ไม่ว่าอย่างไร นางก็ยืนกรานที่จะแยกห้องกับเขาให้ได้ จนท้ายที่สุดก็หาห้องรับรองเป็ของตนได้ แม้เรือนจะอยู่ไม่ห่างจากตำหนักของไป๋หรงมากนัก แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าต้องอยู่ร่วมชายคาเดียวกันเช่นนั้น ในฐานะหมอประจำตัว การพักอาศัยอยู่ใกล้ชิดย่อมไม่ใช่เื่แปลกอันใด
เรือนรับรองทางทิศตะวันออกเป็ส่วนหนึ่งในเขตจวนอ๋อง แม้ไป๋หรงจะบอกว่านี่เป็เรือนขนาดเล็ก ทว่ามันก็ใหญ่กว่าบ้านไร่ที่นางอาศัยอยู่หลายเท่านัก ภายในมีห้องหับเกือบสิบห้อง ยังไม่นับสวนหย่อมน้อยใหญ่และธารน้ำสายเล็กที่ทอดผ่านลานด้านในอีก เขากล้าพูดมาได้อย่างไรว่าเรือนหลังนี้เล็ก
หากให้นางลงมือทำความสะอาดเพียงลำพัง เกรงว่าทั้งวันก็คงไม่แล้วเสร็จ
ซูอันผลักประตูเข้าไปยังเรือนนอน เครื่องเรือนภายในถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบ นางมิได้นำสิ่งของใดติดตัวมาด้วยแม้แต่เสื้อผ้าสักชุด ทว่าไป๋หรงก็จัดเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมสรรพ
บนโต๊ะเครื่องแป้งมีปิ่นไม้กลมเกลี้ยงที่นางมักใช้ประจำวางอยู่ ในหีบผ้าก็มีอาภรณ์หลายชุดที่ตัดเย็บอย่างประณีต สีสันเรียบง่ายในแบบที่นางชอบ อัดแน่นเต็มหีบ แม้แต่โต๊ะหนังสือก็ถูกจัดวางในตำแหน่งเดียวกับที่นางมักใช้ยามอยู่บ้านไร่
เขารู้ว่านางชอบสิ่งใด ใส่เสื้อผ้าแบบใด
ดูท่า เขาคงวางแผนให้นางมาอยู่ที่นี่ั้แ่แรกแล้วเป็แน่ มิเช่นนั้น ข้าวของคงไม่เพียบพร้อมถึงเพียงนี้
ซูอันเดินสำรวจไปรอบ ๆ เรือน แม้จะไม่มีนางกำนัลคอยเดินติดตามประหนึ่งคุณหนูตระกูลใหญ่ เพราะไป๋หรงกำชับไว้ว่าอย่าได้เข้ามารบกวนนางหากนางไม่ร้องขอ ทว่าการอยู่ลำพังกลางเรือนกว้างขวางเช่นนี้กลับทำให้นางรู้สึกเหงาอย่างประหลาด
หรือนางควรไปอยู่กับไป๋หรงดี
ความคิดนั้นผุดขึ้นมาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะถูกนางปัดทิ้ง
นั่นไม่เป็ผลดีต่อแผนการของเขาแน่
แม้นางไม่รู้ว่าเขากำลังวางแผนการอันใด หรือยังมีเื่ใดปิดบังอีกบ้าง นางสามารถคาดเดาได้แต่เพียงว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองในราชสำนัก
ซูอันถือคติว่า ถ้าไม่รู้ก็ไม่ต้องปวดหัวเพิ่ม ดังนั้นนางจึงไม่ได้ซักไซ้ให้มากความ
นางเดินออกมาจากเรือนนอน เพื่อสำรวจพื้นที่โดยรอบ ถัดจากเรือนนอนเป็ห้องรับรองขนาดกลาง ตรงกลางห้องมีชุดโต๊ะน้ำชาหินอ่อนตั้งอยู่ เรียบหรูและสะอาดตา ถัดจากห้องรับรองจึงเป็ห้องหนังสือ ซูอันผลักประตูเข้าไปสำรวจ ภายในเรียงรายด้วยตำรับยานานาชนิด บางเล่มคล้ายกับที่บิดาเคยมีอยู่ที่บ้าน ทว่ายังมีอีกหลายเล่มที่เนื้อหาละเอียดลึกซึ้งกว่าที่นางเคยอ่านมามาก
ของพวกนี้เขาก็เตรียมไว้ให้นางหรือ ซูอันได้แต่ครุ่นคิด
เรือนแห่งนี้ไม่น่าจะมีหนังสือประเภทนี้ได้ ยิ่งตั้งอยู่ในเขตจวนแม่ทัพ ก็น่าจะเต็มไปด้วยตำราพิชัยยุทธเสียมากกว่า
นางไล่สายตาค้นหาชั้นหนังสืออื่นอยู่นาน แต่ไม่พบตำราการทหารแม้แต่เล่มเดียว สุดท้ายจึงเดินออกมาสำรวจต่อ ยังมีอีกหลายห้องที่ไร้เครื่องเรือน เป็เพียงพื้นที่ว่างเปล่ารอการใช้งาน จนกระทั่งมาถึงส่วนท้ายของเรือน
ซูอันหยุดชะงักเมื่อห้องปรุงอาหารอันโอ่อ่าเผยให้เห็นตรงหน้านาง ด้านในยังมีห้องเก็บวัตถุดิบขนาดใหญ่แยกออกไปอีกส่วนหนึ่ง กลิ่นเครื่องเทศและของแห้งลอยปะปนอยู่ในอากาศ ราวกับเชื้อเชิญให้นางก้าวเข้าไปสำรวจ
วัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารมีมากมายเกินกว่าที่นางเคยเห็นในชีวิต แม้แต่เนื้อสัตว์ราคาแพงก็ยังถูกชำแหละและแขวนเรียงไว้อย่างเป็ระเบียบงดงาม เมื่อเดินลึกเข้าไปนางก็ได้พบกับชั้นวางสมุนไพรนานาชนิด
นั่นทำให้ความทรงจำในวัยเยาว์หวนคืนถึงครั้งที่บิดาสอนเื่สมุนไพรชนิดต่าง ๆ และวันที่นางได้ลองปรุงยาด้วยตนเองเป็ครั้งแรก
สมุนไพรในชั้นวางถูกจัดเรียบร้อยราวมีคนดูแลทุกวัน มีทั้งที่นางคุ้นเคย และบางชนิดที่นางเพิ่งเคยพบเห็นเป็ครั้งแรก
พลันสายตาก็สะดุดเข้ากับเมล็ดบัวอวบสวยบนชั้นวาง ซูอันจึงนึกขึ้นได้ว่าต้องปรุงยาให้ไป๋หรงก่อนอาทิตย์จะลับขอบฟ้า
นับแต่นางมาถึงจวนอ๋องเวลาก็ล่วงเลยไปหลายชั่วยาม บัดนี้ใกล้เข้าสู่ยามเย็นเต็มที
นางคว้าตะกร้าที่วางอยู่ใกล้มือ หยิบเมล็ดบัวหนึ่งกำมือใส่ลงไป ตามด้วยพุทราจีนและเก๋ากี้ที่วางเคียงกันอยู่ สายตาคู่สวยกวาดมองหาดอกไป๋เหอจึงได้พบว่ามันวางห่างจากดอกเก๊กฮวยอยู่สามช่อง นางจึงหยิบมันลงตะกร้าอย่างไม่ลังเล พร้อมทั้งคว้าเห็ดหูหนูขาวที่อยู่ข้างกันมาด้วย
ซูอันถือตะกร้าวัตถุดิบตรงไปที่ครัว จัดการคัดล้างและเตรียมสมุนไพรอย่างคล่องแคล่ว โชคดีที่วัตถุดิบทั้งหมดล้วนเป็ของคุณภาพดี จึงใช้เวลาเตรียมไม่นาน
ครู่ต่อมา นางตั้งเตารอจนน้ำเดือด ก่อนค่อย ๆ ใส่ส่วนผสมลงไปตามลำดับอย่างคุ้นมือ
เพียงชั่วยาม ซุปไป๋เหอก็ถูกจัดแจงลงในชาม เมล็ดบัวอวบอิ่มลอยอยู่ในชาม กลิ่นคล้ายถั่วอ่อน ๆ ผสมกับกลิ่นหอมอ่อนละมุนของดอกไป๋เหอลอยกรุ่นขึ้นมา ชวนให้ลิ้มลองไม่ต่างจากสำรับอาหารในภัตตาคารหรู
ซูอันลองชิมอีกครั้ง ก่อนพยักหน้าอย่างพอใจ ทว่าเมื่อมองออกไปด้านนอกจึงได้เห็นว่าดวงตะวันใกล้จะลับขอบฟ้าเต็มที นางจึงรีบยกถ้วยยาไปยังเรือนของเฉินไป๋หรง
ระหว่างทาง นางพบเพียงทหารเฝ้าประตูไม่กี่นาย ข้ารับใช้คนอื่นกลับไม่มีผ่านมาให้เห็นแม้แต่คนเดียว
นี่มันจวนอ๋อง หรือจวนร้างกันแน่
ตามความคิดของนาง อย่างน้อยควรมีนางกำนัลสักสองสามคนเดินถือสำรับอาหาร หรือกำลังกวาดลานอยู่บ้าง แต่กลับไร้วี่แววของคนเ่าั้ หรือคนเ่าั้หวาดกลัวอ๋องเฉินจนไม่กล้าเข้าใกล้
ความเงียบปกคลุมจวนอันกว้างใหญ่จนนางได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าของตนเองกระทบพื้นหิน
เมื่อเดินมาถึงประตูเรือน ทหารที่ยืนเฝ้าอยู่นายหนึ่งก็ก้าวออกมานำทางนางเข้าไปด้านใน ทว่าปลายทางกลับเป็เรือนรับรองอีกหลังหนึ่ง มิใช่เรือนแรกที่นางเข้าไปพบเขา ทหารนายนั้นเพียงพานางมาส่งหน้าประตู ก่อนจะค้อมศีรษะและถอยกลับไปทันที โดยไม่กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม
ซูอันได้แต่งุนงงกับการกระทำเ่าั้ คนพวกนี้เป็หุ่นไม้หรืออย่างไรกัน
นางละสายตาจากทหารผู้นั้นก่อนจะเดินไปยังหน้าประตูที่เปิดอ้าไว้ ก่อนจะกวาดสายตามองหาร่างที่คุ้นเคย
ห้องนี้เต็มไปด้วยชั้นหนังสือและม้วนคัมภีร์จำนวนมาก แม้จะมีม้วนกระดาษบางส่วนกระจัดกระจายอยู่ตามมุมต่าง ๆ ทว่าก็ยังถูกจัดวางอย่างมีระเบียบ
พลันสายตานางก็ไปสะดุดกับร่างสูงที่นั่งอยู่มุมด้านในสุดของห้อง
ไป๋หรงนั่งอ่านรายงานอยู่ที่โต๊ะหนังสือขนาดใหญ่ กระดาษมากมายวางกองอยู่รอบโต๊ะ ท่วงท่าการนั่ง การขยับกายของเขาไม่เหมือนกับสามีที่นางรู้จัก มันช่างสง่างามและสูงส่ง ราวกับเป็คนละคน
ชายหนุ่มสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวบริเวณหน้าประตูจึงเงยหน้าขึ้นมามอง เมื่อพบว่าเป็หลินซูอัน เขาก็เผยรอยยิ้ม ก่อนทำท่าเชิญให้นางเข้าไป
“อาหยาง นี่ยาของเ้า” นางเอ่ยเรียกเขาด้วยชื่อที่คุ้นเคย พร้อมกับเดินตรงไปหาเขาราวกับลืมไปว่าบุรุษเบื้องหน้าคืออ๋องที่ผู้คนต่างหวาดกลัว
ไป๋หรงหยิบถ้วยยามาจากมือนาง ชายหนุ่มสูดดมกลิ่นหอมอ่อนของดอกไป๋เหอ ก่อนจะค่อย ๆ ยกขึ้นมาจิบ
เมื่อได้ััรสชาติที่คุ้นเคย จึงหลุดรอยยิ้มเล็ก ๆ ออกมาอย่างพอใจ
“นี่ล่ะที่ข้า้า” เขาพึมพำอย่างพอใจ ก่อนจะวางถ้วยยาลงตรงที่ว่างบนโต๊ะ
มือที่เพิ่งว่างพลันคว้าแขนนางไว้ แล้วดึงให้นางลงมานั่งบนตัก
ซูอันเสียหลักเล็กน้อยจากการถูกดึงโดยไม่ได้ตั้งตัว
เหตุใดเขาจึงชอบทำตามอำเภอใจเช่นนี้อยู่เรื่อย ไม่สั่งสอนสักครั้ง คงไม่มีวันเข็ดหลาบเป็แน่
นางอยากหยิกลงโทษไอ้หมาบ้านี่แทบขาดใจ หากไม่ใช่เพราะแขนแกร่งที่โอบรัดนางไว้จนนางไม่สามารถขยับได้ดั่งใจนึก
“พรุ่งนี้โจวหยวนไฉ่มีงานเลี้ยงฉลองอายุครบห้าสิบปี ข้าต้องไปร่วมงาน” ไป๋หรงเอ่ยอย่างช้า ๆ พลางเชยคางนางขึ้นมา
“เ้าไปกับข้าได้หรือไม่”
โจวหยวนไฉ่ หรือเสนาบดีโจว คนสนิทของอดีตฮ่องเต้ ผู้มากความสามารถในการบริหารราชการ แม้อำนาจจะลดลงจากแต่ก่อน แต่ก็ยังนับเป็บุคคลสำคัญในราชสำนัก ชื่อนี้นางเคยได้ยินมาบ้าง เป็บุคคลสำคัญที่ผู้คนกล่าวถึงเสมอ อำนาจของเขาบางครั้งถึงกับทำให้ฮ่องเต้ต้องยอมจำนน
“ให้ข้าไปจะประโยชน์อันใด” ซูอันขมวดคิ้ว นางไม่เข้าใจว่าจำเป็ต้องพานางไปด้วยหรือ
“มีสิ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ข้ามักไปงานโดยไม่มีสาวใช้ข้างกาย ถ้าเสนาบดีโจวเห็นว่าข้ายังไม่หารับนางกำนัลสักคน เขาคงจัดหามาให้ข้าอีกหลายคนเป็แน่”
นางเข้าใจความหมายที่เขา้าจะสื่อทันที
ผู้อื่นย่อมมองว่าอ๋องเฉินใกล้จะย่างเข้าวัยสามสิบแล้ว ยังมิได้แต่งงาน ผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดจึงอยากหาคู่ครองให้ แม้เป็เพียงนางกำนัลก็ยังดี อย่างไรเสียเขาก็เป็บุรุษ มิใช่ท่อนไม้ที่แข็งทื่อไร้ความรู้สึก
พลันหัวใจซูอันกระตุกวูบโดยไม่ทันตั้งตัว ความรู้สึกแปลกประหลาดก่อตัวขึ้นในอก คล้ายก้อนบางอย่างที่ทั้งหนักและอึดอัดจนหายใจไม่ทั่วท้อง
เมื่อเห็นทางท่าทีกระวนกระวายเล็ก ๆ ของนาง เขาจึงเอ่ยต่อคล้ายจงใจยั่ว
“อีกอย่าง หากเขาเห็นว่าข้ามากับสตรี ก็คงไม่พยายามจับคู่ข้ากับคุณหนูตระกูลใดเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะลูกสาวของเขา”
สีหน้าหงุดหงิดเริ่มชัดขึ้นบนใบหน้างาม ไป๋หรงเห็นเช่นนั้นก็อดยกยิ้มขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
“เขามักเล่าให้ฟังเสมอว่านางงดงามยิ่งนัก เหมาะสมกับตำแหน่งชายาอ๋องเป็ที่สุด” ไป๋หรงกล่าวอย่างไม่ยี่หระ
“อย่างไรเสีย ตำแหน่งชายาอ๋องก็ไม่อาจเว้นว่างนานนัก”
เขากล้าพูดเื่นี้กับนางหน้าตาเฉยเช่นนี้ได้อย่างไรกัน
“เ้ากล้าหรือ อาหยาง” นางมองเขาอย่างแข็งกร้าว
ไป๋หรงหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะโน้มตัวลงมาจุมพิตอย่างแ่เบา
“ข้ามีเ้าเพียงคนเดียว อันอัน” เขากล่าวเรียบ ๆ ทว่าใบหน้าของนางกลับแดงเรื่อ ด้วยความเขินอายหรือความโกรธ แม้แต่นางเองก็ไม่อาจแน่ใจ
เพื่อไม่ให้ความคิดเลยเถิด นางจึงเอ่ยเสียงแข็งกลบเกลื่อน “ตกลง พรุ่งนี้ข้าจะไปกับเ้า”
ไป๋หรงยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะ เขารู้ว่านาง้าตัดไฟั้แ่ต้นลม มิเช่นนั้นนางคงไม่ยอมไปเป็แน่
