จ้าวเซิงที่อยู่ภายในห้อง รู้สึกกระสับกระส่ายไม่ว่าจะยืนหรือจะนั่งก็อยู่ไม่เป็สุข เขาเดินวนไปมาด้วยความร้อนรน
ในที่สุดก็มีคนจากข้างนอกเข้ามา เขารีบถามทันทีโดยไม่รีรอ “เป็อย่างไรบ้าง ไปสืบมาชัดเจนแล้วหรือยัง?”
คนที่เพิ่งเข้ามาเอ่ยตอบว่า “สืบมาชัดเจนแล้วขอรับ! แม่นางหวาผู้นั้นชื่อหวาชิงเสวี่ย เช่าเรือนของตระกูลเหออยู่ ปกติไม่ค่อยสุงสิงกับผู้ใด ่นี้เหออู่ลาพักร้อนกลับมาพอดี จึงได้พักอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ที่จริงทั้งสองคนไม่ได้สนิทกัน อยู่ในขั้นที่เพิ่งจะรู้จักกันเท่านั้น แต่คนในละแวกบ้านดูเหมือนจะจับตาดูคู่นี้อย่างคาดหวังอยู่ขอรับ...พอถึงวันปีใหม่เหออู่ก็จะกลับไปที่ค่ายแล้ว โอ้ ใช่แล้ว! เหออู่ผู้นั้นเป็ถึงนายพันประจำกองทหารม้าแห่งค่ายชิงโจวด้วยขอรับ”
ไม่ได้สนิทกัน เพิ่งรู้จักกัน
จ้าวเซิงถอนหายใจด้วยความรู้สึกโล่งใจในทันที
“พ่อบ้านจ้าว แล้วต่อไปพวกเราจะทำอย่างไร? จะไปเชิญพวกแม่สื่อมาจับคู่ให้หรือไม่ขอรับ?”
จ้าวเซิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ส่ายหน้า “ข้าจะลองไปเลียบๆ เคียงๆ ทางแม่นางหวาดูก่อน”
“จำเป็ต้องทำถึงขนาดนั้นเลยหรือขอรับ? แค่ท่านแม่ทัพใหญ่ขอแต่งงาน ก็คงจะดีใจจนเนื้อเต้นแล้ว!”
“ไม่กลัวหนึ่งหมื่น แต่กลัวหนึ่งในหมื่น” [1]
...
หลังจากที่หวาชิงเสวี่ยทำขนมแป้งทอดสอดไส้หม้อสุดท้ายเสร็จ นางก็เช็ดเหงื่อด้วยความเหนื่อยล้า
นางเหนื่อยจะแย่แล้ว
เพราะชาวเมืองผานสุ่ยได้ยินว่าเหล่าทหารที่ชายแดนต้องเฝ้าชายแดนใน่ปีใหม่ ทุกคนจึงทำของใช้และอาหารสำหรับเฉลิมฉลองใน่ปีใหม่มาจากที่บ้าน เพื่อนำไปส่งให้ค่ายชิงโจวด้วยกัน
ป้าเหอทำซาลาเปาไส้ถั่วเกือบหนึ่งร้อยลูก ส่วนป้าเฉาเตรียมเต้าเจี้ยวไว้ห้าไหใหญ่ เพื่อนบ้านคนอื่นๆ ก็เตรียมของกินต่างๆ มีทั้งคนห่อเกี๊ยว สารพัดไส้ปนกันไปหมด ดูยุ่งวุ่นวายแต่ก็สร้างความคึกคักอย่างยิ่ง
หวาชิงเสวี่ยเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม จึงเข้าร่วมกิจกรรมนี้ด้วย
ขนมแป้งกรอบม้วนนั้นแตกหักได้ง่าย นางจึงเลือกทำขนมแป้งทอดสอดไส้จำนวนมากแทน ใช้เนยไปกว่าครึ่ง ทำให้นางรู้สึกเสียดายมาก เพราะเนยนั้นหายากเสียเหลือเกิน
แต่เมื่อลองคิดอีกแง่ เหล่าทหารที่ปกป้องแว่นแคว้นนั้นยิ่งใหญ่มาก หากขนมที่นางทำช่วยให้พวกเขาได้กินอิ่ม มีกำลังในการออกรบได้มากขึ้น เช่นนั้นก็ถือว่าไม่ได้ทำเสียเปล่า ถือว่าคุ้มค่าแล้ว
“แม่นางหวา! เสร็จหรือยัง?”
มีเสียงะโมาจากข้างนอก
“มาแล้วเ้าค่ะๆ!”
หวาชิงเสวี่ยไม่กล้าเสียเวลา หยิบผ้าฝ้ายที่เตรียมไว้ ห่อขนมแป้งทอดสอดไส้ แล้วผูกเป็ปม จากนั้นก็รีบวิ่งออกไป
รถเทียมวัวสองคันจอดรออยู่ที่ปากทางเข้าตรอกแล้ว ตอนนี้บนรถเต็มไปด้วยข้าวของกองพะเนินเหมือนูเาขนาดย่อมๆ ที่บรรทุกความปรารถนาดีของชาวเมืองผานสุ่ย
ถึงแม้หวาชิงเสวี่ยจะไม่ใช่คนของเมืองผานสุ่ย แต่เมื่อได้เห็นภาพเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกซาบซึ้ง จนเกิดความอบอุ่นในหัวใจ
นางนำสิ่งของของตัวเองวางบนรถเทียมวัว แล้วมองตามรถที่จากไปพร้อมกับผู้คน ยังคงตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกเหมือนตนเองได้ทำความดี
หวาชิงเสวี่ยเดินกลับบ้านด้วยความอิ่มเอมใจ เดินไปได้ไม่ไกลนัก ก็พบว่ามีรถม้าจอดอยู่หน้าประตูเรือนอย่างไม่คาดคิด
เมื่อคนขับรถม้าเห็นนาง ก็รีบหันไปพูดอะไรบางอย่างกับคนที่อยู่ข้างใน
หวาชิงเสวี่ยกะพริบตา มองด้วยใบหน้างุนงง
นี่ผู้ใดกัน?
พ่อบ้านจ้าวสวมเสื้อนวมขนเตียวทำจากผ้าไหมทอลาย ถือเตาพกทองเหลืองไว้ในมือ เขาชะโงกครึ่งตัวบนออกมาจากรถม้า เมื่อเห็นหวาชิงเสวี่ย ก็ยิ้มจนตาหยีทันที
“แม่นางหวา ข้ารอท่านอยู่นานแล้ว”
หวาชิงเสวี่ยเห็นว่าเป็คนรู้จัก ก็ทักทายอย่างร่าเริง “พ่อบ้านจ้าว ท่านมาที่นี่ได้อย่างไรเ้าคะ? เมื่อครู่ข้ากับคนอื่นๆ ไปส่งอาหารปีใหม่ที่จะนำไปให้ให้เหล่าทหารที่ค่ายมาเ้าค่ะ พ่อบ้านจ้าว ทางจวนแม่ทัพได้เตรียมของฉลองปีใหม่ไว้หรือไม่เ้าคะ?”
นี่มันเื่อะไรกันล่ะเนี่ย...
จ้าวเซิงกระตุกยิ้มที่มุมปาก พยายามรักษารอยยิ้ม “ชาวเมืองผานสุ่ยต่างก็มีน้ำใจ เมื่อเหล่าทหารได้รับของเหล่านี้ แม้ว่าจะอยู่ในค่ายทหาร แต่พวกเขาก็คงจะผ่านปีนี้ไปได้อย่างดีเช่นกัน”
“่ปีใหม่ท่านแม่ทัพก็จะไปค่ายทหารด้วยหรือเ้าคะ?” หวาชิงเสวี่ยถามด้วยความสงสัย
จ้าวเซิงตอบอย่างภาคภูมิใจ “แน่นอนอยู่แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่ของพวกเรานั้นเคร่งครัดในวินัยตนเองเสมอมา ปกป้องชายแดนอย่างแข็งขันไม่เคยละเลย”
หวาชิงเสวี่ยอดไม่ได้ที่จะเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง “ท่านแม่ทัพใหญ่เสียสละเพื่อแคว้นเพื่อประชาชน น่าเลื่อมใสยิ่งนัก”
จ้าวเซิงคิดในใจ ‘ความเลื่อมใสสามารถมีได้ แต่ถ้าเป็ความรักใคร่ก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่’
“อ๊ะ!” หวาชิงเสวี่ยเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงร้องเบาๆ แล้วรีบเอ่ยว่า “พ่อบ้านจ้าว ท่านรอข้าประเดี๋ยวนะเ้าคะ!”
พูดจบ นางก็จับชายกระโปรงแล้วรีบวิ่งเข้าไปในบ้าน
จ้าวเซิงยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เห็นหวาชิงเสวี่ยอุ้มห่อผ้าถุงหนึ่งกลับมา
“นี่เรียกว่าขนมแป้งกรอบม้วน ตอนเอาไปท่านต้องระวังอย่ากดทับ เพราะมันแตกง่าย” หวาชิงเสวี่ยยิ้มแย้มแล้วยื่นให้เขา “ถือว่าเป็ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้ท่านแม่ทัพ ถึงแม้จะไม่ค่อยมีค่า แต่ก็เป็น้ำใจจากข้า ตอนที่อยู่ในเมืองเหรินชิว ต้องขอบคุณที่ท่านแม่ทัพคอยดูแล”
จ้าวเซิงรับขนมแป้งม้วนอะไรนี่มาถือไว้อย่างงงๆ คิดในใจ ‘นี่ถือว่าเป็การสื่อรักด้วยสิ่งของได้หรือไม่? ใช่หรือไม่? หรือไม่ใช่กันนะ?!’
แต่ว่าแม่นางหวาเอ๋ย หากอยากจะแสดงความขอบคุณ เหตุใดไม่ตอบแทนด้วยการอยู่เคียงคู่นายท่านตลอดไปเล่า?
ตอบแทนด้วยการอยู่เคียงคู่ท่านไปเลยสิ! แบบนี้ง่ายกว่ากันตั้งเยอะ!
จ้าวเซิงยิ้มแย้มสดใสแล้วกล่าวว่า “คือว่า...แม่นางหวา ที่ข้ามาในครั้งนี้ เพราะมีเื่หนึ่ง อยากจะถามความเห็นของแม่นางสักหน่อย”
“หือ?” หวาชิงเสวี่ยกะพริบตา มองด้วยใบหน้างงงวย “อยากถามความเห็นของข้า เื่อะไรหรือเ้าคะ?”
จ้าวเซิงมองซ้ายทีขวาที จากนั้นฉีกยิ้มแล้วกล่าวว่า “ขอเชิญท่านไปคุยกันเป็การส่วนตัวได้หรือไม่ขอรับ?”
คนโบราณเวลาจะพูดอะไรต้องชอบเลือกสถานที่ด้วยสินะ...
หวาชิงเสวี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็เลียนแบบความสุภาพของคนโบราณบ้าง “หากพ่อบ้านจ้าวไม่รังเกียจว่าบ้านของข้าดูโทรม เชิญเข้ามาดื่มชาสักถ้วยเถิดเ้าค่ะ”
จ้าวเซิงลงจากรถม้า ตามหวาชิงเสวี่ยเข้าไปในเรือน
เขามองสำรวจตัวบ้านเรือนและลานภายใน อืม เป็บ้านธรรมดาทั่วไป ไม่ถึงกับร่ำรวย แต่ก็ไม่ได้ถึงกับยากจนขัดสน
เพียงแต่ในห้องพักของหวาชิงเสวี่ยนั้น...ดูแปลกๆ ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าอ่อนหวานเหมือนห้องของสตรีทั่วไป มีแต่สิ่งของประหลาดๆ มากมาย ที่เขาดูไม่ออกว่าคืออะไร...
“พ่อบ้านจ้าว ที่นี่มีชาพุทราจีนเก๋ากี้กับชาฟักเขียว ท่านจะดื่มอะไรเ้าคะ?” หวาชิงเสวี่ยถาม
จ้าวเซิงได้สติกลับคืนมา เขาก็ไม่ได้มาเพื่อดื่มชาอยู่แล้ว จึงรีบกล่าวว่า “ที่จริงที่ข้ามาหาแม่นางหวา เพราะอยากจะถามความเห็นเื่...ระหว่างแม่นางหวากับท่านแม่ทัพน่ะขอรับ”
“ข้ากับท่านแม่ทัพ?” หวาชิงเสวี่ยไม่ค่อยเข้าใจ “ข้ากับท่านแม่ทัพจะมีเื่อะไรกัน?”
จ้าวเซิงเห็นว่านางทำหน้างงก็รู้ว่าตนคิดถูกแล้วที่มา แม่นางหวาผู้นี้ ช่างเป็ผู้ที่...จะอธิบายอย่างไรดี?
ควรจะบอกว่านางไร้เดียงสา หรือว่าไม่รู้เื่รู้ราวอะไรเลยดี?
เขากระแอมสองครั้ง ไอเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ที่จริง เพื่อเื่นี้ เมื่อสองวันก่อน ทางจวนแม่ทัพได้ส่งคนมาที่นี่แล้ว...แต่ว่า อาจจะเป็เพราะความเข้าใจผิด คนที่ส่งมาจึงถูกไล่ออกไป”
หวาชิงเสวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย เหมือนกำลังพยายามรื้อฟื้นความทรงจำ
จ้าวเซิงกล่าวต่อ “ดังนั้น วันนี้ข้าจึงตั้งใจมาด้วยตนเอง อยากจะมาพูดให้แม่นางเข้าใจ ท่านแม่ทัพฟู่ของข้า ชื่นชอบแม่นางมาก หากแม่นางมีใจตรงกัน ข้าจะจัดหาแม่สื่อมาเจรจาสู่ขอ แม่นาง ท่านจะว่าอย่างไร?”
หวาชิงเสวี่ยใ แล้วกล่าวว่า “พ่อบ้านจ้าว ท่านช่วยพูดอีกครั้งได้หรือไม่? ข้ารู้สึกว่า...ข้าอาจจะหูฝาดไป...”
“...” จ้าวเซิงเงียบไปสักพัก พยายามอดกลั้นคำพูดที่จะตำหนิเอาไว้ แล้วกล่าวซ้ำอีกครั้ง “ขอถามแม่นาง ท่านเต็มใจที่จะแต่งเข้าจวนแม่ทัพหรือไม่?”
แต่ง...เข้าจวนแม่ทัพหรือ?
นี่...นี่...นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่า!
มันไม่สมเหตุสมผลเลย!
คนโบราณไม่ได้ถือเื่ความเหมาะสมกันหรอกหรือ?
เ้าเคราเฟิ้มนั่นอยู่ดีๆ เหตุใดถึงจะมาแต่งงานกับนาง? พวกเขารู้จักกันมานานเท่าใด? บ้าไปแล้วหรือไร?!!
“ท่านแม่ทัพ...มีความลำบากใจที่ยากจะเอ่ยออกมาหรือไม่?” หวาชิงเสวี่ยถามด้วยสีหน้าหนักใจ “อย่างเช่น มีภารกิจลับอะไรที่ต้องแต่งงานโดยเร่งด่วนหรือไม่?”
จ้าวเซิงกู่ร้องในใจ ‘แม่นางท่านนี้ ความลำบากใจที่ยากจะเอ่ยเขาไม่ได้ใช้กันแบบนี้นะ!!!’
“แม่นางคิดมากไปแล้ว...” รอยยิ้มของจ้าวเซิงแทบจะไม่สามารถรักษาไว้ได้แล้ว “ข้าเคยได้ยินท่านแม่ทัพพูดถึงเื่ที่เกิดขึ้นในเมืองเหรินชิว คาดว่าคงจะเกิดความรู้สึกดีต่อแม่นางั้แ่ตอนนั้น แม้ว่าจะเป็เื่ที่เกิดขึ้นจากความเร่งด่วน แต่ในเมื่อเคยพักอาศัยอยู่ในห้องเดียวกัน นอนบนเตียงเดียวกัน ท่านแม่ทัพก็สมควรรับผิดชอบแม่นางโดยการแต่งเป็ภรรยา”
เช่นนี้แล้ว ท่านก็รีบแต่งไปเถอะ! อย่ามัวชักช้า!
เมื่อหวาชิงเสวี่ยฟังจนจบก็ใช้เวลาในการทำความเข้าใจนานมาก...
ค่อยๆ ...รู้สึก...รางๆ เหมือนจะพอเข้าใจ...อะไรบ้างแล้ว
ที่แท้ก็เป็เช่นนี้เอง...
นางเข้าใจแล้วในทันที
นางก็รู้สึกว่าแปลกๆ อยู่เหมือนกัน คนสองคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่นาน จู่ๆ ก็จะมาหารือเื่แต่งงานกัน ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย ที่แท้เ้าเคราเฟิ้มนั่นอยากจะรักษาชื่อเสียงของนาง เลยต้องแสดงความรับผิดชอบต่อนางสินะ!
อย่างนี้ก็พอจะเข้าใจได้! อย่างไรคนโบราณก็ใส่ใจเื่นี้กันมาก และเ้าเคราเฟิ้มผู้นั้น...ก็ดูเป็คนหัวโบราณที่เคร่งประเพณีมากเสียด้วย
หลังจากที่หวาชิงเสวี่ยทำความเข้าใจได้แล้ว ก็รู้สึกโล่งใจ จึงรีบอธิบายกับจ้าวเซิงว่า “ตอนที่อยู่ในเมืองเหรินชิว ต้องขอบคุณท่านแม่ทัพที่ดูแล ข้าถึงได้รอดพ้นจากภัยอันตราย ท่านแม่ทัพมีบุญคุณต่อข้า ข้าไม่สามารถฉวยโอกาสเอาบุญคุณมาเป็ผลประโยชน์ได้เ้าค่ะ ขอให้พ่อบ้านจ้าวช่วยส่งความรู้สึกขอบคุณของข้าไปด้วย แม้ว่าข้ากับท่านแม่ทัพจะเคยอยู่ห้องเดียวกัน แต่เราก็ปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพ ท่านแม่ทัพเป็สุภาพบุรุษ ไม่เคยล่วงเกินข้า ไม่จำเป็ต้องทำถึงขนาดนี้หรอกเ้าค่ะ”
เมื่อจ้าวเซิงได้ฟังดังนั้น คิ้วก็ยิ่งขมวดมุ่น พอฟังจนจบ ก็ถึงกับงงไปเลย!
อะไรนะ? พวกท่านไม่ได้ถอดกางเกงกันแล้วเหรอ?
จากนั้นก็ได้ยินหวาชิงเสวี่ยกล่าวต่อ “เื่แต่งงานเป็เื่ใหญ่ ท่านแม่ทัพไม่ควรจะเร่งรีบ ไม่จำเป็ต้องตัดสินใจแบบนี้เพียงเพราะเื่ที่เกิดขึ้นในเมืองเหรินชิว ท่านแม่ทัพมีอนาคตที่สดใส ในภายภาคหน้าก็จะต้องได้คู่ควรกับสตรีสูงศักดิ์ ข้าเป็เพียงสตรีต่ำต้อย ไม่กล้าอาจเอื้อมเบื้องสูงเ้าค่ะ”
พูดจาอย่างอ้อมค้อมก็ทำแล้ว พูดอย่างตรงไปตรงมาก็ทำแล้ว หวาชิงเสวี่ยคิดว่าตนเองแสดงออกอย่างชัดเจนแล้ว คงจะไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดอะไรอีก
แต่เหตุใด บุรุษตรงหน้าถึงได้ทำสีหน้าเหมือนถูกทำร้ายอย่างหนักขนาดนี้กันล่ะ?
“พ่อบ้านจ้าวเ้าคะ?” หวาชิงเสวี่ยโบกมือไปมาตรงหน้าจ้าวเซิง
จ้าวเซิงได้สติกลับคืนมา มองหวาชิงเสวี่ยด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน “แม่นางหวา ท่าน...คิดดีแล้วหรือ? หากท่านแต่งเข้าจวนแม่ทัพ ท่านก็จะเป็ภรรยาท่านแม่ทัพ ท่าน...รู้หรือไม่มันหมายความว่าอย่างไร? ท่านจะมั่งมีศรีสุขไป...”
ยังพูดไม่ทันจบ หวาชิงเสวี่ยก็ขัดด้วยรอยยิ้ม “พ่อบ้านจ้าว เื่นี้ไม่ได้จริงๆ เ้าค่ะ ข้ากับท่านแม่ทัพไม่สนิทกันเสียหน่อย การที่จู่ๆ จะมาหารือกันเื่แต่งงาน มันแปลกเกินไปเ้าค่ะ”
ไม่...สนิทกัน?
ท่านยังอยากจะสนิทกันมากแค่ไหนอีก?!
ภายในใจของจ้าวเซิงรู้สึกสับสน แต่ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไร หวาชิงเสวี่ยก็ไม่ยอมเปลี่ยนใจ นางเอาแต่พูดซ้ำๆ อยู่แค่สองสามประโยค กล่าวว่าระหว่างนางกับท่านแม่ทัพนั้นมีใจบริสุทธิ์ ท่านแม่ทัพไม่จำเป็ต้องชดเชยให้นาง และไม่ควรเอาเื่แต่งงานมาล้อเล่น
พูดไปพูดมา สุดท้ายจ้าวเซิงก็เริ่มเกิดความสงสัยในชีวิตไปแล้ว...
หรือว่า...จะเป็ท่านแม่ทัพเสียเอง ที่คิดเข้าข้างตนเองฝ่ายเดียว?
จ้าวเซิงจากไปอย่างมึนงง จากนั้นก็รีบไปพบฟู่ถิงเย่ด้วยสภาพเหน็ดเหนื่อยจนเหงื่อท่วม
ท่านแม่ทัพใหญ่ฟู่เพิ่งฝึกยุทธ์เสร็จ กำลังนั่งดื่มชาอยู่บนเก้าอี้ไม้พนักพิงสูง
“นางว่าอย่างไร?” แม่ทัพเอ่ยถาม
จ้าวเซิงเช็ดเหงื่อออกอย่างเงียบๆ แล้วตอบอย่างอึกอัก “นางบอกว่า...นางกับท่าน ไม่สนิทกันขอรับ”
“พรืด!”
ท่านแม่ทัพพ่นชาออกมาเต็มปากเต็มคำ! ทำเอาเศษใบชาติดเต็มหน้าจ้าวเซิงไปหมด...
—————————————————————————————————
[1] ไม่กลัวหนึ่งหมื่น แต่กลัวหนึ่งในหมื่น(不怕一万就怕万一)คือไม่กลัวสิ่งที่คาดเดาไว้อยู่แล้ว แต่กลัวสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมาย เปรียบเปรยว่าควรระมัดระวังไว้ก่อน จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง
