ใน่เวลาที่เดินออกมา ชวีเสี่ยวปอถึงเพิ่งจะรู้สึกว่ามีอะไรอุ่นๆ ไหลออกมาจากดวงตาของเขาอย่างต่อเนื่อง
เขายกมือขึ้นมาเช็ดมันออกไปอย่างแรง อีกทั้งภายในใจของเขายังรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา
เขาไม่ได้กำลังเอาคืนเวินลี่ และก็ไม่ได้ไม่พอใจกับชีวิตของตัวเองในตอนนี้เลยแม้แต่น้อย ความรู้สึกนั้นเป็เพียงแค่ เขาเคยคิดคำพูดนี้มาเป็พันเป็หมื่นครั้ง จนกระทั่งในตอนที่ได้พูดออกมาจริงๆ กลับมีเพียงเขาแค่คนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่ามันเป็ความรู้สึกเช่นไร
ไม่ได้มีความสุข แล้วก็ไม่ได้โกรธ
แต่เป็โล่งใจ
ที่แท้ก็เื่เล็กแค่นี้เอง! ไม่ได้หนักหนาอะไรสักหน่อย!
ชวีเสี่ยวปอยิ่งเดินก็ยิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาโบกรถแท็กซี่คันหนึ่งเอาไว้ แม้แต่คนขับรถก็ยังถามเขาออกไปถึงสองครั้งว่า “จะไปไหนครับ” ในที่สุดชวีเสี่ยวปอถึงได้ดึงสติกลับมา
ไปไหนดีล่ะ?
เพิ่งจะกลับมาจากบ้านของเซี่ยเจิง ตอนนี้ไปบ้านเซี่ยเจิงอีกดีไหม?
ถ้าเซี่ยเจิงรู้ว่าเขาออกมาแบบนี้ คงจะเป็ห่วงน่าดูเลย?
“ตกลงจะไปไหนครับ? ” คนขับรถเริ่มร้อนใจขึ้นมาเล็กน้อยแล้ว จึงอดไม่ได้ที่จะถามเร่งออกไปอีกครั้ง
ชวีเสี่ยวปอคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายจึงบอกชื่อหมู่บ้านของบ้านซือจวิ้นไป
ในตอนที่ซือจวิ้นลงมารับชวีเสี่ยวปอที่ด้านล่าง อดไม่ได้ที่จะแซวเขาไปว่า : “แขกที่นานๆ มาทีเองเหรอเนี่ย”
“ไปให้พ้นเลย” ชวีเสี่ยวปอยื่นเงินให้คนขับรถ แล้วจึงลงจากรถแท็กซี่มา “คืนนี้ฉันต้องค้างอยู่บ้านนาย นายจะบอกพ่อกับแม่นายว่าไงอะ? ”
“อยู่ได้เลยตามสบาย” เดาว่าซือจวิ้นน่าจะลงมาด้านล่างอย่างรีบร้อน เพราะเขาใส่เพียงแค่เสื้อคลุมบางๆ จึงทำให้ในตอนนี้ต้องเดินย่ำเท้าไปมาด้วยความหนาวสั่น “วันนี้ย่าฉันไม่สบาย เขาสองคนไปอยู่เป็เพื่อนย่าแล้วล่ะ ฉันเองก็เพิ่งรู้ตอนกลับมาถึงเหมือนกัน”
“อ๋อ” ชวีเสี่ยวปอถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เป็อะไรเหรอ? ทะเลาะกับพ่อมาอีกแล้ว? ” ซือจวิ้นโอบคอของชวีเสี่ยวปอเอาไว้ “มาเลย พ่อหนุ่ม ไหนมีเื่ค้างคาใจอะไรเล่าให้พี่ที่แสนจะรู้ใจคนนี้ฟังหน่อยสิ พี่ตอบคำถามไข้ข้อสงสัยให้น้องได้แน่นอน แล้วก็ไม่เก็บค่าใช้จ่ายอะไรเลยด้วย”
“นายไม่น่าจะเล่นบาสเลยจริงๆ น่าจะไปเป็เซลล์มากกว่า” ชวีเสี่ยวปอผลักเขาออกไปหนึ่งที “ไม่ใช่ ทะเลาะกับแม่ฉันมาต่างหาก”
“เฮ้อ วัยรุ่นที่อยู่ใน่หัวดื้อไม่เหมาะที่จะพูดคุยสื่อสารกับผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนเลยจริงๆ ” ซือจวิ้นหัวเราะขึ้นมา แล้วก็ไม่ได้ถามต่อไปแล้ว เพราะถึงยังไงเื่ครอบครัวของชวีเสี่ยวปอก็เป็เื่เล็กนิดเดียว ทั้งสองคนจึงเดินเข้าหมู่บ้านไป แต่แล้วในขณะที่เดินอยู่ซือจวิ้นก็นึกอะไรได้ขึ้นมา :
“เอ๊ะ ไม่ใช่สิ? ”
ชวีเสี่ยวปอพูดขึ้นเสียงอู้อี้ : “มีอะไร? ”
“ทำไมนายไม่ไปหาเซี่ยเจิงอะ? นายทะเลาะกับเซี่ยเจิงด้วยเหรอ? ”
“ไม่ใช่ ฉันกลัวเขาจะเป็ห่วง” ชวีเสี่ยวปออธิบาย
“โห——” ซือจวิ้นลากเสียงยาว รู้สึกมีแรงขึ้นมาทันที “ชวีเสี่ยวปอนายมันเป็คนใจจืดใจดำจริงๆ นายกลัวว่าเซี่ยเจิงจะเป็ห่วง ก็เลยมาหาฉันที่นี่ แล้วนายไม่กลัวว่าฉันจะเป็ห่วงบ้างหรือไง? รีบไสหัวไปเลย ไสหัวไปให้พ้น ฉันไม่อยากเป็ห่วงนาย !”
“งั้นฉันไปจริงๆ นะ? ” ชวีเสี่ยวปอรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“นายดูความเป็ผู้ชายสารเลวของตัวเองสิ พูดถึงนายแค่เนี่ยทำมาเป็ไม่พอใจ” ซือจวิ้นดึงเขาเอาไว้ “รีบตามฉันกลับบ้านมาเร็วเข้า ตอนกลางคืนแบบนี้มีแต่พวกค้ามนุษย์ลักพาตัวเด็ก”
พูดยังไงดีล่ะ
มิตรภาพเื่แบบนี้ มันช่างเป็ยารักษาความเ็ปได้จริงๆ
โดยเฉพาะเมื่อได้อยู่กับเพื่อนที่ติงต๊องอย่างซือจวิ้น
โชคดีสุดๆ เลย
เมื่อเข้ามาในห้อง ซือจวิ้นก็โยนเสื้อผ้าชุดหนึ่งมาให้เขา “เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน ชุดนอนฉันเอง ยังไม่ได้ใส่” หลังจากพูดจบก็พูดเน้นขึ้นมาอีกประโยคหนึ่ง “นายกลับบ้านไปก็ทะเลาะเลยเหรอ? เสื้อผ้าก็ยังไม่ทันได้เปลี่ยนเลยด้วย? ”
“ใช่ มีเวลาไปสนใจเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ไหนล่ะ เดี๋ยวฉันไปอาบน้ำหน่อยก็แล้วกัน” ชวีเสี่ยวปอถอนหายใจ ปีนเขามาทั้งวนจนตัวเลอะเปรอะเปื้อนดินโคลนไปหมด ถ้าหากไม่ได้ทะเลาะกับเวินลี่ ตอนนี้เขาก็คงจะนอนแผ่อยู่บนเตียงหลับไปเรียบร้อยแล้ว
“ได้” ซือจวิ้นนั่งลงบนโซฟา จากนั้นก็เปิดโทรทัศน์ขึ้น “นายอาบก่อนเลย ฉันจะสั่งปิ้งย่างสักหน่อย เดี๋ยวพวกเรามาดื่มกันหน่อยเป็ไง? ”
“ไม่ต้องเยอะนะ” ชวีเสี่ยวปอถอดเสื้อเดินเข้าห้องน้ำไป
ในตอนที่ออกมา อาหารก็มาส่งแล้วเช่นกัน มีกุ้งเครย์ฟิชแล้วก็ยังมีปิ้งย่างเสียบไม้จัดวางอยู่เต็มโต๊ะเล็กหน้าโซฟา ในขณะนั้นซือจวิ้นเปิดเบียร์ขึ้นมาแล้วกระป๋องหนึ่งเขย่ามาทางชวีเสี่ยวปอ “อาบเสร็จแล้ว? นั่งสิ”
“สั่งมาเยอะเกินไปไหมเนี่ย” ชวีเสี่ยวปอใช้ผ้าขนหนูเช็ดผม พลางนั่งลงไปข้างๆ ซือจวิ้น “นายสั่งเบียร์มาลังหนึ่งเลยเหรอ? ”
“สิบสองกระป๋อง” ซือจวิ้นสวมถุงมือ จากนั้นจึงหยิบกุ้งเครย์ฟิชขึ้นมาค่อยๆ แกะเปลือกออก “ไม่เป็ไร ดื่มไม่หมดเดี๋ยวเอายัดไว้ใต้เตียง รอพ่อฉันซื้อเบียร์มาค่อยเอาออกมา แค่นี้ก็ไม่รู้แล้วว่าใครซื้อ”
“ช่างคิดจริงๆ ” ชวีเสี่ยวปอพาดผ้าขนหนูเอาไว้ที่คอ แล้วจึงหยิบปีกไก่ขึ้นมาไม้หนึ่งค่อยๆ แทะลงไป
ความจริงเขาไม่ค่อยอยากอาหารสักเท่าไหร่
แต่เขาก็ยอมนั่งอยู่แบบนั้นสักพักหนึ่ง
“กินสิ” หลังจากที่ซือจวิ้นแกะกุ้งเครย์ฟิชไปแล้วหลายตัว ในตอนที่กำลังจะหยิบเบียร์ขึ้นมาถึงเห็นว่าในมือของชวีเสี่ยวปอยังคงถือปีกไก่ไม้นั้นเอาไว้อยู่ ทั้งยังไม่ได้แตะอย่างอื่นเลยด้วย
“กินไม่ลง” ชวีเสี่ยวปอเองก็ยกเบียร์ขึ้นมาชนกับซือจวิ้นไปทีหนึ่ง “เหนื่อยสุดๆ ”
“นายนี่นะ” ซือจวิ้นชำเลืองมองเขา “เราสองคนรู้จักกันมานานแค่ไหนแล้ว”
“สองปีกว่า? ” ชวีเสี่ยวปอตอบ “ไม่ใช่สิ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่เรารู้จักกันมานานแค่ไหนด้วย? ”
“นายไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด” ซือจวิ้นทำเสียงจิ๊ปาก “ตอนที่ฉันเพิ่งจะรู้จักนาย ก็รู้สึกว่านายเป็คนที่หัวรั้นมาก ดูไม่สนใจไยดีอะไรเลยสักอย่างเลย แต่ความจริงพอมีเื่อะไรขึ้นมา นายกลับขุดหลุมขึ้นมาในใจของตัวเอง แล้วก็เททุกสิ่งทุกอย่างลงไปในนั้น”
“ฉันพอใจ !” ชวีเสี่ยวปอถูกคำอธิบายนี้ของซือจวิ้นทำให้ขำขึ้นมาอยู่ครู่หนึ่ง “นายจะมาสนใจว่าฉันขุดกี่หลุมด้วยหรือไง !”
“ขุดเยอะจนเป็รูพรุนไปหมดแล้ว !” ซือจวิ้นโต้เถียงกลับไป “ปอเอ๋อร์ นายรู้ไหม ที่จริงแล้วนายเป็คนที่ยอดเยี่ยมในใจฉันมาเสมอเลยนะ”
“ไม่ต้องมาไม้นี้เลยนะ” ชวีเสี่ยวปอโบกมือ “ใช้ภาษาทำให้ฉันสับสนใช่ไหม ฉันไม่หลงกลหรอก”
“ฉันพูดจริงๆ ” ซือจวิ้นหรี่ตาลง หัวเราะหึๆ ขึ้นมา เป็ภาพท่าทางของคนเมาจนขึ้นสมองชัดๆ “ฉันรู้สึกว่าบนตัวนายมีพลังงานอะไรบางอย่าง”
“พลังงานอะไร? ” ชวีเสี่ยวปอถูกซือจวิ้นทำให้งุนงงไปหมดแล้ว
“พูดไม่ถูก” ซือจวิ้นยังคงหัวเราะอยู่ “ถึงแม้ว่าพวกเราสองคนจะเป็เพื่อนกัน แต่ฉันก็มักจะรู้สึกว่ามีกำแพงคั่นกลางระหว่างเราตลอดเลย”
“นี่นายพูดเพ้อเจ้ออะไรเนี่ย” ชวีเสี่ยวปอรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาแล้ว “ฉันเคยปิดบังอะไรนายที่ไหนฮะ? ”
“ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น !” ซือจวิ้นรีบอธิบายขึ้นมาทันที “ก็แค่รู้สึกว่า มันละเอียดอ่อนมาก แล้วก็—— ฉันพูดแค่นี้ก็แล้วกัน แค่ตอนที่นายกับเซี่ยเจิงคบกัน นอกจากตอนแรกฉันจะรู้สึกใหน่อยนึงแล้ว ตอนนี้กลับรู้สึกว่านายสองคนเหมาะสมกันมากเลยจริงๆ ”
“แน่นอนอยู่แล้ว” ทันทีที่ชวีเสี่ยวปอได้ยินชื่อของเซี่ยเจิง เขาก็พูดออกไปอย่างไม่ได้ถ่อมตัวเลยสักนิด “เราสองคนเหมาะสมกันสุดๆ ”
“นายสองคนเป็คนแบบเดียวกัน” ซือจวิ้นมองบนอย่างไม่ชอบใจ แต่ก็ยังพูดขึ้นมา “เขาสามารถดึงนายขึ้นไปได้ อย่างที่คนอื่นไม่สามารถทำได้เลย”
“ฉัน...” ชวีเสี่ยวปออ้าปากขึ้นมา จากนั้นก็พูดออกมาประโยคหนึ่งซึ่งเป็คำพูดที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่อยากจะเชื่อ
“ฉันจะสอบเข้ามหาลัย”
แต่ซือจวิ้นที่ได้ยินประโยคนี้กลับไม่ได้รู้สึกใเลยแม้แต่น้อย ชวีเสี่ยวปอไม่พอใจกับปฏิกิริยาตอบสนองของเขาเป็อย่างมาก เขาจึงวางปีกไก่ลงและผลักเขาไปทีหนึ่ง