ตอนที่ 10
สาวน้อยสกรัมเหล่าผี
บนเพดานที่สีลอกเป็แผ่นๆ นั้นมีใบหน้าผีประทับอยู่เรียงราย พวกมันมีสีหน้าตื่นตระหนกหวาดกลัว ราวกับกำลังดิ้นรนอย่างสุดชีวิตเพื่อจะมุดหนีออกมาจากเพดาน
“หยด... หยด...”
เืสีแดงคล้ำซึมออกมาจากมุมกำแพง ค่อยๆ ย้อมผนังทั้งสองฝั่งของโถงทางเดินจนกลายเป็สีเื
“คราวนี้... ตาพี่สาวมาเป็ ‘ผี’ บ้างนะ”
เสียงของเด็กชายดังแว่วมาจากทุกสารทิศ ทั้งเย็นเยือกและโหยหวน
“งั้นน้องชายก็ต้องซ่อนตัวให้มิดๆ นะ อย่าให้พี่สาวจับได้เชียวล่ะ”
ชิงหลี่หรี่ตาลง มุมปากยกยิ้มลึกขึ้นอย่างมีเลศนัย
“คุณ... คุณชิงหลี่ ผม... ผมขอไปกับคุณด้วย” หลินจื่อโจวเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก
สัญชาตญาณบอกเขาว่า มีเพียงการเกาะขาทองคำของชิงหลี่ไว้แน่นๆ เท่านั้น เขาถึงจะมีโอกาสรอดชีวิตออกไปจากที่นี่
ไม่รอให้ชิงหลี่ปฏิเสธ หลินจื่อโจวรีบเสริมทันที “ถ้าออกไปได้ ผมจะจ่ายค่าตอบแทนให้คุณชิงหลี่อีก 1 ล้านครับ!”
“แหม พูดจาดีนี่ วางใจได้เลย ตราบใดที่มีฉันอยู่ ฉันจะปกป้องความปลอดภัยของคุณอย่างดีที่สุดแน่นอนค่ะ”
ชิงหลี่ส่งสายตาชื่นชมให้หลินจื่อโจวทันที
เื่เงินเนี่ย เธอไม่เคยบ่นว่ามันเยอะไป มีแต่จะบ่นว่ามันน้อยไปเท่านั้นแหละ ในเมื่อหลินจื่อโจวเป็ "ลูกค้าคนแรก" ของเธอ เธอจะมอบบริการและความรักที่จริงใจที่สุดให้เขาแน่นอน
“รับยันต์ใบนี้ไว้สิ” ชิงหลี่โยนยันต์ที่พับเป็รูปสามเหลี่ยมเล็กๆ ให้หลินจื่อโจว
หลินจื่อโจวรีบยื่นมือสองข้างไปรับไว้อย่างไว ทันทีที่ััโดนยันต์ เขารู้สึกได้ถึงไออุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย
นี่น่ะเหรอ... ยันต์คุ้มครองในตำนาน?
หลินจื่อโจวประคองมันราวกับได้รับสมบัติล้ำค่า ค่อยๆ เก็บยันต์ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อตัวในที่แนบชิดกับตัวที่สุด
[ อิจฉาหลินจื่อโจวโว้ยยย นั่นมันยันต์จากท่านเทพเชียวนะ! ]
[ ฉันยอมจ่ายสิบล้านเลย เอายันต์ใบนั้นมาให้ฉันที! ]
[ หลินจื่อโจวนี่โชคดีชะมัด ความอิจฉามันจุกอกจนฉันอยากจะดักปล้นมันจริงๆ ]
หลินจื่อโจวเดินตามหลังชิงหลี่อย่างว่าง่าย เสียงฝีเท้าของทั้งสองดังสะท้อนไปตามโถงทางเดินที่ลึกสุดลูกหูลูกตา ไม่รู้ว่าเป็เพราะเขาคิดไปเองหรือเปล่า แต่หลินจื่อโจวรู้สึกว่าทางเดินมันยาวขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะไม่มีวันเดินไปถึงจุดสิ้นสุด
“คุณชิง...” หลินจื่อโจวเผลอจะเรียกเธอตามสัญชาตญาณ
ชิงหลี่เอานิ้วชี้แตะที่ริมฝีปาก ส่งสัญญาณให้เขาเงียบเสียง
หลินจื่อโจวรีบหุบปากฉับ เขามองตามแผ่นหลังของชิงหลี่ รอคอยคำสั่งต่อไป
ชิงหลี่ค่อยๆ ขยับฝีเท้าไปหยุดอยู่ที่โคนกำแพง เธอหรี่ตามอง กลุ่มก้อนไอสีดำที่มนุษย์ธรรมดามองไม่เห็นกำลังควบแน่นอยู่บนผนัง
“ตู้ม! ——”
เสียงะเิดังสนั่นหวั่นไหว ในมือของชิงหลี่พลันมี "ขวานั์" ปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหัน เธอจามขวานใส่ผนังปูนจนทะลุเป็รูโหว่ ฝุ่นคลุ้งกระจายไปทั่ว
“อ๊ะ... หาผิดจุดแฮะ”
ใบหน้าขาวนวลของชิงหลี่ฉายแววหงุดหงิดเล็กน้อย เธอปล่อยขวานั์หนักอึ้งลงบนพื้นจนกระเบื้องแตกกระจายละเอียดยิบ ก่อนจะเดินลากขวานต่อไป คมขวานที่ครูดไปกับพื้นส่งเสียงบาดแก้วหู ราวกับเล็บของผีร้ายที่ตะกุยกำแพง ทรมานประสาทคนฟังยิ่งนัก
หลินจื่อโจวเอามืออุดหูเดินตามหลังชิงหลี่ไปติดๆ ส่วนผู้ชมในไลฟ์นั้นกรีดร้องระงม
[ วินาทีนี้เริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าใครคือคน ใครคือผี ]
[ ยัยหนู อย่าทำแบบนี้สิ ลูกบ้ามันออกจนเหมือนฆาตกรโรคจิตเข้าไปทุกทีแล้วนะ ]
[ ฉันเริ่มห่วงหลินจื่อโจวแล้ว กลัวยัยหนูจะหันหลังกลับมาจามขวานใส่หัวมันจริงๆ ]
ไอสีดำถูกชิงหลี่จามใส่ด้วยขวานจนแตกสลายไป โถงทางเดินที่เคยยาวไร้สิ้นสุดกลับคืนสู่สภาพเดิม เมื่อเห็นตัวเลข "4" สีแดงที่ทาด้วยสีน้ำมันตรงหัวมุมบันไดสุดทางเดิน หลินจื่อโจวก็สั่นสะท้านไปทั้งตัว
ชั้นต่อไปคือ... ชั้น 4
แต่เมื่อเห็นชิงหลี่เดินลงไปแล้ว หลินจื่อโจวก็ได้แต่กัดฟันรีบตามไป
“จื่อโจว...”
เสียงผู้หญิงที่แสนนุ่มนวลดังขึ้นจากข้างหลังหลินจื่อโจว เขาหันกลับไปมอง และต้องเบิกตาค้างเมื่อเห็นใบหน้าที่แสนคุ้นเคย
“เวยเวย...”
เขาอึ้งไปอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนจะค่อยๆ แสดงสีหน้าเ็ปรวดร้าว “ทำไม... ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่? หรือว่าคุณก็ถูกไอ้ไลฟ์สดเฮงซวยนี่เลือกมาเหมือนกัน?”
ดวงตาของเขาแดงก่ำ รับไม่ได้กับความสูญเสียครั้งใหญ่นี้
“จื่อโจว ฉันมาเพื่อตามหาคุณค่ะ”
หญิงสาวเดินเข้ามากอดหลินจื่อโจว พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “คุณหายตัวไปตั้งหลายวัน ฉันทำทุกวิถีทางเพื่อตามหาคุณ... ในที่สุดฉันก็เจอคุณแล้ว”
“จื่อโจว... เราอย่าแยกจากกันอีกเลยนะ?” ดวงตาของเธอเริ่มมีน้ำตาคลอเบ้า
หลินจื่อโจวตกอยู่ในภวังค์แห่งแววตาคู่นั้น เขาค่อยๆ พยักหน้า “ตกลง...”
มุมปากของหญิงสาวกระตุกยิ้มขึ้นเล็กน้อย มือที่เธอกอดหลินจื่อโจวไว้เริ่มเน่าเปื่อยอย่างรวดเร็ว เล็บสีดำยาวค่อยๆ ฝังลึกลงไปในแผ่นหลังของเขา…
“อ๊ากกกกกก! ——”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้น หญิงสาวสภาพเน่าเฟะทั้งตัวถูกกระแทกออกไปจากตัวหลินจื่อโจวอย่างแรง เธอพยายามบิดตัวด้วยความเ็ป ไอสีดำพุ่งพล่านออกมาจากร่างไม่หยุด พร้อมกลิ่นเหม็นไหม้รุนแรง
“เวยเวย...”
สติของหลินจื่อโจวกลับมาแจ่มใสอีกครั้ง คนตรงหน้าไม่ใช่คู่หมั้นของเขาเลยสักนิด แต่เป็เพียงผีสาวอัปลักษณ์ที่ไร้หนังหุ้มกระดูก
“เกือบไปแล้ว... ดีนะที่มีผ้ายันต์ของคุณชิงหลี่”
หลินจื่อโจวรู้สึกได้ว่ายันต์ในกระเป๋าเสื้อตรงหน้าอกร้อนผ่าว
ส่วนผีสาวที่ล้มอยู่บนพื้นได้ถูกแผดเผาจากข้างในจนกลายเป็ถ่านดำเมี่ยมไปแล้ว หลินจื่อโจวกุมหน้าอกด้วยความหวาดเสียว เขาเหลือบเห็นเงาของชิงหลี่กำลังจะลับตาไปที่หัวมุมบันได จึงรีบวิ่งตามไปทันที
ชั้น 3...
ชั้น 2...
ชั้น 1…
ชั้นใต้ดิน …
เมื่อมาถึงชั้นใต้ดิน หลินจื่อโจวถึงกับช็อกค้าง
“คุณชิงหลี่... ที่นี่มันดูเหมือนจะเป็...”
ฟันของเขาเริ่มกระทบกัน รอยความหวาดกลัวปรากฏทั่วใบหน้า
“ก็แค่ ‘ห้องดับจิต’ เอง วางใจเถอะ ศพพวกนี้ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก” ชิงหลี่ส่งสายตาที่ดูมั่นคงให้เขา
หลินจื่อโจวอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสิ้นหวังว่า “แต่ว่า... ศพพวกนั้นมันลุกขึ้นมานั่งกันหมดเลยนะครับ!”
ในห้องดับจิตอันกว้างขวาง มีเตียงเข็นศพนับร้อยวางเรียงรายกันอย่างเป็ระเบียบ ทว่าศพที่เคยนอนราบอยู่บนเตียงเ่าั้ บัดนี้กลับลุกขึ้นมานั่งตัวตรงพร้อมๆ กัน
“แคร่ก... แคร่ก...”
เสียงกระดูกลั่นดังระงม ศพทุกร่างค่อยๆ บิดคอหันมามองที่ชิงหลี่และหลินจื่อโจวเป็ตาเดียว
หลินจื่อโจวขาอ่อนแรงแทบจะล้มพับลงไปกองกับพื้น เขาเข้าร่วมภารกิจมาสองครั้ง ไม่เคยเจอฉากที่สยองขวัญระดับนี้มาก่อนเลย
ชิงหลี่หรี่ตาลง ในครรลองสายตาของเธอ ข้างศพแต่ละร่างมีผียืนประกบอยู่ พวกผีเ่าั้เป็คนช่วยพยุงศพให้ลุกขึ้น และใช้มือบิดหัวศพให้หันไปในทิศทางเดียวกัน
“ฮิฮิ... พี่สาว มาจับผมให้ได้สิครับ!”
เสียงเย็นะเืดังขึ้นกะทันหัน เต็มไปด้วยความอาฆาตและประสงค์ร้าย
ผีนับร้อยยืนขวางทาง เสียงของเด็กชายดังมาจากส่วนที่มืดมิดที่สุดของห้อง
“เ้าหนู... ล้างคอรอไว้เลยนะ”
ชิงหลี่ยกยิ้มอย่างเกียจคร้านและยโส เธอพาดขวานั์ไว้บนบ่า ท่าทางเหมือนขุนพลผู้เกรียงไกรที่พร้อมจะปะทะกับกองทัพนับร้อย
[ ยัยหนูโคตรเท่! รอดูการสังหารหมู่ครั้งใหญ่เลยจ้า ]
[ ฝั่งโน้นมีแต่พวกกระดูกเก่าคร่ำครึ ยัยหนูชนะใสๆ ]
[ ตะลึง! สาวน้อยแรกรุ่นไลฟ์สดตื้บผีนับร้อย! นี่คือความเสื่อมทรามของศีลธรรมหรือธาตุแท้ของมนุษย์กันแน่ ]
[ เมนต์บนตั้งชื่อหัวข้อได้โล่มาก 555 ]
หลินจื่อโจวค่อยๆ ถอยหลังไปยืนข้างหลัง ปล่อยสนามรบให้เป็ของชิงหลี่ เขารู้ตัวดีว่าตัวเองเป็แค่ตัวถ่วง
“คุณชิงหลี่ สู้ๆ นะคร้าบ!”
หลินจื่อโจวชูไม้ชูมือเชียร์อยู่ข้างหลัง โดยไม่รู้สึกละอายใจเลยสักนิดที่ต้องหลบหลังผู้หญิง มิหนำซ้ำยังรู้สึกเป็เกียรติอย่างบอกไม่ถูกเสียด้วยซ้ำ...
