ท่ามกลางสายตาจับจ้องของผู้คนมากมาย เกี้ยวขนาดใหญ่รูปทรงศาลาที่แบกโดยคนงานแปดคนก็ถูกหามออกมาจากศาลเ้าท่ามกลางเสียงประทัดเซ็งแซ่ ขบวนแห่นั้นยิ่งใหญ่อลังการกว่าขบวนส่งตัวเ้าสาวของตระกูลผู้มั่งคั่งเสียอีก
ภายในศาลา มีหญิงสาวสวมชุดขาวนั่งอยู่ ผมดำขลับแวววาว ผิวพรรณขาวผ่องดุจหยก ใบหน้าอันงดงามทำให้สาวใช้ที่ยืนโปรยดอกไม้อยู่ข้างๆ ดูด้อยค่าไปถนัดตา เพียงแต่แววตาคู่งามนั้นไร้ซึ่งชีวิตชีวา เพียงจ้องมองไปเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอยราวกับหุ่นเชิดที่ไม่ตอบสนองต่อสิ่งรอบข้าง
“อา...” เมื่อซากวงโถวเห็นว่าเป็เสี่ยวอวี้ที่เขาเฝ้าคิดถึงทั้งกลางวันและกลางคืนมาตลอดหลายปี ก็รีบกรูเข้าไปพร้อมกับลูกค้าคนอื่นๆ ที่หลงใหลเสี่ยวอวี้ พวกเขาะโเรียกชื่อนางด้วยความตื่นเต้น
หากเป็เสี่ยวอวี้ในยามปกติ ไม่ว่าจะอารมณ์ไม่ดีเพียงใด เพียงได้ยินใครเรียกชื่อ นางก็จะตอบรับอย่างสุภาพ แต่เสี่ยวอวี้ในวันนี้กลับไม่แม้แต่จะชายตามองพวกเขา ทำให้ทุกคนอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้
ทหารองครักษ์ที่นำขบวนก็รำคาญที่พวกเขามาขวางทาง จึงยกไม้เท้าขึ้นทำท่าจะตีไล่พร้ะโกนว่า “หลีกไป! หลีกไป! หากไปถึงบนเขาไม่ทันเวลา มีปัญหาอะไรขึ้นมา พวกเ้าต้องรับผิดชอบทั้งหมด”
ลูกค้าที่ขวางทางอยู่เกรงว่าจะเดือดร้อนจึงถอยออกไปด้านข้าง แล้วเดินตามเกี้ยวแปดคนหามไปอย่างเงียบๆ อย่างไม่พอใจ
เกี้ยวเคลื่อนผ่านเมืองไปตามท้องถนน มีสาวใช้โปรยดอกไม้และทหารองครักษ์นำขบวนอย่างยิ่งใหญ่ ผู้คนที่มามุงดูมีกว่าร้อยคน มิต่างอะไรกับหางยาวที่ติดตามขบวนแห่ไป
เมื่อชาวเมืองเห็นเสี่ยวอวี้ถูกนำตัวขึ้นเขา พวกเขาไม่เพียงขอบคุณเท่านั้น แต่ยังโล่งใจที่ไม่ใช่ตัวเองอีกด้วย
เมื่อขบวนแห่มาถึงเชิงเขาเซียน ทหารองครักษ์ก็บอกกับลูกค้าที่เดินตามหลังมาว่า “หากขึ้นไปข้างบนอีก ก็จะเป็เส้นทางโบราณบนเขาเซียน ตามกฎแล้วพวกเ้าส่งมาได้แค่ที่นี่เท่านั้น”
ถึงแม้ทุกคนอยากจะส่งพระให้ถึงวัด แต่ไม้เท้าในมือทหารองครักษ์แต่ละคนนั้นใหญ่เท่าข้อมือ พวกเขาจึงเกรงว่าจะโดนตี จึงทำได้เพียงยืนมองเกี้ยวแปดคนหามเสี่ยวอวี้ขึ้นเขา
ถึงแม้ไม่มีสิ่งใดกีดขวางเบื้องหน้า แต่เท้ากลับไม่กล้าก้าวข้ามออกไป
บนเขาเซียนเต็มไปด้วยต้นไม้โบราณและโขดหินแปลกตา คนกลุ่มหนึ่งหามเกี้ยวไปตามเส้นทางคดเคี้ยว ในที่สุดพวกเขาเดินผ่านป่าโบราณมาถึงลานกว้างที่ล้อมรอบด้วยเนินเขาสูงชัน
ตรงกลางลานมีแผ่นหินที่ปกคลุมไปด้วยหญ้า และมีเตียงหินประหลาดวางอยู่ ซึ่งพอที่จะใส่คนหนึ่งคนลงไป
เมื่อหัวหน้าทหารองครักษ์เห็นเตียงหินก็รู้ว่ามาถึงจุดหมายแล้ว จึงส่งสัญญาณให้คนหาม พวกเขารีบวางเกี้ยวหนักลงจากบ่าทันใด
เสี่ยวอวี้ยังคงไร้ปฏิกิริยาใดๆ และยอมให้ทหารองครักษ์อุ้มไปวางบนเตียงโดยไม่ขัดขืน
เมื่อเห็นว่านางยังสาวและงดงามราวกับอาหารอันโอชะ การทิ้งหญิงงามเช่นนี้ไว้บนเขานั้นช่างน่าเสียดายยิ่ง แต่ทหารองครักษ์ก็ไม่กล้าฝ่าฝืนคำสั่งของเซียนจึงกล่าวกับเสี่ยวอวี้ที่นอนอยู่บนเตียงหินด้วยความเสียดายว่า “อย่าได้โทษข้าเลย เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร หากเ้า้าแก้แค้นในภายภาคหน้า ก็ไปหาเ้าเมืองพวกนั้นเถิด ข้าเพียงแต่ทำตามคำสั่งเท่านั้น”
ถึงแม้ปากจะพูดขอความเมตตา แต่เขาก็มัดเสี่ยวอวี้ไว้บนเตียงด้วยเชือกป่านแน่นขนัด เพื่อไม่ให้นางหลบหนีได้แม้จะตื่นขึ้นมา
ระหว่างนั้นเขาเผลอไปััโดนเสี่ยวอวี้ ผิวพรรณของนางนุ่มนวลราวกับไข่ปอกเปลือก ขาวผ่องอมชมพู น่าทะนุถนอมยิ่งนัก ในชั่วขณะนั้นเขาถึงกับลืมเื่สำคัญไป แล้วเผลอไผลจับมือนางขึ้นมานวดคลึงไม่หยุด
ทันใดนั้นทิวทัศน์บนเขาก็พร่ามัว ทุกสิ่งทุกอย่างถูกปกคลุมด้วยหมอกสีขาว
คนงานต่างตกตะลึงพวกเขารู้ดีว่าเมื่อหมอกหนาขึ้น ก็จะไม่สามารถมองเห็นทิศทางได้ แม้แต่นายพรานผู้มากประสบการณ์ก็ยังหลงทางในหมอกและไม่สามารถลงจากเขาได้อีก พวกเขาจึงรีบเร่งทหารองครักษ์ที่ยังคงลูบคลำอยู่ข้างเตียงหินว่า “เร็วเข้า! หมอกลงแล้ว!”
ทหารองครักษ์เงยหน้าขึ้นมองก็เป็เช่นนั้นจริงๆ! เขารีบมัดเสี่ยวอวี้ให้เสร็จ และคิดจะกลับไปตามทางเดิมก่อนที่หมอกจะปกคลุมเขา
ในพริบตาหมอกก็หนาขึ้นเรื่อยๆ เร็วกว่าที่ทหารองครักษ์คิดไว้มาก
เมื่อเขากลับไปหา คนงานก็เร่งให้พวกเขายกเกี้ยวขึ้นมาพร้ะโกนว่า “เร็วเข้า! เร็วเข้า!”
เกี้ยวแปดคนเคลื่อนเข้าไปในหมอกภายใต้การนำของทหารองครักษ์ กลายเป็เงาดำจางๆ เมื่อคนเดินจากไปไกล เงาดำก็ค่อยๆ จางหาย
ทันทีที่พวกเขาจากไป พุ่มไม้ด้านหลังที่คนงานเคยพักก็ส่งเสียงกรอบแกรบ ไม่นานก็มีหัวเล็กๆ โผล่ออกมา เป็เสี่ยวไฉนั่นเอง เขาลอบติดตามมาตลอดทางและเล็งจังหวะนี้เอาไว้
เขาซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ มองไปรอบๆ เมื่อเห็นว่าคนกลุ่มนั้นเดินจากไปไกลแล้ว ก็รีบวิ่งไปยังเตียงหินทันที
เขาใช้มีดสั้นตัดเชือกที่มัดเสี่ยวอวี้ และตบหน้าเบาๆ พร้อมเรียก “ท่านพี่! ตื่นเถิด”
เสี่ยวอวี้ยังคงไม่ขยับเขยื้อน เสี่ยวไฉร้อนใจทันที “หากยายแก่คนนั้นไม่ได้โกหก ยาน่าจะหมดฤทธิ์แล้วสิ”
เนื่องจากหมอกหนาตา ทัศนวิสัยโดยรอบกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว พุ่มไม้ที่เสี่ยวไฉซ่อนตัวอยู่ก็จมหายไปในหมอก
ราวกับมีวงกลมล่องหนกำลังรัดเข้ามาหาพวกเขาทั้งสอง ในฐานะชาวเมืองเซียน เสี่ยวไฉรู้ดีว่าการติดอยู่ในหมอกขาวนั้นมีจุดจบเช่นไร เวลาของพวกเขาทั้งสองเหลือน้อยเต็มทีแล้ว
เสี่ยวไฉร้อนใจมาก ยกนิ้วกดที่หว่างนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ของเสี่ยวอวี้ หวังว่าจะปลุกเสี่ยวอวี้ให้ตื่นขึ้นมาได้ ไม่รู้ว่าเป็เพราะการกดจุดถูกต้อง หรือฤทธิ์ยาหมดลงตามที่หญิงวัยกลางคนกล่าว หลังจากความพยายามของน้องชาย ดวงตาที่ไร้แววก็กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นมา ทั้งร่างดูสดใสไม่เหม่อลอยอีกต่อไป
“เสี่ยวไฉ?”
เมื่อเห็นว่าพี่สาวตื่นขึ้นมาจริงๆ เสี่ยวไฉที่เดิมทีคิดจะเสี่ยงดวงก็ดีใจจนเนื้อเต้น เขาประคองเสี่ยวอวี้ลุกขึ้นนั่งบนเตียงหิน พร้อมกล่าวว่า “ท่านพี่! ในที่สุดพี่ก็ตื่น!”
ฤทธิ์ยาเพิ่งหมด เสี่ยวอวี้จึงสับสนยิ่ง นางเอ่ยถามอย่างงุนงงว่า “ที่นี่ที่ไหน”
“พิธีส่งตัวขึ้นเขาเสร็จสิ้นแล้ว ตอนนี้พวกเราอยู่บนเขาแล้ว!”
“อะไรนะ อยู่บนเขาแล้วหรือ” นางมองไปรอบๆ ที่ถูกหมอกขาวปกคลุม ทิวทัศน์เช่นนี้ นอกจากเขาเซียนแล้วจะเป็ที่ไหนได้อีก
“เซียนนั่นไม่ใช่คนดีอะไรเลย!” เสี่ยวไฉกัดฟันกรอด “ข้าได้ยินกับหู พวกมันส่งพี่ขึ้นเขามาไม่ใช่เพื่อรับใช้ แต่จะใช้พี่ทำเป็ยาต่างหาก! ท่านพี่! สารเลวพวกนี้ไม่คู่ควรให้พี่เสียสละเลย!”
เสี่ยวอวี้เป็ห่วงความปลอดภัยของน้องชาย จึงจับมือเขาก้าวลงจากเตียงหิน “รีบลงจากเขาก่อนเถอะ!”
นี่เป็สิ่งที่เขา้าพอดี สองพี่น้องจับมือกันหลบหนี ไม่นานหลังจากพวกเขาจากไป หมอกขาวก็พวยพุ่งราวกับเกลียวคลื่น และเข้าเขมือบทั้งเตียงหินไป
ตอนแรกทั้งสองคนยังสามารถเดินตามรอยที่คนงานทิ้งไว้เพื่อหาทางลงจากเขาได้ แต่ต่อมาหมอกก็หนาจนมองไม่เห็นแม้แต่ฝ่ามือ หรือหากพยายามหายใจ ก็เผลอสูดเอาไปน้ำเข้าไปมากจนหายใจไม่ออก
เนื่องจากทัศนวิสัยถูกบดบัง และทั้งสองอยู่บนูเาเซียน จึงต้องระมัดระวังทุกย่างก้าว เพราะเกรงว่าจะเผลอเดินไปถึงขอบผาโดยไม่รู้ตัว
เมื่ออยู่ในหมอกเป็เวลานาน ทั้งสองก็หลงทางโดยสิ้นเชิง ในยามที่ไม่รู้จะทำอย่างไร พลันได้ยินเสียงผู้คนดังมาแต่ไกล ทั้งยังเซ็งแซ่นัก ฟังดูแล้วมีราวๆ สิบกว่าคน
เสี่ยวไฉจำเสียงหนึ่งในนั้นได้ว่าเป็องครักษ์ที่นำทาง อีกฝ่ายกำลังบ่นว่าคนงานที่แบกเกี้ยวช้าเกินไป ทำให้เขาหลงทางบนูเา
“ก็พวกเ้านั่นแหละอืดอาดยืดยาด! ตอนนี้พวกเราหลงทางกันหมดแล้ว! พอใจแล้วใช่หรือไม่!” องครักษ์บ่นพึมพำ เหล่าคนงานโกรธแต่ไม่กล้าพูดอะไร พวกเขาแบกเกี้ยวแล้วเดินหาทางลงเขาอย่างเงียบๆ
องครักษ์ยิ่งบ่นยิ่งโมโห แต่ยิ่งบ่น เขากลับไม่รู้สึกร้อนสักนิด แต่กลับหนาวจนตัวสั่น องครักษ์หายใจก็มีควันสีขาวลอยออกมา
“นี่...” องครักษ์ถามเสียงสั่น “พวกเ้าไม่รู้สึกหนาวบ้างหรือ”
คนงานคนหนึ่งคิดจะตอบส่งๆ แต่เมื่อหันกลับมาก็ใร้องลั่นแล้วทรุดลงกับพื้น แม้แต่เกี้ยวก็ไม่แบกแล้ว
คนอื่นๆ อีกเจ็ดคนก็ใ พวกเขาหันกลับมามอง และก็มีปฏิกิริยาไม่ต่างกัน เกี้ยวถูกโยนทิ้งลงกับพื้นอย่างแรง
คนงานทั้งแปดถอยหลังทีละก้าวห่างออกไป เมื่อองครักษ์เห็นว่าทุกคนต่างหวาดกลัวตนเอง เขาก็ร้อนใจถามโดยไม่ทราบสาเหตุ “เป็อะไรไป มีอะไรติดข้าอยู่หรือ”
คนงานไม่ได้ตอบ พวกเขายังคงถอยหลังเช่นเดิม คราวนี้องครักษ์ปะทุความร้อนที่สุมอก เขาร้องอย่างบ้าคลั่ง “บอกข้ามาสิ! เกิดอะไรขึ้น”
คนงานคนหนึ่งใช้นิ้วที่สั่นเทาชี้ไปที่ไหล่ซ้ายขององครักษ์ องครักษ์ก็รู้สึกหนักๆ ที่ไหล่ซ้าย เขาหันไปมอง และเมื่อประจักษ์ต่อความจริง ใบหน้าก็เอ่อล้นไปด้วยความหวาดผวา
“อ๊ากกกกกกก!!!”
เสียงกรีดร้องอันน่าสยดสยองขององครักษ์ดังก้องไปทั่วหมอก สองพี่น้องกอดกันแน่น ไม่ยอมแม้ปล่อยมือ
