วันถัดมา หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยอารมณ์แจ่มใส เดินจูงมือกันออกจากบ้าน
พอเห็นพวกเขาออกมาจากค่ายกลป้องกัน จางเหอที่มาที่แห่งนี้หลายครั้งก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ศิษย์น้องหลิ่ว ศิษย์น้องเฉียว พวกเ้าออกมากันเสียที ข้ามาหาพวกเ้าอยู่หลายครั้ง แต่ทุกครั้งกลับไม่พบผู้ใดเลย!” จางเหอบอกอย่างจนปัญญา
“ศิษย์พี่จาง อาจารย์ตามหาข้าหรือ?” หลิ่วเทียนฉีเห็นจางเหอมาก็เข้าใจโดยพลัน อีกฝ่ายถูกอู๋ฉิงส่งมาแน่นอน
“ใช่แล้ว อาจารย์ใหญ่ให้เ้าไปพบทันทีหลังเลิกเก็บตัว อีกอย่าง สิบวันให้หลังเป็วันแข่งขันครั้งใหญ่ของวิทยาลัยเซิ่งตู ศิษย์น้องคนหนึ่งเป็ผู้ใช้ยันต์ขั้นสาม ส่วนอีกคนมีพลังระดับสร้างรากฐาน่ปลาย จึงอยู่ในรายชื่อเข้าร่วมการแข่งขันอย่างไงล่ะ” จางเหอมองทั้งสองคนพลางเอ่ยอย่างตั้งใจ
“แข่งขัน? แข่งขันอะไรหรือ?” เฉียวรุ่ยมองจางเหอก่อนถามด้วยสีหน้าสงสัย
“ศิษย์พี่จาง รบกวนท่านบอกเื่การแข่งขันให้เสี่ยวรุ่ยอย่างละเอียดสักหน่อย ข้าขอไปคารวะอาจารย์ก่อน” หลิ่วเทียนฉีประสานมือให้จางเหอพลางบอก แล้วหมุนตัวจากไป
“ได้!” จางเหอพยักหน้ารับคำ
.........
เมื่อมาถึงเรือนของอู๋ฉิง หลิ่วเทียนฉีเดินมาตรงหน้าเขาอย่างนอบน้อม ก้มศีรษะต่ำคำนับ “ศิษย์คารวะท่านอาจารย์!”
อู๋ฉิงเห็นเขามาก็พยักหน้าน้อยๆ “ในที่สุดเ้าก็เลิกเก็บตัวฝึกฝน!”
ก่อนหน้านี้หลังการแต่งงาน เทียนฉีเก็บตัวฝึกฝนกับเฉียวรุ่ยหนึ่งปี คิดไม่ถึงว่าหลังเลิกเก็บตัวฝึกฝน เทียนฉีจะเก็บตัวอยู่ที่บ้านอีกสามเดือนกว่า เื่นี้ทำให้อู๋ฉิงร้อนใจอย่างยิ่ง หากเทียนฉีไม่เลิกเก็บตัวอีก เขาคงต้องทำลายค่ายกลป้องกันที่ประตูบ้านอีกฝ่ายแล้วหิ้วร่างออกมาตรงๆ
“ทำให้อาจารย์ต้องเป็ห่วงศิษย์ ศิษย์ช่างอกตัญญูนัก!” หลิ่วเทียนฉีก้มศีรษะ เอ่ยอย่างนอบน้อม
“นั่งลงก่อนเถิด อาจารย์มีเื่อยากคุยกับเ้า!”
“ขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีขานรับ นั่งลงข้างกายอู๋ฉิงอย่างเคารพ
“แคว้นจินอวี่ แคว้นอูเอ่อร์ แคว้นหลันสุ่ยและแคว้นเทียนโยว สี่แคว้นนี้มีแดนลับแห่งหนึ่งร่วมกันอยู่ นั่นคือแดนลับเหิงอวี้ที่จะเปิดออกทุกหนึ่งร้อยปี ที่พูดว่าแดนลับแห่งนี้มีสี่แคว้นร่วมกัน นั่นก็เพราะทุกร้อยปีที่แดนลับเปิดออกหนึ่งครั้ง สถานที่ที่เปิดออกมักไม่เหมือนกัน บางครั้งที่แคว้นอูเอ่อร์ บางครั้งที่แคว้นเทียนโยวหรือบางครั้งที่แคว้นหลันสุ่ย ซึ่งครั้งนี้ ตามที่นักทำนายได้เสี่ยงทายไว้ แดนลับอาจเปิดออกที่แคว้นจินอวี่ของเรา” อู่ฉิงมองหลิ่วเทียนฉีพลางเอ่ยทีละคำทีอย่างตั้งใจ
“ไม่ทราบว่าแดนลับที่อาจารย์พูดถึงเป็แดนลับอะไรหรือขอรับ? แล้วต้องทำอย่างไรถึงจะเข้าแดนลับนี้ได้?” หลิ่วเทียนฉีมองอู๋ฉิงก่อนถามเสียงเบา
“แดนลับเหิงอวี้คือแดนลับมหัศจรรย์แห่งหนึ่ง ทุกหนึ่งร้อยปีจะเปิดออกหนึ่งครั้ง ผู้ที่เข้าไปในแดนลับต้องมีพลังระดับสร้างรากฐาน ผู้ที่ระดับดวงปราณไม่อาจเข้าได้ จำนวนคนที่เข้าไปในแต่ละครั้งมีเพียงเจ็ดสิบคน”
“จำนวนเจ็ดสิบคนกับสี่แคว้นแบ่งกัน ถ้าเช่นนั้น แต่ละแคว้นเข้าได้เพียงสิบกว่าคนหรือขอรับ?”
“ถูก จำนวนคนในแต่ละแคว้นแบ่งได้ไม่มากนัก และบรรทัดฐานการจัดสรรจำนวนคนแต่ละครั้งมักใช้การแข่งขันตัดสิน ก่อนอื่น วิทยาลัยเซิ่งตูของพวกเราจะจัดการแข่งขันในวิทยาลัย ศิษย์ที่ได้อันดับหนึ่งกับอันดับสองในแต่ละวิทยาลัยจะได้รับสิทธิเข้าร่วมการแข่งขันจตุรแคว้น หากได้ชัยชนะในการแข่ง คนหนึ่งจะได้รับสิทธิจำนวนห้าคน ห้าคนนี้นอกจากผู้ชนะการแข่งขันจตุรแคว้น วิทยาลัยยังจะให้อีกหนึ่งสิทธิ์เป็รางวัลแก่ผู้ชนะ อีกสามสิทธิ์ที่เหลือแล้วแต่วิทยาลัยจะส่ง” อู๋ฉิงมองศิษย์ของตนพลางเล่าอย่างละเอียด
“หรือก็คือ หากข้าชนะการแข่งขันจตุรแคว้น ไม่เพียงตัวข้าจะได้เข้าไปในแดนลับ แต่ข้ายังพาเสี่ยวรุ่ยเข้าไปในแดนลับด้วยได้ ใช่ไหมขอรับ?”
“ถูกต้อง ศิษย์ที่ชนะการแข่งขันจะได้รับสองสิทธิ์!”
“ขอรับ ศิษย์เข้าใจแล้ว!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้ารับ
“เทียนฉี เ้าร่ำเรียนวิชากับข้ามาหกปี พร์กับความสามารถของเ้าล้วนดียิ่งนัก ฉะนั้น ในการแข่งขันครั้งนี้ ข้าเชื่อมั่นในตัวเ้า เ้าต้องพยายามเข้าล่ะ!”
“ท่านอาจารย์โปรดวางใจ ศิษย์จักทุ่มเทเต็มกำลังขอรับ!”
“ดี กลับไปเตรียมตัวสักหน่อย หากมีสิ่งใดไม่รู้หรือไม่เข้าใจก็มาถามข้าได้อีก!”
“ขอรับ ศิษย์ขอตัว!” หลิ่วเทียนฉีค้อมกาย รีบคำนับจากไป
อู๋ฉิงมองแผ่นหลังของศิษย์พลางหรี่ตาลง หวังว่าคราวนี้เทียนฉีจะคว้าที่หนึ่ง แย่งสิทธิการเข้าแดนลับมาได้!
.........
เมื่อหลิ่วเทียนฉีกลับมาถึงบ้าน เป็เวลาเดียวกับที่เฉียวรุ่ยรู้เื่แดนลับกับการแข่งขันเรียบร้อย
“เทียนฉี ศิษย์พี่จางบอกว่า มีแดนลับที่ไหนสักแห่งกำลังจะเปิดออก คนของแคว้นอื่นจะมาที่วิทยาลัยของพวกเรา โดยมาแข่งขันเพื่อแย่งสิทธิ์ แต่ก่อนหน้านั้น ในวิทยาลัยจะจัดการแข่งขันเพื่อคัดเลือกศิษย์สองคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดของแต่ละวิทยาลัยมาเข้าร่วมการแข่งขันด้วย”
ได้ยินคำพูดของคนรัก หลิ่วเทียนฉีก็พยักหน้าแล้วตอบกลับ “เื่แดนลับเหิงอวี้ อาจารย์บอกข้าแล้ว การแข่งขันของแต่ละวิทยาลัยจะถูกจัดขึ้นอีกสิบวันให้หลัง”
“ถ้าอย่างนั้น แล้วเ้ามั่นใจไหม?” เฉียวรุ่ยมองคนรักพลางถามจริงจัง
“แน่นอน ไม่เพียงชนะการแข่งขันของวิทยาลัย แต่ต้องชนะในการแข่งขันจตุรแคว้นด้วย ข้าจะพาเ้าเข้าไปในแดนลับเหิงอวี้ให้ได้!” หลิ่วเทียนฉีจับมือคนรัก ลั่นวาจาเป็มั่นเป็เหมาะ
“อืม ข้าก็จะพยายาม จะแย่งชิงเป็สองอันดับแรกเพื่อได้สิทธิเข้าร่วมการแข่งขันจตุรแคว้นให้ได้!”
หลิ่วเทียนฉีเห็นท่าทางตั้งใจของคนรักก็ยิ้มอ่อนโยน “พยายามให้ถึงที่สุดก็พอ!”
หลิ่วเทียนฉีรู้ชัด แม้ตอนนี้คนรักจะมีพลังระดับสร้างรากฐาน่ปลาย แต่พลังเท่านี้ในวิทยาลัยยุทธ์ที่ผู้คนล้วนมีพร์เบียดเสียดกันถือว่าดีอยู่ แม้ไม่ดีที่สุดก็ตาม เพราะอย่างนั้น การที่เสี่ยวรุ่ยจะคว้าลำดับที่หนึ่งหรือสองคงลำบากมิใช่น้อย
“อืม!”
หลังรับรู้ข่าวการแข่งขันในวิทยาลัย พวกเขาเริ่มเตรียมรับศึกอย่างกระตือรือร้น ทุกวันหลิ่วเทียนฉีมักอยู่บ้าน ฝึกฝีมือวาดยันต์โจมตีกับยันต์ป้องกันจำนวนมาก ส่วนเฉียวรุ่ยไปวิทยาลัยยุทธ์ หาคู่ต่อสู้และท้าประลอง ใช้การต่อสู้ในการฝึกฝนเพื่อยกระดับการต่อสู้ของตนเอง
ระหว่างนั้น ทั้งสองคนได้รับข่าวจากหลิ่วเหอ จึงลาครึ่งวันไปร่วมพิธีแต่งงานของหลิ่วเหอกับหวังอันหยางโดยเฉพาะ หลังจากนั้นก็ไม่ออกจากวิทยาลัย จดจ่อกับการเตรียมพร้อมรับศึกอยู่ตลอด
.........
สิบวันให้หลัง
วันแรกเป็การแข่งขันของวิทยาลัยกระบี่ เวลาเช้าตรู่ ศิษย์ของวิทยาลัยอื่นพากันเดินทางมารอชมการแข่งขันอันน่าตื่นตานี้
หลิ่วเทียนฉีจูงมือเฉียวรุ่ยพาคนรักมาชมด้วย ในนิยายต้นฉบับบอกว่าผู้ที่ได้ชัยชนะของวิทยาลัยกระบี่คือหลันอวี่ิกับอวี๋ชิงโยว ไม่รู้คราวนี้จะเปลี่ยนแปลงบ้างหรือไม่
“เทียนฉี เฉียวรุ่ย พวกเ้าก็มาแล้วหรือ?” ต่งเฟิงเดินเข้ามาพลางหัวเราะ ก่อนถาม
“ใช่แล้ว มาดูเื่สนุกน่ะ!”
“วิทยาลัยกระบี่ของวิทยาลัยเซิ่งตูน่ะยอดฝีมือดุจเมฆเชียวนะ การแข่งขันวิชากระบี่เป็อะไรที่น่าดูที่สุด!” เมิ่งเฟยบอกพลางเดินมาด้วยกันกับจงหลิง
“ศิษย์พี่เมิ่ง ศิษย์พี่จง!” หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยรีบค้อมศีรษะทักทาย
“พวกเ้าสองสามีภรรยาแต่งงานกันเสร็จก็เก็บตัวฝึกฝนมาหนึ่งปีกว่า พลังเพิ่มขึ้นเร็วพอตัวเชียวนะ!” จงหลิงมองคู่สามีภรรยาพลางยิ้มบอก
“ศิษย์พี่จงชมเกินไปแล้ว!” หลิ่วเทียนฉีก้มศีรษะน้อยๆ เอ่ยอย่างถ่อมตัว
“ศิษย์น้องหลิ่ว ศิษย์น้องเฉียว พวกเ้า พวกเ้า?” สายตาของจงหลิงกวาดไปกวาดมาบนร่างทั้งคู่ ใบหน้างุนงงเล็กน้อย
“ศิษย์พี่จง พวกเรา พวกเราทำไมหรือ?” เฉียวรุ่ยมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ
“ศิษย์น้องทั้งสอง พวกเ้าผูกพันธสัญญากันแล้วใช่หรือไม่?” จงหลิงมองเฉียวรุ่ย ถามอย่างไม่มั่นใจ
“ไม่ผิดหรอก พวกเราผูกพันธสัญญาคู่ชีวิตกันแล้ว!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางจับมือเฉียวรุ่ยขึ้นมาอย่างเป็ธรรมชาติ
ได้ยินคนรักเอ่ยเื่นี้ ใบหน้าเฉียวรุ่ยแดงเล็กน้อย
“โอ้ ถึงกับผูกพันธสัญญากันแล้วหรือ พวกเ้าสองคนช่างรวดเร็วจริงนะ!” เมิ่งเฟยกะพริบตาด้วยความตะลึง
“เทียนฉี ข้าว่าเ้าบุ่มบ่ามไปกระมัง? หากหลังจากนี้เฉียวรุ่ยใช้ความรุนแรงกับเ้า กระทั่งเปลี่ยนผู้อื่นก็ทำไม่ได้แล้วนะ แล้วจะทำอย่างไรดีเล่า?” ต่งเฟิงพูดจบ อดเป็ห่วงหลิ่วเทียนฉีขึ้นมาไม่ได้
“ต่งเฟิง เ้าพูดอะไรน่ะ?” เฉียวรุ่ยถลึงตา มองอีกฝ่ายอย่างไม่สบอารมณ์
“เฮอะๆๆ...” พอถูกเฉียวรุ่ยถลึงตาใส่ ต่งเฟิงก็รีบยิ้มประจบ
“บุ่มบ่ามหรือ? ข้ากลับคิดว่าเป็เช่นนี้ยิ่งดีนัก ไม่ต้องมากังวลว่าเสี่ยวรุ่ยจะถูกแย่งชิงไป!” หลิ่วเทียนฉีพูดเหมือนเป็เื่ถูกต้องที่สุด
“ใช่ ใช่แล้ว!” ต่งเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย แต่ในใจคิด ‘เฉียวรุ่ยน่ะนะ เ้าคนป่าเถื่อน ทั้งยังขี้เหนียวเช่นนั้น ข้าว่าคงไม่มีใครอยากแย่งเ้าหรอก พี่ชาย ข้าว่าเ้าคิดมากเกินไปกระมัง!’
“หลิ่วเทียนฉี เ้าช่างเป็ตัวเลือกสามีที่หาได้น้อยเสียจริง!” อย่างไร บุรุษที่ยินดีผูกพันธสัญญาคู่ชีวิตก็น้อยลงขึ้นทุกที!
“ศิษย์พี่เมิ่ง ข้ากับเทียนฉีผูกพันธสัญญากันแล้วนะ!” เฉียวรุ่ยกอดแขนหลิ่วเทียนฉี ว่าอย่างหนักแน่น
“รู้แล้วน่า ข้าไม่แย่งเ้าหรอก ใต้หล้านี้ใช่ว่ามีหลิ่วเทียนฉีเป็ผู้ชายคนเดียวสักหน่อย เ้าต้องระแวงข้าปานนั้นไหม?” เมิ่งเฟยถลึงตา บ่นอย่างไม่พอใจ
“ฮ่าๆๆ...” ทุกคนเห็นท่าทางขุ่นเคืองของเมิ่งเฟยก็ระบายยิ้มอย่างอ่อนโยน
“เอาล่ะทุกคน อย่าล้อศิษย์น้องหลิ่วกับศิษย์น้องเฉียวอีกเลย การแข่งขันกำลังจะเริ่มแล้ว!” จงหลิงบอก
ทุกคนพยักหน้ารับ ก่อนมองไปยังเวทีประลองสิบเวทีที่อยู่เบื้องหน้า
อาจารย์ใหญ่เคราแพะก้าวเดินขึ้นไปอยู่ตรงกลางของเวทีประลอง
“วันนี้เป็การแข่งขันของวิทยาลัยกระบี่ ขอเพียงเป็ศิษย์วิทยาลัยกระบี่ของข้า เป็ศิษย์ที่พลังบรรลุถึงระดับสร้างรากฐาน่ปลายหรือเหนือกว่าระดับสร้างรากฐาน่ปลายล้วนเข้าร่วมการแข่งขันได้ กฎการแข่งขันคือใช้วิชากระบี่ต่อสู้ ไม่อนุญาตให้ใช้ยันต์วิเศษหรืออุปกรณ์อาคมใดทั้งสิ้น บัดนี้ เริ่มการแข่งขันได้!” พูดจบ อาจารย์ใหญ่เคราแพะลอยลงจากเวที
“มีแต่ระดับสร้างรากฐาน่ปลายกับขีดสุดระดับสร้างรากฐานถึงเข้าร่วมการแข่งขันได้ เงื่อนไขไม่เข้มงวดเกินไปหรือ?” เฉียวรุ่ยมองศิษย์พี่ที่สู้กันอยู่บนเวทีพลางพึมพำเสียงเบา
“ศิษย์น้องเฉียวอาจไม่รู้ วิทยาลัยกระบี่มีศิษย์สี่พันกว่าคน แค่ศิษย์ระดับสร้างรากฐาน่ปลายกับขีดสุดระดับสร้างรากฐานก็มีตั้งห้าหกสิบคนเชียวนะ? ที่อาจารย์อาจ้าวตั้งเงื่อนไขเื่พลัง คงเพราะ้าให้คัดเลือกเสร็จในวันเดียว ไม่ต้องใช้เวลานาน!” จงหลิงมองเฉียวรุ่ยแล้วอธิบายอย่างตั้งใจ
“อ้อ เป็เช่นนี้เอง! ถ้าเช่นนั้น ศิษย์พี่ผู้ร้ายกาจของวิทยาลัยกระบี่ก็มีอยู่มากเสียจริง!” เฉียวรุ่ยพยักหน้ารับ
