“ทุกคนจึงพุ่งเป้ามายังข้า”
“ฟางซิน”
หยางเซิงไต้ซือร้องขึ้นเมื่อเห็นว่าฟางซินกำลังจะหันหลังกลับออกไปจากอาราม นางหยุดชะงักแต่ไม่ยอมหันกลับไปมองไต้ซือเฒ่ากระทั่งเขากล่าวขึ้น
“ข้ารู้ว่าตอนนี้เ้ากำลังฝึกปรือวรยุทธจากคัมภีร์เฟิงเหลยในขั้นสูงแล้ว แต่ก็ยังมิสูงสุด ข้าเพียงอยากเตือนเ้าว่ามันเป็คัมภีร์อันเยี่ยมยอดอย่างยากจะหาใดเปรียบและเป็คัมภีร์อันตรายอย่างที่มิอาจมีวิทยายุทธใดเทียบเช่นกัน เพราะหากเ้าฝึกสำเร็จในขั้นสุดท้ายอาจถูกอำนาจฝ่ายต่ำครอบงำ และเ้ามิอาจหยุดการฝึกได้กลางคันหากก้าวสู่ขั้นสุดยอด เพราะหากเ้าหยุดมันกายเ้าจะถูกพลังแห่งจักรวาลภายในทะลุทะลวงตัวเองจนลมปราณแตกซ่าน และที่สำคัญ...”
ไต้ซือเฒ่าหยุดคำกล่าวไว้ชั่วลมหายใจ
“ฟางซิน...เ้ามิอาจมีความรักได้ เพราะผู้ที่จะสำเร็จคัมภีร์เฟิงเหลยคือผู้ที่ต้องรักษาพรหมจรรย์ หากวันใดที่เ้าสูญเสียมันไปนั่นหมายความว่าเ้าต้องสูญสิ้นกำลังภายใน วรยุทธที่เ้าฝึกฝนและสั่งสมทั้งหมดมีค่าแค่หนึ่งลมหายใจของเ้าเท่านั้น”
“ข้าไม่มีความรัก...จักไม่มี...ตลอดชีวิต”
จบคำของนางประตูอารามก็เปิดออกด้วยกำลังลมปราณกล้าแข็ง ฟางซินก้าวออกไปอย่างเชื่องช้าราวกลีบดอกไม้ปลิดปลิวลิ่วไปตามสายลมก่อนประตูปิดลง ด้านหน้าอารามเล็กนั้นมีใครอีกคนยืนรออยู่ด้วยความสงบ เหมยเหม่ย ในชุดรัดรึงสีแดงดังจอมยุทธหญิงคือผู้ติดตามใกล้ชิด นางก้มศีรษะลง
“ท่านประมุข...เสร็จธุระของท่านแล้วจะกลับวังบุปผา์เลยหรือไม่”
“ยังก่อน”
เหมยเหม่ยช้อนตาขึ้นมองประมุขพรรคบุปผาสรรค์และเห็นความแปลกประหลาดเมื่อนางถอดเสื้อคลุมสีแดงชั้นนอกออกเหลือเพียงเสื้อคลุมสีขาวห่อหุ้มเสื้อสีแดงด้านในก่อนตามด้วยเครื่องประดับผมเป็ปิ่นปักดอกไม้ขนาดใหญ่ยื่นให้ผู้ติดตามคนสนิท เหมยเหม่ยรับมันไว้และก้มหน้าลงอีกครั้ง
“ท่านประมุขคะ”
“เ้ากลับไปยังสำนัก ส่วนข้าจะเข้าไปในหมู่บ้าน”
“แต่...ท่านประมุข ท่านจะไปคนเดียวหรือคะ”
“ข้าจะไปสืบเื่การตายของคนจากวังหลวง มีคนป้ายสีว่าข้าเป็คนปลิดชีพคนพวกนั้น หากรู้ว่าเป็ผู้ใดข้าจักไม่เก็บมันไว้ให้เป็ขวากหนามของพรรคเรา”
“แต่ตอนนี้ท่านยังอยู่ใน่เวลาของการฝึกวรยุทธขั้นสุดท้ายนี่ไม่ใช่หรือคะ”
“ข้าจะรีบกลับไปให้เร็วที่สุด อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่ราตรี”
“แล้วจะให้ข้าเรียนต่อท่านเพ่ยหลินว่าเช่นไร”
“บอกเพียงว่าข้ามีธุระสำคัญที่ต้องสะสาง...เ้าไปได้แล้ว”
สิ้นคำสั่งเหมยเหม่ยก็ค้อมศีรษะลงอีกครั้งโดยไม่ตั้งคำถามใดก่อนจะใช้วิชาตัวเบาลอยละลิ่วข้ามหลังคาอารามวัดหายไปในเงามืดใต้แสงจันทร์เสี้ยว ฟางซินก้มมองตัวเองที่บัดนี้เหลือเพียงชุดเสมือนหญิงสาวชาวบ้านธรรมดา เรือนผมยาวเงางามดำขลับมุ่นไว้เหนือศีรษะปราศจากเครื่องประดับอลังการอย่างประมุขพรรคมาร นางหันกลับไปมองอารามเล็กก่อนก้าวลงไปตามทางเดินลาดชันของหุบเขาในหมู่เมฆเพื่อมุ่งหน้าตรงไปยังหมู่บ้านด้านล่าง
*************************
“ท่านแม่ทัพเฉิง...ข้าเห็นแสงคบเพลิงอยู่ไม่ไกล เราเดินทางจวนถึงหมู่บ้านแล้วขอรับ”
หวังซื่ออยู่บนหลังม้ารีบหันไปรายงานต่อบุรุษร่างสูงบนหลังอาชาสีเผือกซึ่งอยู่ในชุดดำโพกผ้าบนศีรษะและใบหน้ามิดชิดเห็นแต่ดวงตาดำยาวรี่องประกายเมื่อเห็นแสงไฟส่องสว่างอยู่ไม่ไกลตามคำบอกกล่าว
“รีบไปกันเถิดท่านแม่ทัพเฉิง จากนี้ไม่ไกลเราก็จะถึงหมู่บ้านแล้ว”
“หวังซื่อ”
เฉิงจิ้นเหอส่งเสียงก่อนบังคับม้าคู่ใจให้หยุดนิ่งและเปิดผ้าปิดใบหน้าหล่อเหลาราวเทพออก หวังซื่อบังคับม้าให้หยุดตาม
“มีอะไรหรือท่านแม่ทัพ”
“ข้าเพียงอยากเตือนเ้าว่าอย่าได้กล่าวถึงยศชั้นตำแหน่งของข้าเมื่อเข้าไปในหมู่บ้าน เวลานี้ข้ามิใช่แม่ทัพ ขุนศึกแห่งองค์จักรพรรดิ์ เป็เพียงชาวบ้านธรรมดาที่มาจากหมู่บ้านอื่นนามว่าจิ้นเหอ”
“ต้อขออภัยขอรับ ท่านเฉิงเตือนข้าหลายหนแต่ข้าก็ยังเผลอตัว”
“และตอนนี้เ้าก็คือหวังซื่อ สหายของข้า อย่าได้ลืมว่าเรามายังหมู่บ้านใกล้เขตหวงซานเพื่อจุดประสงค์อันใด”
“ไม่ลืมขอรับ ว่าเรามาที่นี่ก็เพื่อตามล่าฆาตกรฆ่าคนในวังหลวงที่เดินทางมายังวัดโค้วอิงยี่...เอ้อ...รวมทั้งแม่นางซูฉี คู่หมายของท่าน”
เสียงตอนท้ายของหวังซื่ออ่อนลง หากแต่คำกล่าวนั้นจุดประกายกล้าคมในแววตาของเฉิงจิ้นเหอให้โพลงขึ้นราวเปลวไฟ เขาคือแม่ทัพแห่งวังหลวงผู้ผ่านศึกมานับไม่ถ้วนแม้อายุเพียงสามสิบปี ด้วยวรยุทธและชั้นเชิงการรบกล้าแกร่งหาใครเทียม
ทว่าแม่ทัพผู้เกรียงไกรกลับต้องพบความผิดหวังรุนแรงหลังเดินทางกลับจากการออกศึกปราบชนเผ่าน้อยที่แข็งข้อต่อองค์ซ่งไท่จู่ เมื่อการศึกรวบรวมดินแดนถวายองค์ฮ่องเต้สิ้นสุดลงเฉิงจิ้นเหอกลับได้รับข่าวร้ายว่า เว่ยซูฉี บุตรสาวคนเดียวของอัครเสนาบดีซึ่งเป็คู่หมายของเขาถูกปลิดชีพพร้อมทหารติดตามขณะเดินทางมายังไม่ทันถึงวัดโค้วอิงยี่บนยอดเขางังฮ้วยฮง
มีนายทหารที่รอดชีวิตไปได้เพียงคนเดียวนำความรายงานต่อวังหลวงว่าฆาตกรคือคนจากพรรคมารแห่งเขาหวงซานซึ่งเป็ที่หวั่นเกรงของผู้คนในยุทธภพ นั่นคือ...นางมารหมื่นบุปผา
เฉิงจิ้นเหอเก็บความอาฆาตแค้นและขอพระราชทานพระบรมาานุญาตจากองค์ฮ่องเต้เดินทางมาเพื่อตามล่าคนกระทำความผิดด้วยตัวเองโดยมิได้นำพานายทหารติดตามให้เอิกเกริก มีเพียงหวังซื่อ คนสนิทติดตามมาด้วยเพื่อมิเป็ที่สงสัยแก่คนทั่วไป
เฉิงจิ้นเหอตั้งปณิธานไว้แก่ใจว่าหากพบนางมารผู้เป็ฆาตกรอำมหิตก็จะฆ่านางด้วยมือตัวเอง จักสับร่างของนางเป็หมื่นชิ้นแล้วโยนทิ้งลงในหุบเหวที่ลึกที่สุดบนยอดเขาหวงซานเพื่อให้สมกับความเคียดแค้นที่นางพรากลมหายใจหญิงคนรักไปจากเขา
“ไปกันเถอะจิ้นเหอ”
หวังซื่อรีบชักชวนแต่ก็ต้องชะงักเมื่อแม่ทัพหนุ่มร้องขึ้นว่า
“เดี๋ยวก่อนหวังซื่อ...ข้าเห็นว่าตรงนั้นมีใครยืนอยู่”
“ไหนท่าน?...อา...จริงด้วย”
หวังซื่อชะเง้อมองแล้วดึงบังเหียนบังคับม้าคุ่ใจก้าวตามอาชาของแม่ทัพหนุ่มซึ่งเหยาะย่างล่วงหน้าตรงไปยังแสงที่วาบจากคบฟส่องสว่างในมือของชายสามคนกำลังยืนล้อมหญิงนางหนึ่งตรงกลาง ทั้งหมดหันมาทางคนทั้งสองเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าม้าหยุดลง หนึ่งในชายสามคนจ่อคบเพลิงและหรี่ตามองก่อนคำรามดัง
“พวกเ้าสองคนเป็ใคร หากมิใช่คนแถวนี้ก็จงรีบผ่านไปเสียให้พ้น!”
“แล้วพวกเ้าเล่าเป็ใครกัน ใยจึงยืนล้อมหญิงเพียงคนเดียว”
เฉิงจิ้นเหอะโถามกลับอย่างไม่กลัวเกรงยังความไม่พอใจแก่หนุ่มวัยฉกรรจ์ทั้งสาม
“ไม่ใช่เื่ของเ้าอย่ามายุ่งย่ามจะดีกว่า ถ้าไม่อยากถูกฆ่ายามวิกาลโดยมิมีผู้รู้เห็นก็จงไปซะ!
“แสดงว่าพวกเ้ากำลังทำเื่ไม่ดีจริง ๆ ด้วย แต่ขอโทษที ข้าล่ะชอบนักกับไอ้การเข้าไปยุ่งย่ามเื่ชาวบ้าน”
“จิ้นเหอ!”
หวังซื่อร้องปรามตัวสั่นเพราะตนเองนั้นไร้วรยุทธ หากไม่ทันเสียแล้วเมื่อแม่ทัพหนุ่มะโลงจากหลังม้า เฉิงจิ้นเหอตวัดผ้าคลุมออกทำให้เห็นรูปร่างสูงใหญ่กำยำในชุดสีดำน่าเกรงขาม ดวงตายาวรีบนใบหน้าหล่อเหลาราวรูปสลักของเทพจ้องคนทั้งสามที่ย่างสามขุมเข้ามาพร้อมกัน
