิมทีเขาทำใจกับความหมดหวังไปแล้ว ทว่าตอนนี้ในที่สุดก็เห็นูเาอยู่ไกลๆ ถึงจะเป็ูเาไฟที่ใกล้ปะทุ แต่เขาก็ไม่ลังเลที่จะพุ่งเข้าไปอยู่ดี
……
แผ่นดินที่อันตรายมักจะมีโอกาสที่ยิ่งใหญ่อยู่ด้วย อาจารย์ของเยี่ยลั่วเหิงสอนเขาไว้ก่อนจะเข้าสู่มิติลับเพลิงต้นกำเนิด ดังนั้น ในตอนที่คนมากมายได้เห็นอันตรายจาก์เช่นูเาไฟะเิอันน่าขนลุก ล้วนใเผ่นหนีออกไปสุดชีวิต แต่เขากลับเข้าใกลู้เาไฟปะทุอย่างระมัดระวัง ที่นี่คือมิติลับเพลิงต้นกำเนิด ทุกสิ่งอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับเปลวไฟ และูเาไฟที่ตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นดิน อันเป็สถานที่ที่เก็บสะสมธาตุเพลิงไว้มากที่สุด เช่นนั้นการทีู่เาไฟปะทุขึ้นในมิติลับเพลิงต้นกำเนิดจะเป็เพียงภัยพิบัติธรรมดาๆ อย่างหนึ่งเท่านั้นหรือ?
หลังจากูเาไฟปะทุได้สักพัก เยี่ยลั่วเหิงพบว่าตนเองพนันถูกข้างเข้าแล้ว อาจารย์ของเขากล่าวได้ถูกต้อง เพราะอาจารย์ของเขา เยวี่ยเยี่ยต้าเยาผู้นั้นเคยได้รับเพลิงภูตในมิติลับเพลิงต้นกำเนิดครั้งที่แล้ว จากนั้นการฝึกพลังก็ราบรื่นไร้อุปสรรคมาโดยตลอด และตอนนี้กลายเป็หนึ่งในเฒ่าประหลาดที่ซ่อนระดับพลังของตนอยู่ในโลกชั้นล่าง และเป็อาจารย์กิตติมศักดิ์ของสำนักเทียนเยา
สำนักเทียนเยาเป็สำนักระดับกลางของเผ่าอสูร ทุกคนที่สามารถเข้าศึกษาในสำนักเทียนเยาได้ ล้วนเป็อัจฉริยะเหนืออัจฉริยะของเผ่าอสูร... ตัวเขาเยี่ยลั่วเหิงก็เป็คนสำคัญจากสำนักสายในของสำนักเทียนเยาเช่นกัน!
การปรากฏตัวของมณีเพลิงิญญาทำให้เยี่ยลั่วเหิงรู้สึกว่าการที่เขารออยู่ไม่ไกลจากูเาไฟเป็ทางเลือกที่ถูกต้อง ปากปล่องูเาไฟที่น่าหวาดกลัวพ่นทั้งลาวา ฝุ่นควันและก้อนหินสีแดงออกมาไม่หยุด แต่ระหว่างที่ปะทุมีบางครั้งที่พ่นมณีสีเืออกมาเป็เม็ดๆ เมื่อเยี่ยลั่วเหิงเก็บได้ชิ้นแรก เขาก็รู้ทันทีว่าครั้งนี้ตนรวยแน่แล้ว มณีเพลิงิญญาที่ถูกพ่นออกมามีคุณภาพดีมาก คละกันไปจนถึงระดับต่ำ ถ้าไม่ใช่ว่าเขาพบมันโดยบังเอิญ หรือหากมาช้ากว่านี้สักเดี๋ยว มณีเม็ดนี้จะถูกเถ้าูเาไฟอันหนาแน่นฝังจนมิด ถูกลาวากลบทับเข้าไปอีก แต่เมื่อเขาพบมณีเพลิงิญญาเม็ดนี้เข้าแล้ว เขาก็เริ่มออกตามหารอบด้านอย่างรวดเร็ว
เยี่ยลั่วเหิงพบว่า คนฉลาดไม่ได้มีเพียงเขาคนเดียว ทั้งทีู่เาไฟะเิอย่างรุนแรง แต่กลับมีคนหลายสิบคนยอมเสี่ยงอันตรายเข้าใกล้ปล่องูเาไฟเพื่อค้นหามณีเพลิงิญญาที่ตกอยู่ และในจุดที่ไกลออกไปอีกหน่อย ยิ่งมีคนเยอะขึ้นไปอีก พวกเขาไม่ได้ไปไหนไกลจากกลุ่มนัก เมื่อมีคนที่เก็บอะไรบางอย่างได้ พรรคพวกที่เหลือก็เข้ามารุมช่วยกันค้นหาต่อ บริเวณโดยรอบูเาไฟที่กำลังปะทุอยู่สองสามลูกยิ่งมีคนมารวมตัวเยอะขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายถึงขนาดต้องเข้าปะทะกันเพื่อแย่งชิงมณีเพลิงิญญาเสียด้วยซ้ำ
เยี่ยลั่วเหิงไม่กลัวว่าคนอื่นจะเข้ามาแย่งอยู่แล้ว เขาสังหารพวกคนที่มีตาแต่ไร้แววอย่างไม่ยี่หระต่อสิ่งใด จากนั้นกวาดเอาสมบัติของฝ่ายตรงข้ามมาเป็ของตัวเอง หลังจากสังหารไปพอสมควร ก็ไม่มีใครกล้าหาเื่เขาอีก แม้แต่เผ่าเร้นลับที่ไม่ถูกกับเผ่าอสูรยังไม่คิดท้าทายเยี่ยลั่วเหิงในเวลานี้ ตัวเขาที่ถูกขนานนามว่าเป็ลูกภรรยารองของาาอสูรหยงเยี่ย
แต่เมื่อเปลวไฟมหัศจรรย์ลูกหนึ่งถูกพ่นออกมาจากปล่องูเาไฟ ความเงียบสงบที่เคยมีพลันถูกทำลาย
สิ่งนั้นคือเปลวไฟสีม่วงจำนวนหนึ่งที่ถูกพ่นออกมาพร้อมลาวา เมื่อฝุ่นควันและลาวาตกลงมา เปลวไฟสีม่วงกลับลอยขึ้นสู่กลางอากาศ เหล่าพลังธาตุเพลิงในฟ้าดินราวกับถูกเรียกจากของวิเศษบางอย่าง จึงลอยเข้าหาเปลวไฟสีม่วงกลุ่มนั้นอย่างรวดเร็วราวกับถูกหลุมดำดูดเข้าหา ผู้คนถึงกับมองเห็นธาตุเพลิงประหลาดที่ลอยขึ้นฟ้าได้ด้วยตาเปล่าและรู้สึกได้แทบในทันทีว่าอุณหภูมิโดยรอบที่เดิมทีสูงมากกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ด้วยเหตุนี้จึงมีคนที่ไม่กลัวฟ้าเกรงดินพุ่งไปยังเปลวไฟสีม่วง แม้แต่คนสติปัญญาไม่สู้สูงนักยังรู้ดีว่าเปลวไฟสีม่วงกลุ่มนั้นคือิญญาเพลิงที่แข็งแกร่งเหนือธรรมดา แค่ดูจากการที่มันดูดกลืนพลังธาตุเปลวไฟในฟ้าดินเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่ามันต้องมีสติปัญญาแน่ อย่างต่ำก็คงเป็ถึงเพลิงภูตเข้าไปแล้ว...
เพลิงภูตมีสติปัญญาของเพลิงอสูรขั้นต้น แม้แต่ในโลกชั้นสูงยังเป็สมบัติที่อาจารย์ปรุงยาล้วนอยากได้กันทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้ผู้คนที่อยู่บริเวณปากปล่องูเาไฟถึงได้ทวีความบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม มหาอำนาจต่างๆ เริ่มเข้าปะทะกันอลหม่าน แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างรวดเร็ว เผ่าอสูรกลุ่มหนึ่ง เผ่าผีอีกกลุ่มหนึ่ง เผ่าปีศาจ เผ่ามาร ไหนจะยังเผ่ามนุษย์อีก แต่ละเผ่าล้วนมีกลุ่มของตัวเอง ที่โชคร้ายก็แต่ยอดฝีมือเผ่าปีกที่มีอยู่เพียงไม่กี่คน ความเร็วของพวกเขาสูงยิ่งกว่าเผ่าไหนๆ เคลื่อนที่ว่องไวดั่งสายฟ้า ดังนั้นพวกเขาจึงรีบรุดหน้าหวังชิงเพลิงสีม่วงก่อนเป็กลุ่มแรก ด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็ศัตรูกับทุกกลุ่มในทันที ยอดฝีมือของทุกเผ่าลงมือพร้อมกัน พลังหลายร้อยสายพุ่งเข้าโจมตีตำแหน่งเดียว และจัดการเผ่าปีกผู้นี้จนเหลือแต่ซากในเสี้ยววินาที ทำให้การสู้รบครั้งนี้ ไม่มีคนที่เร็วที่สุดอีกต่อไปเพราะแทบไม่มีเอาชนะความเร็วเผ่าปีกได้
เยี่ยลั่วเหิงต้องชิงเพลิงภูตมาให้ได้ อาจารย์ของเขาเยวี่ยเยี่ยต้าเยาที่เดิมทีเป็เพียงอสูรธรรมดากลับกลายเป็ระดับปรมาจารย์นั่นเป็เพราะได้รับเพลิงภูตมาลูกหนึ่ง ส่วนพลังที่แท้จริงของปรมาจารย์เยวียเยี่ยนั้นน้อยคนนักที่จะล่วงรู้ได้ มีคนกล่าวว่าแท้จริงแล้วปรมาจารย์เยวี่ยเยี่ยทะลวงระดับปรมาจารย์ขั้นสูงสุดจนเป็ถึงระดับขุนพลไปแล้ว ที่ไม่ได้ประกาศออกมาเป็เพราะเขาตอนนี้ยังไม่อยากถูกโลกชั้นสูงเรียกตัวไปนั่นเอง และที่สำคัญพร์ของเยี่ยลั่วเหิงมีมากกว่าอาจารย์ของเขาในตอนนั้นมากนัก หากชิงเพลิงภูตลูกนี้ได้ การไปถึงระดับที่สูงกว่าอาจารย์ย่อมไม่เป็ปัญหา!
เยี่ยลั่วเหิงแข็งแกร่งมาก แต่เยี่ยเชียนชิวจากเผ่าปีศาจก็ไม่ได้อ่อนแอเช่นกัน ทั้งสองคนประมือกันกว่าร้อยกว่ากระบวนท่าแล้วแต่ยังยากจะบอกได้ว่าใครกันแน่ที่เหนือกว่า ถ้าไม่ใช่เพราะจินหยินซินของเผ่ามนุษย์มาถึง เกรงว่าตอนนี้พวกเขาทั้งสองคงเข้าห้ำหั่นกันไม่หยุด ิญญาเพลิงถูกเปลี่ยนมือไปหลายครั้งแล้ว และครั้งนี้ถูกจินหยินซินจับไว้ได้ ด้วยเหตุนี้เองเยี่ยลั่วเหิงกับเยี่ยเชียนชิวแทบจะโจมตีใส่จินหยินซินอย่างรุนแรงโดยพร้อมเพรียง
ทางด้านจินหยินซินก็ราวกับคาดคำนวณเื่ทั้งหมดไว้แล้ว เขาเอาแต่ซ่อนตัวอยู่วงนอกมาโดยตลอด เพื่อรอโอกาสเพียงครั้งหนึ่ง นอกจากเยี่ยเชียนชิวแห่งเผ่าปีศาจและเยี่ยลั่วเหิงแห่งเผ่าอสูร คนอื่นๆ ยังไม่เข้าตาของเขาสักคน แม้เผ่าผีกับเผ่ามารจะจับกลุ่มร่วมมือกันแล้ว ทว่าในพวกเขากลับไร้ยอดฝีมือที่แท้จริง...
“เคร้ง เคร้ง... ” ปราณทมิฬและปราณกระบี่ของเยี่ยลั่วเหิงกับเยี่ยเชียนชิวส่วนใหญ่ปะทะเข้ากับร่างของจินหยินซินอย่างจัง แต่กลับทำได้เพียงเรียกเสียงถอนหายใจจากจินหยินซินเท่านั้น จากนั้นอาศัยพลังจากการโจมตีครั้งนี้ปล่อยให้ตัวเองปลิวออกไปเร็วยิ่งขึ้น ดูราวกับนกั์พุ่งตกไปที่ตีนูเาไฟก็ไม่ปาน
“กายาทองกลั่นโลหิต... ” ในตอนนั้นเองทั้งเยี่ยเชียนชิวทั้งเยี่ยลั่วเหิงนึกขึ้นได้ว่ามีวิชาที่แข็งแกร่งวิชาหนึ่งของตระกูลจินแห่งติ้งจงของเผ่ามนุษย์ ซึ่งก็คือวิชากายาทองกลั่นโลหิต ระดับพลังของจินหยินซินเป็ถึงระดับศิษย์าขั้นสูงสุด วิชากายาทองกลั่นโลหิตจึงแข็งแกร่งมากตามไปด้วย และด้วยกฎของโลกใบนี้ ขีดจำกัดจากฟ้าดินที่จำกัดพลังและระดับของทุกคนเอาไว้ แต่สำหรับผู้ฝึกตนที่ฝึกกายาทองกลั่นโลหิต ขีดจำกัดนี้ไม่อาจลดระดับความแข็งแกร่งของร่างกายได้
กว่าเยี่ยลั่วเหิงและเยี่ยเชียนชิวจะตระหนักถึงจุดนี้ ร่างของจินหยินซินก็ร่วงไปที่ตีนูเาไฟแล้ว จากความแข็งแกร่งของกายเนื้อ ต่อให้ถูกลาวากระเด็นใส่ร่างสักเล็กน้อยก็ไม่จำเป็ต้องสนใจสักนิด... ตอนนี้เื่ที่เขาต้องทำมีเพียงอย่างเดียวคือใช้เร่งความเร็วสูงสุดเพื่อหนีจากการตามล่าของคนกลุ่มนี้
เพลิงภูตลูกหนึ่งจะสร้างความมั่งคั่งได้สักเพียงไหน ในใจของจินหยินซินเต็มไปด้วยความตื่นเต้นจนยากจะปิดบัง เดิมทีแล้วกายาทองกลั่นโลหิตแห่งตระกูลจินยังมีจุดอ่อนอยู่ หากได้รับเพลิงภูตมากลั่นผสานเข้ากับร่างของเขา เหมือนกับที่กลั่นผสานเข้ากับสมบัติได้ เช่นนั้นต่อให้กายาทองกลั่นโลหิตจะมีจุดอ่อนอยู่บ้าง แต่หากได้ผสานรวมกันอย่างสมบูรณ์ ย่อมทำให้เขาทะลวงระดับปรมาจารย์ได้สบายๆ หรืออาจถึงขั้นเติมเต็มช่องโหว่ของวิชากายาทองกลั่นโลหิตได้ด้วยซ้ำ
“วางิญญาเพลิงลงเสีย... ” ยอดฝีมือเผ่าอสูรหลายคนรุดหน้าตามมา พวกเขาคิดเพียงต้องขัดขวางจินหยินซินเอาไว้สักครู่หนึ่ง
“รนหาที่ตาย... ” ร่างกายของจินหยินซินแกร่งราวค้อนั์ พุ่งเข้าชนศัตรูด้วยความเร็วอันบ้าคลั่ง เขาไม่คิดเสียเวลารั้งรอแม้แต่น้อย
“ตูม ตูม... ” เสียงะเิหลายเสียงดังขึ้น อาวุธของนักรบเผ่าอสูรส่วนหนึ่งฟันลงบนร่างกายของจินหยินซินเข้าเต็มเปา ทว่าในตอนนั้นเองจินหยินซินได้ปล่อยหมัดสวนออกไปทันควัน และอัดลงบนร่างศิษย์อสูรเ่าั้แทบในวินาทีเดียวกัน บรรดาเผ่าอสูรถูกแรงมหาศาลอัดเข้าจนมึนไปหมด แต่จินหยินซินยังคงพุ่งเข้าใส่ราวคนคลั่งอีกครั้งโดยไม่ลังเล
เยี่ยลั่วเหิงกับเยี่ยเชียนชิวไม่คิดจะปล่อยจินหยินซินไปแม้แต่น้อย แม้พวกเขาจะรู้ดีว่าการเข้าปะทะตัวต่อตัวอาจไม่เพียงพอจัดการยอดอัจฉริยะจากตระกูลจินแห่งติ้งจงได้ ทำให้ตอนนี้พวกเขาต้องเตรียมร่วมมือกันเพื่อโค่นจินหยินซินก่อน ส่วนเื่อื่นค่อยว่ากันทีหลัง... เพียงแต่ขณะที่พวกเขายิ่งไล่ตามไปเท่าไร กลับยิ่งรู้สึกราวถูกทิ้งห่างมากขึ้นเท่านั้น จินหยินซินที่อยู่ตรงหน้ากลับหยุดก้าวอย่างเฉียบพลัน ทำเอาเยี่ยลั่วเหิงถึงกับประหลาดใจ
“รีบหนีเร็ว... ” ในวินาทีที่พวกเยี่ยลั่วเหิงทั้งสองกำลังจะลงมือ จินหยินซินกลับทำสีหน้าราวกับเจอผีอย่างไรอย่างนั้นพลางะโออกมาเสียงดัง มิหนำซ้ำยังหันหน้าวิ่งย้อนกลับไปทางเยี่ยลั่วเหิงกับเยี่ยเชียนชิวอีกต่างหาก!
