ตอนที่ 1 นิมิตสีเื
บรรยากาศภายในห้องผ่าตัดหมายเลขหนึ่งของโรงพยาบาลศัลยกรรมระดับแถวหน้าแห่งนครจงหนาน ตึงเครียดเสียจนเหมือนอากาศจะจับตัวเป็ก้อนน้ำแข็ง ความเย็นจากระบบปรับอากาศดูดกลืนทุกความร้อนรุ่ม ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเข้มข้นที่อบอวลปนไปกับกลิ่นคาวเืจางๆ ที่ลอยวนอยู่ในอากาศ
เสียง "ติ๊ด... ติ๊ด..." จากเครื่องมอนิเตอร์สัญญาณชีพที่เคยดังกังวานเป็จังหวะสม่ำเสมอ พลันเปลี่ยนเป็เสียงรัวกระชั้นและแหลมสูงดุจสัญญาณเตือนภัยจากขุมนรก
"ความดันดิ่งลงเหลือ 60/40! คนไข้เกิดภาวะช็อกจากการเสียเืเฉียบพลันค่ะอาจารย์!" พยาบาลวิสัญญีะโรายงาน เสียงของเธอสั่นพร่าด้วยความตระหนกที่ไม่อาจปิดมิด
วินาทีนั้น เืสีแดงฉานพุ่งกระฉูดออกจากหลอดเืแดงใหญ่ที่ฉีกขาด ราวกับน้ำพุแห่งความตายที่พยายามจะพรากเอาชีวิตตรงหน้าไป มันปะทะเข้ากับชุดผ่าตัดสีฟ้าของ หลินชิงเซวียน จนเปียกชุ่มเป็วงกว้าง ทว่าภายใต้หน้ากากอนามัยสีขาว ั์ตาเรียวยาวคู่นั้นกลับนิ่งสงบราวกับผิวน้ำในบ่อลึกที่ไร้ซึ่งแรงกระเพื่อม
เธอยังคงยืนหยัดอยู่อย่างนั้น... นิ่งสงบดุจรูปสลักน้ำแข็งที่ไม่มีหัวใจ
"เร่ง Suction แรงสุด!" น้ำเสียงเย็นใสทว่าทรงอำนาจสั่งการเฉียบขาด
"ขอคีมจับหลอดเื! เร็ว!"
มือเรียวภายใต้ถุงมือยางขยับเขยื้อนด้วยความเร็วที่แทบมองไม่ทันด้วยตาเปล่า มันคือท่วงท่าที่เหนือขีดจำกัดของมนุษย์ทั่วไป พยาบาลผู้ช่วยส่งอุปกรณ์ให้แทบไม่ทันจังหวะที่เธอกระชากใช้ ในสายตาของแพทย์ฝึกหัดที่ยืนอยู่วงนอก สิ่งที่พวกเขาเห็นไม่ใช่แค่การรักษาชีวิต... แต่มันคือการร่ายรำที่งดงามทว่าน่าสยดสยองบนเส้นด้ายบางๆ ระหว่างความเป็และความตาย
“บ้าไปแล้ว! นั่นมันแอ่งเืชัดๆ มองไม่เห็นแม้แต่ตำแหน่งหลอดเืด้วยซ้ำ แต่อาจารย์หลินกลับคว้าคีมลงไปหนีบได้แม่นยำในครั้งเดียวราวกับมีดวงตาที่สาม! นี่น่ะหรือคือ หัตถ์พระเ้า ที่เขาร่ำลือกัน... ต่อให้ิญญาคนไข้ก้าวขาเข้าไปในประตูนรกไปข้างหนึ่งแล้ว เธอก็ยังกระชากเขากลับมาได้ด้วยมือเปล่า!” จ้าวิ แพทย์ฝึกหัดยืนมองด้วยความทึ่ง
"เข็มเย็บเบอร์เจ็ด พร้อมเส้นไหม 4-0" หลินชิงเซวียนสั่งต่อโดยไม่เว้นจังหวะให้หายใจ มือขวาของเธอประคองหัวใจที่เต้นอ่อนแรงไว้อย่างถะนุถนอม ส่วนมือซ้ายเริ่มทำการเย็บซ่อมแซมอย่างรวดเร็ว ปลายเข็มวาววับสะท้อนแสงไฟผ่าตัดขยับขึ้นลงราวกับปีกผีเสื้อที่กำลังร่ายระบำ
จ้าวิที่ยืนอยู่ข้างๆ ตกอยู่ในภวังค์แห่งความทึ่ง จนเผลอกลั้นหายใจตามจังหวะมือของเธอ สมองของเขาขาวโพลนจนลืมหน้าที่ของตัวเองไปชั่วขณะ
"จ้าวิ" น้ำเสียงเย็นเยียบดังก้องขึ้น ขัดจังหวะความนึกคิดที่ฟุ้งซ่าน หลินชิงเซวียนไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองแม้แต่นิด แต่กระแสความกดดันที่แผ่ออกมากลับพุ่งตรงไปที่เขาอย่างรุนแรง
"ถ้าเธอยังมัวแต่ใช้ดวงตาจดจ้องมือฉันเพื่อเก็บไปฝันกลางวัน จนลืมเช็กระดับออกซิเจนในเืของคนไข้ล่ะก็... หลังจบเคสนี้ ฉันจะช่วยสงเคราะห์ส่งเธอไปรายงานตัวที่ห้องดับจิตแทน จะได้ไม่ต้องลำบากเดินไปมาในวอร์ดให้เสียเวลา"
จ้าวิสะดุ้งสุดตัวจนเครื่องมือในมือเกือบหล่น ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวที่เย็นวาบไปถึงกระดูก
"ขะ...ขอโทษครับอาจารย์! ระดับออกซิเจนอยู่ที่ 92 กำลังประคองตัวครับ!"
“สมควรแล้วที่จ้าวิจะโดน... สำหรับอาจารย์หลิน ห้องผ่าตัดคือสมรภูมิ และคนไข้คือป้อมปราการสุดท้ายที่ต้องรักษาไว้ด้วยชีวิต ใครที่กล้าละเลยแม้เพียงวินาทีเดียว ย่อมไม่ต่างจากฆาตกรที่ถือมีดหมออยู่ในมือ” พยาบาลาุโรำพึงเบาๆ
"สงบสติอารมณ์ซะ ถ้าอยากเป็หมอ ก็จงจำไว้ว่าความสงสารไม่มีค่าเท่าความนิ่ง" หลินชิงเซวียนเอ่ยทิ้งท้ายสั้นๆ ขณะผูกปมไหมสุดท้ายด้วยท่วงท่าที่สมบูรณ์แบบ ทันทีที่ปมถูกดึงให้กระชับ เสียงมอนิเตอร์สัญญาณชีพก็เปลี่ยนกลับมาเป็จังหวะ "ติ๊ด... ติ๊ด..." ที่แสนสม่ำเสมออีกครั้ง
"ปิดทรวงอกได้" เธอสั่งการทิ้งท้าย ก่อนจะก้าวถอยออกมา ทิ้งบรรยากาศที่เกือบจะหยุดหายใจไว้เื้ั
เมื่อแสงไฟหน้าห้องผ่าตัดดับลง หลินชิงเซวียนเดินออกมาด้วยท่วงท่าที่สง่างามแม้จะผ่านชั่วโมงที่เหนื่อยล้า เธอถอดถุงมือยางออก เผยให้เห็นนิ้วมือเรียวยาวขาวนวลที่ดูบอบบางทว่าแข็งแกร่ง เธอตรงดิ่งกลับห้องทำงานส่วนตัว ทิ้งเสียงกระซิบกระซาบของเหล่าพยาบาลไว้เื้ั
"อาจารย์หลินสวยขนาดนี้ เก่งขนาดนี้ แต่ทำไมถึงเ็านักนะ แต่ก็นั่นแหละ คนสวยระดับล้มบ้านล้มเมืองแบบเธอย่อมมีสิทธิ์ที่จะหยิ่ง"
หลินชิงเซวียนปิดประตูห้องทำงานสนิท ทรุดตัวลงบนเก้าอี้หนัง หลับตาลงด้วยความอ่อนล้า ความเงียบงันเริ่มครอบงำ ทันใดนั้นความรู้สึกเจ็บแปลบประหนึ่งเข็มพันเล่มทิ่มแทงเข้าที่กลางหัวใจและขมับก็จู่โจมเธออย่างรุนแรงจนร่างทั้งร่างกระตุกเฮือก
“อึก... มาอีกแล้วรึ!”
ทัศนียภาพเบื้องหน้าพร่าเลือน ผนังห้องทำงานสีขาวสะอาดตาค่อยๆ มอดไหม้กลายเป็ภาพพื้นดินแตกระแหง กลิ่นยาฆ่าเชื้อถูกแทนที่ด้วยกลิ่นดินแห้งผากและควันไฟ ภาพนิมิตพุ่งเข้าหาเธอราวกับกระแสน้ำป่า...
เธอเห็นหญิงสาวที่ซูบผอมจนไหปลาร้าโปนเด่น ผิวพรรณหยาบกร้านจากการตรากตรำ สวมเสื้อผ้าสีตุ่นที่มีรอยปะชุนนับไม่ถ้วน เธอกำลังก้มลงกวาดเศษรำข้าวที่ตกอยู่บนพื้นฝุ่นด้วยมือที่สั่นเทา
“แม่... หนูหิว... หิวจนแสบท้องไปหมดแล้ว...” เสียงเล็กๆ ที่แหบพร่าเรียกสติของหลินชิงเซวียนให้ดิ่งลึกลงไป เธอเห็นเด็กน้อยสามคน... ลูกแฝดชายสองและหญิงหนึ่งที่นั่งอยู่บนกองฟางเก่าๆ ดวงตาของพวกเขาโตเกินใบหน้าเพราะความอดอยาก ข้อมือเล็กเท่ากิ่งไม้แห้งพยายามเอื้อมมาหาผู้เป็แม่
“หัวใจของฉัน... ทำไมมันถึงบีบคั้นขนาดนี้? เด็กพวกนี้ไม่ใช่ลูกของฉันเสียหน่อย แต่เหตุใดความผูกพันดุจสายเืถึงได้ร่ำร้องรุนแรงขนาดนี้!”
ภาพนิมิตกระชากเธอต่อไปยังลานกว้างท่ามกลางผู้คนหน้าตาถมึงทึงที่ถือจอบถือเสียม ชี้หน้าด่าทอหญิงสาวคนนั้น
“นังแพศยา! ผัวแกมันเป็คนทรยศมันหนีทัพไปแล้ว แกยังจะกล้าแบกหน้ามาขอแบ่งอาหารอีกรึ? ไสหัวไป! ต่อให้ลูกแกต้องอดตายจนกลายเป็ผีเฝ้าท้องนา ก็อย่าหวังว่าจะได้ข้าวสารจากหมู่บ้านเราแม้แต่เม็ดเดียว!”
หญิงสาวในนิมิตไม่ได้โต้ตอบ เธอเพียงแต่กอดลูกๆ ไว้แน่น น้ำตาไหลออกมาเป็ทางยาวผ่านคราบดินที่เปื้อนบนใบหน้า ก่อนที่ภาพจะตัดสลับไปที่ริมลำธารที่เย็นจัดในคืนเดือนมืด เธอโอบกอดลูกทั้งสามไว้ในอ้อมแขนที่ไร้เรี่ยวแรง ดวงตาที่เคยอ่อนโยนบัดนี้เหลือเพียงความมืดมิด
“หากชาติหน้ามีจริง... ขอให้แม่ได้มีอำนาจปกป้องพวกเ้า ไม่ต้องให้ใครมารังแกแบบนี้อีก...”
ร่างนั้นโผลงสู่กระแสน้ำที่เชี่ยวกราก! ความเย็นจัดพุ่งเข้าจู่โจมประสาทััของหลินชิงเซวียนจนเธอรู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำไปจริงๆ แสงสีมรกตจากจี้หยกที่คอของร่างที่กำลังจมลงสว่างวาบขึ้นมาปะทะตา!
“เฮือก!”
หลินชิงเซวียนสะดุ้งตื่น เหงื่อกาฬไหลชุ่มแผ่นหลัง
"มันไม่ใช่แค่ฝันแล้ว นับวันมันจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ!" เธอพึมพำ เสียงสั่นเครือ
พลันสายตาของเธอเหลือบไปเห็นบางอย่างบนโต๊ะ... จี้หยกรูปหยดน้ำสีเขียวมรกต ลายเมฆล้อมัคู่ มันคือมรดกที่คุณยายทวดเคยมอบให้เธอก่อนสิ้นใจ พร้อมคำพูดปริศนาที่เธอไม่เคยเข้าใจเลยว่า
'เมื่อกงล้อแห่งโชคชะตาหมุนกลับ หยกชิ้นนี้จะเป็บ้านและคลังเสบียงของเ้า' เธอทำมันหายไปเมื่อสิบปีก่อน แต่จู่ๆมันกลับมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร?
ทันทีที่ปลายนิ้วััผิวหยกมรกต โลกทั้งใบรอบกายพลันเงียบสงัด เสียงดนตรีโบราณจากกู่เจิ้งบรรเลงขึ้นก้องกังวานในห้วงความคิด!
วูบ!
ภาพตรงหน้าสว่างจ้า หลินชิงเซวียนรู้สึกเหมือนจิติญญาถูกดึงเข้าไปในหลุมดำที่มีแสงมรกตห่อหุ้ม ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่ต่อหน้าสิ่งที่ท้าทายกฎแห่งฟิสิกส์
มันคือ คลังสินค้าขนาดมหึมา ที่ไร้จุดสิ้นสุด ผนังทำจากโลหะสีนวลทันสมัยแต่สลักอักษรโบราณที่ดูเข้มขลัง อากาศข้างในนิ่งสนิทและสะอาดบริสุทธิ์ราวกับระบบสุญญากาศชั่วนิรันดร์
“พื้นที่ขนาดนี้... ต่อให้กว้านซื้อเสบียงอาหารมาเลี้ยงคนทั้งประเทศนานเป็สิบปีก็ยังเหลือ! แถมอุณหภูมิคงที่นี่มันคือห้องแช่แข็งเกรดการแพทย์ชั้นยอดชัดๆ!”
ข้างๆ คลังสินค้าคือ แปลงที่ดินสีดำขลับ ผืนใหญ่ ดินที่นั่นดูร่วนซุยและมันวาวประหนึ่งมีน้ำมันชโลม ส่งกลิ่นอายความอุดมสมบูรณ์ที่รุนแรงจนเธอััได้ถึงพลังงานชีวิต (Qi) ที่พวยพุ่งขึ้นมา
“ดินสีดำเกรดเอที่ดีที่สุดในโลกยังเทียบไม่ได้แม้แต่ธุลีเดียว ถ้าได้ลงเมล็ดพืชหรือสมุนไพรลงไป... แค่สามวันมันอาจจะเติบโตจนดูราวกับมีอายุร้อยปี!”
ทว่าสิ่งที่สะกดสายตาที่สุดคือ บ่อน้ำพุธรรมชาติ ใจกลางมิติ น้ำใสกระจ่างดุจคริสตัล เหนือผิวน้ำมีไอหมอกบางๆ ที่ส่งกลิ่นหอมของชะเอมเทศ โสมคน และสมุนไพรลึกลับ ทำให้ปอดของเธอกระปรี้กระเปร่าราวกับได้ผลัดเซลล์ใหม่
“นี่มัน... มิติส่วนตัวจริงๆ งั้นเหรอ?” เธอพึมพำ แววตาที่เคยแข็งกร้าวดุจมีดผ่าตัดบัดนี้สั่นไหวด้วยความตื่นตะลึง
“เหมือนนิยายที่พวกพยาบาลชอบอ่าน... โลกที่วิทยาศาสตร์เข้าไม่ถึง แต่ฉันกำลังยืนเหยียบมันอยู่!”
เธอเอื้อมมือจิตััละอองหมอก ความเหนื่อยล้าหกชั่วโมงจากการยืนผ่าตัดมลายหายไปสิ้น แผ่นหลังที่เคยปวดแปลบกลับมาตั้งตรงทรงพลังดุจเดิม
“ถ้าบ่อน้ำนี่รักษาความเหนื่อยล้าได้ขนาดนี้... มันก็คือยาโด๊ประดับพระเ้าดีๆ นี่เอง! ในยุค 70 ที่เต็มไปด้วยโรคระบาดและการขาดแคลนยา น้ำในบ่อนี่แหละจะเป็กุญแจสำคัญที่ช่วยให้ฉันรอดพ้นจากนิมิตสีเืนั่น!”
