ค่ำคืนนั้นเงียบสงัดจนผิดปกติ แต่หลังจากเวลาผ่านไปจนถึงยามรุ่งสางถึงได้รู้ว่ามีบุคคลระดับสูงภายในเมืองเทียนเฟิงหายตัวไปถึง 13 คน!
เมื่อรายงานได้ส่งตรงไปยังตระกูลเ้าเมือง หวงเทียนหลงจึงได้ออกคำสั่งให้ออกตามหาอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็สถานที่ใดในเมืองเทียนเฟิงก็ต้องตามหาให้เจอ!
หลังจากนั้นหวงเทียนหลงได้สั่งการให้รวบรวมข้อมูลซื่อแซ่ของผู้สาบสูญ จนมันก็ได้ข้อสรุปว่า...
บุคคลที่หายสาบสูญไปอย่างลึกลับนั้นเป็ผู้มีอิทธิพลในเขตนั้นๆซึ่งมีการแบ่งผลประโยชน์กันทอดต่อทอด ไม่ว่าจะเป็ธุรกิจค้าขาย ห้องโถงประมูล สถานศึกษาของเมืองหลวง ไม่เว้นแม้แต่กองกำลังติดอาวุธมากมาย
ทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่เปรียบดั่งท่อน้ำเลี้ยงทำให้เมืองเทียนเฟิงสามารถคงสมดุลไว้ได้
แต่เมื่อหวงเทียนหลงพยายามสืบสาวให้ลึกลงไปก็กลับพบว่า ทั้ง 13 คนนั้นล้วนแล้วแต่เป็พันธมิตรของมันในการวางแผนกำจัดไป๋หนานเทียนที่ยุทธการัเขมือบทั้งสิ้น
ทว่ามันจำต้องกลั่นกรองข้อมูลให้ลึกลงไปและรอจนกว่าจะพบร่างของบุคคลทั้ง 13 คนที่หายไป ฉะนั้นมันจะไม่ลงมือทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าจนกว่าจะได้ข้อสรุปที่แท้จริง
เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปจนถึงยามเช้า แต่กลับไม่มีวี่แววและร่องรอยของบุคคลที่หายสาบสูญไปแม้แต่น้อย จนหวงเทียนหลงก็อดคิดไม่ได้ว่าทั้ง 13 คนถูกพาออกนอกเมืองเทียนเฟิงแล้วหรือไร?
แต่หากจะคิดในอีกแง่มุมหนึ่ง การจะลักพาตัวบุคคลทั้ง 13 โดยไม่เล็ดลอดไปถึงสายตาของบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดก็คงจะเป็ไปไม่ได้
ไหนจะเสียงร้อง ไหนจะเสียงฝีเท้าและเสียงเปิดประตู ในความคิดของหวงเทียนหลง สิ่งที่เกิดขึ้นช่างไม่สมเหตุสมผลเสียเหลือเกิน
ในขณะที่พวกมันคิดว่าจะแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไร กลับมีเสียงประกาศดังก้องไปทั่วทั้งเมืองเทียนเฟิง
"อีกหนึ่งชั่วยามจะเปิดสนามประลอง่ชิงเืั ผู้ที่้าจะเข้าร่วมให้มาลงทะเบียน ณ เขตเฟิงซู่โดยทันที!"
หวงเทียนหลงนั่งด้วยสีหน้าบูดบึ้งภายในห้องโถงใหญ่ หลังจากที่มันได้ยินคำประกาศของมหาอำนาจ มันก็รู้สึกไร้หนทางขึ้นมาดื้อๆ
แน่นอนว่าภายในวันนี้มีการประลอง่ชิงเืั แต่ภายในเวลาไล่เลี่ยกันกลับเกิดคดีบุคคลสาบสูญกว่า 13 ชีวิต
หากพวกมันไม่รีบออกเดินทางไปยังเขตเฟิงซู่ เหล่ามหาอำนาจอาจจะไม่พอใจเพราะมันเป็ผู้ที่เป็เ้าภาพในปีนี้
ผลสุดท้ายหวงเทียนหลงปราดตามองเหล่าผู้าุโและหวงเทียนลู่ก่อนจะกล่าวอย่างไร้หนทาง "พวกเ้าไปสืบค้นต้นตอและที่มาการหายตัวไปของพวกเขา ส่วนข้าและพี่ใหญ่จะออกเดินทางไปเปิดพิธีการประลอง"
หวงเทียนลู่พยักหน้าอย่างเคร่งขรึม "พี่รอง ไม่จำเป็ต้องกังวล ปล่อยหน้าที่นี้ให้พวกข้าจัดการเถิด"
"รบกวนเ้าแล้ว" หวงเทียนหลงผงกศีรษะก่อนจะค่อยๆยืนขึ้นพร้อมกับเสื้อคลุมสีทองโออ่าหรูหราและแลดูแปลกตา
พร้อมกับส่งสัญญาณไปยังหวงหลิงกงและหวงหลิงซูให้ออกเดินทางไปพร้อมกัน
"หลิงซู เ้าไปตามเฟยเฉิน ส่วนข้าจะเตรียมเกี้ยวรอพวกเ้าอยู่นอกประตูทางเข้า" ก่อนจะจากไปหวงเทียนหลงได้กล่าวสั่งการทิ้งท้ายไว้
หวงหลิงซูพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง นางหันหลังกลับไปออกไปตามหาไป๋เฉินที่ตำหนักหลังเดิม
. . .
ในตำหนักของไป๋เฉิน ร่างสีดำของไป๋เฉินกำลังนอนแผ่ราบด้วยเหงื่อที่ชุ่มบนอาภรณ์สีดำ ใบหน้าของเขาซีดเผือดจนแลดูผิดปกติ
แม้นจะไม่ได้หมดสติ แต่คราบเืยังปรากฏอยู่ที่มุมปากเป็รอยเขรอะสีน้ำตาล
หลังจากที่จิตมารพยายามเข้าแทรก ไป๋เฉินเสียเวลาในการสงบสติอารมณ์นับหลายชั่วยามจนกว่าจิตสังหารจะทุเลาลง
โดยที่ไม่รู้เลยว่าจิตมารยังสามารถส่งผลกระทบต่อตนได้แม้นว่ามันจะถูกดูดกลืนไปแล้วก็ตาม
เขามีความรู้สึกว่ายิ่งเขาได้ดูดกลืนโลหิตไปมากเพียงใด จิตมารที่หลบซ่อนอยู่ในส่วนลึกกลับมีพลังแก่กล้ามากยิ่งขึ้น
แต่ละครั้งความกระหายเืและความบ้าคลั่งได้ทำให้ไป๋เฉินยากที่จะระงับความรู้สึกด้านลบเ่าั้
และสิ่งที่ไป๋เฉินเพิ่งตระหนักหลังจากเพิ่มระดับการบำเพ็ญคือกลไกการเพิ่มระดับปราณของตนนั้นแตกต่างจากผู้อื่น
หากเป็ผู้บำเพ็ญปราณในทวีปเทียนหลางทั่วไปจะต้องรอจนกว่าจะถึงคอขวดสำหรับระดับการบำเพ็ญนั้นๆจึงจะข้ามผ่านระดับต่อไปได้
และอีกอย่างที่สำคัญคือในการทะลวงคอขวดแต่ละครั้งจำต้องหมุนเวียนปราณโดยการดูดซับพลังปราณแห่งธรรมชาติรอบตัวเข้าสู่เส้นลมปราณไหลผ่านเข้าสู่ตันเถียนเปรียบดั่งเชื้อเพลิงในการขยายเส้นลมปราณขึ้น
แต่ในกรณีของไป๋เฉินนั้นแตกต่างกัน!
สำหรับตัวของเขาแล้ว เขาตระหนักได้ว่ารากปราณมารเก้าเนตรนั้นไม่มีคอขวดอย่างที่ผู้บำเพ็ญปกติพึงจะมี และจะไม่สามารถดูดซับพลังปราณจิติญญาหรือที่เรียกกันว่าพลังปราณแห่งธรรมชาติเข้าสู่ร่างกายได้
นั่นเป็เพราะรากปราณมารเก้าเนตรของเขานั้นมิได้มีที่มาจากทวีปเทียนหลางและเป็พลังงานที่มีคุณลักษณะแตกต่างกันกับพลังปราณของโลกใบนี้ เขาจึงไม่สามารถนำพลังปราณแก่นสารที่เป็ของทวีปเทียนหลางเพื่อทำให้แข็งแกร่งขึ้นได้
ดังนั้นหนทางเดียวหาก้าจะแข็งแกร่งขึ้นมีเพียงการเข่นฆ่าและการนองเืเท่านั้น!
มีเพียงโลหิตเท่านั้นที่จะคอยบำรุงและเพิ่มพูนความแข็งแกร่งให้แก่ตนที่ซึ่งมีรากปราณมารเก้าเนตรได้
ไป๋เฉินที่กำลังนอนแผ่ราบกลับลูบขมับอย่างหมดหนทาง
[ข้ากลายเป็ตัวประหลาดในโลกนี้ไปเสียแล้วหรือ?]
การจะใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับบุคคลจากโลกนี้จะยิ่งยากเย็นยิ่งขึ้น เพราะเขามิอาจใช้ปราณรอบๆตัวจากสภาพแวดล้อมของทวีปเทียนหลางเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งได้ นอกเสียจากต้นกำเนิดพลังงานของเขามีเพียงรากปราณมารเก้าเนตรเท่านั้น
แต่เขาก็มิได้ท้อแท้ หลังจากจัดการสิ่งที่ยังค้างคาของไป๋เฉินคนเก่าออกไป ตัวของเขาจะเริ่มดำเนินวิถีชีวิตในฐานะมือสังหารได้อย่างสงบสุข
แต่แน่นอนว่าความสงบสุขจะไม่มีวันเกิดกับผู้ที่เป็จักรพรรดิมาร...
"ก๊อก ก๊อก ก๊อก"
จู่ๆเสียงเคาะประตูเบาๆดังขึ้นตามมาด้วยเสียงนุ่มนวลของหญิงสาว "เฟยเฉิน ท่านพ่อให้ข้ามาตามเ้า"
ไป๋เฉินที่มีสีหน้าอิดโรยสะดุ้งตัวเองขึ้นมาในท่านั่ง สายตาของเขาเบือนไปยังประตูก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบๆ "เอาล่ะ เดี๋ยวข้าตามไป"
"ข้าจะรอเ้าอยู่ด้านนอก" หวงหลิงซูตอบกลับมาด้วยสุ้มเสียงเขินอาย
ไป๋เฉินส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะพยายามลุกขึ้นและเข้าไปอาบน้ำชำระล้างร่างกาย
หลังจากเสร็จสิ้นหน้ากากไหมสีดำครอบใบหน้าที่หล่อเหลาของไป๋เฉิน อาภรณ์สีดำยาวของไป๋หนานเทียนพร้อมทั้งกระบี่สีดำที่เหน็บอยู่ข้างเอว
.
.
.
หลังจากนั้นไม่นานเกี้ยวตระกูลหวงสองคันออกเดินทางจากอาณาเขตเ้าเมืองเดินทางสู่เมืองเฟิงซู่
โดยที่ฝั่งเ้าเมืองมีการส่งผู้เข้าประลองเพียงสองคน นั่นคือไป๋เฉินและหวงหลิงซู
เนื่องจากหวงหลิงกงมีอายุอานามเกินกว่า 30 ปีแล้ว ดังนั้นมันจึงมิอาจเข้าร่วมการต่อสู้ได้อีกต่อไป
ในระหว่างทางที่ไป๋เฉินนั่งอยู่ในเกี้ยวพร้อมกับหวงหลิงกงและหลิงซู หวงหลิงซูได้อธิบายกฏเกณฑ์และการคัดเลือกในแต่ละรอบให้ไป๋เฉินได้เข้าใจพอสังเขป
การประลอง่ชิงเืัที่จัดขึ้นทุกๆปีจะมีการต่อสู้ถึงสามรอบหลักๆหากไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น
รอบแรกคือรอบคัดออกจากผู้บำเพ็ญที่เข้าร่วมให้เหลือเพียงแค่ 8 คนสุดท้ายโดยจะมีการทดสอบจากเหล่ามหาอำนาจเพื่อคัดกรองบุคคลที่มีคุณสมบัติสูงสุดเพื่อเข้าสู่รอบที่สอง
และรอบที่สองจะมีการประลองแบบจับฉลากเพื่อเฟ้นหาบุคคลที่แข็งแกร่งทั้งหมดให้เหลือเพียง 4 คนสุดท้าย
และรอบที่สามคือการประลองแบบตัวต่อตัวโดยการคัดออกจนสามารถหาผู้ชนะเลิศที่แท้จริงได้ โดยให้ลำดับที่ 1 ในรอบคัดเลือกที่สองเผชิญหน้ากับลำดับที่ 3 และลำดับที่ 2 จะเผชิญหน้ากับลำดับที่ 4
เมื่อเหลือเพียงสองคนสุดท้ายนั่นจะเป็ศึกตัดสินว่าผู้ใดจะได้และ่ชิงเืับริสุทธิ์ไปได้
ไป๋เฉินพยักหน้าอย่างเข้าใจ กฏกติกาที่สร้างขึ้นนั้นทำให้การต่อสู้รอบหลังๆนั้นเท่าเทียมกันเพราะรอบแรกจะมีการคัดบุคคลที่ไม่เข้าพวกที่สุดออกไป
เวลาล่วงเลยผ่านไปเพียงไม่ถึงหนึ่งในสี่ของก้านธูป เกี้ยวของตระกูลหวงก็ข้ามผ่านประตูเขตเฟิงซู่เข้ามาตามเส้นทางหลักของทางสัญจร โดยที่มีรถม้ามากมายกำลังหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
ฉากที่ปรากฏเบื้องหน้าที่มองออกจากนอกประตูของเขตเฟิงซู่คืออัฒจันทร์ที่ล้อมรอบสนามประลองทั้งสี่ทิศโดยมีป้ายขนาดใหญ่ประกาศไว้ถึงเมืองแต่ละเมือง
[เมืองเทียนเฟิง]
[เมืองเทียนหยุน]
[เมืองเทียนเตี้ยน]
[เมืองเทียนเหล่ย]
้าเหนืออัฒจันทร์ของทั้งสี่เมืองปรากฏให้เห็นอัฒจันทร์สีทองส่องแสงอร่ามตาอีกสี่มุมแยกออกมาตามเหล่าสี่มหาอำนาจในทวีปเทียนหลางซึ่งได้แก่
[สำนักวัง์]
[สำนักอัคคีสีชาด]
[ตำหนักกระบี่ไร้เทียมทาน]
[วิหารจักรพรรดิ]
ซึ่งบัดนี้บนอัฒจันทร์สีทองอร่ามตามีร่างชายชราสองคนและหญิงวัยกลางคนหนึ่งคนที่ถูกส่งมาจากเบื้องบนให้มาดูแลกำกับและเป็คณะกรรมการในการประลอง่ชิงเืัในครานี้
โดยที่เหนือจากอัฒจันทร์สีทองกลับมีพานสำริดและวัตถุที่คลับคล้ายกับขวดหยกใสโดยมีของเหลวสีแดงเข้มอยู่ภายใน...
นั่นคือของรางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศ เืับริสุทธิ์!
