อยู่บ้านของจางเจียิมาสองวัน ฮั่วเสี่ยวอี๋ไม่มีท่าทีว่าจะกลับแม้แต่น้อย
แม้เธอจะแย่งช่วยงานทุกอย่าง แต่ฮั่วเสี่ยวเหวินกับจางเจียิมีรายรับแค่น้อยนิด เลี้ยงคนเพิ่มไม่ไหวจริงๆ
จางเจียิรู้ว่าความสัมพันธ์พี่น้องระหว่างพวกเธอค่อนข้างดี ฮั่วเสี่ยวเหวินจะเป็ฝ่ายบอกให้อีกฝ่ายกลับไปไม่ได้ จางเจียิจึงหาโอกาสนัดฮั่วเสี่ยวอี๋ออกมาคุย
“พี่ใหญ่ พี่ก็รู้สถานภาพความเป็อยู่ของบ้านผม…”
จางเจียิยังพูดไม่ทันจบ ฮั่วเสี่ยวอี๋รีบตัดบทเขาว่า “พี่รู้ นายได้เงินเดือนจากการไปทำงานทุกวัน เสี่ยวเหวินได้เงินจากการขายเต้าหู้ เอาแบบนี้ พี่จะช่วยงานที่บ้านพวกเธอ รอได้เงินแล้วค่อยพิจารณาเื่ให้ค่าแรงพี่”
จางเจียิเกือบกระอักเืด้วยความโมโห นี่หล่อนไม่เห็นสภาพความเป็อยู่ของบ้านพวกเขาหรือ? ยังจะให้จ่ายค่าแรงอีก…
แต่อย่างไรอีกฝ่ายก็เป็พี่สาวของฮั่วเสี่ยวเหวิน ไม่ควรขัดแย้งเกินไปนัก เขาได้แค่พูดอย่างอ้อมค้อมว่า “พี่ใหญ่ คือแบบนี้ครับ เงินเดือนที่ผมได้จากโรงงานอิฐน้อยกว่าพนักงานประจำมาก ขนาดทำงานทั้งเดือนยังแทบไม่พอเลี้ยงให้พวกผมสองคนกินอิ่มเลย ส่วนเสี่ยวเหวิน แต่ละวันเธอขายเต้าหู้ได้แค่ไม่กี่หยวน หักต้นทุนแล้วเหลือไม่มาก”
ฮั่วเสี่ยวอี๋เดินมาตบบ่าจางเจียิ ยิ้มแบบพวกพ่อค้าหน้าเืว่า “เจียิ บ้านพี่อยู่บนูเาไม่มีเงินเช่นกัน เราต่างก็เป็ครอบครัวเดียวกัน นายควรช่วยเหลือพี่ถูกหรือไม่”
ที่แท้ก็มาจากบนเขา ในที่สุดจางเจียิก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดอีกฝ่ายไม่ยอมกลับไปสักที หล่อนคงกลัวความยากจนและอยากหาเงินจากบ้านเขาเป็แน่
เมื่อก่อนเคยได้ยินคนเล่าว่าคนที่อยู่บนเขายากจนมาก การคมนาคมไม่สะดวก มีสินค้าอะไรก็ขายไม่ได้ แบบนี้จะเอาเงินมาจากที่ไหน?
จางเจียิรู้ซึ้งที่สุดว่าชีวิตที่ไม่มีเงินเป็อย่างไร แต่จะปล่อยให้ฮั่วเสี่ยวอี๋มาอยู่แบบนี้ก็ไม่ใช่เื่ แค่ตัวเขาเองยังแทบเอาตัวไม่รอดจะเอาอะไรไปดูแลคนอื่น ครั้งก่อนจ่ายเงินค่ารักษาไปไม่น้อย หากต้องมาเลี้ยงคนเพิ่มอีกเสี่ยวเหวินคงไม่มีวันได้ ‘สร้างธุรกิจ’ อะไรนั่น
แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไรฮั่วเสี่ยวอี๋ก็ไม่ยอมฟัง เธอรู้แค่ว่าแต่ละวันฮั่วเสี่ยวเหวินหาเงินได้เยอะมาก และมองว่าพวกเขา ‘ยิ่งมีเงินยิ่งขี้เหนียว’ ด้วยซ้ำ
ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังคุยกัน ฮั่วเสี่ยวเหวินเดินเข้ามาพอดี จางเจียิรีบเปลี่ยนเื่คุย ถามฮั่วเสี่ยวอี๋ว่าสามีของเธอทำงานอะไร
ฮั่วเสี่ยวอี๋เบาใจลงเมื่อเห็นว่าจางเจียิไม่พูดเื่ไล่ตัวเองไปอีก เธอโมโหเดือดดาลขึ้นมาเมื่อพูดถึงสามี “เขาจะทำอะไรได้ ทำได้แค่ทำไร่ทำสวนนั่นแหละ”
ฮั่วเสี่ยวเหวินพูดแทรก “ทำสวนก็ไม่เลวนะคะ อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเื่อาหารการกิน”
“ไม่เลวกับผีน่ะสิ ทำไร่ทำสวนมาครึ่งชีวิตแต่หาเงินได้แค่นั้น ยังคงยากจนข้นแค้นอยู่ดี”
จางเจียิเห็นฮั่วเสี่ยวเหวินสวมชุดที่ค่อนข้างใหม่และมีท่าทีเร่งรีบเหมือนจะออกจากบ้านจึงถาม “เสี่ยวเหวิน เธอจะไปข้างนอกหรือ?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินพยักหน้า “ไม่เจอพี่รองนานแล้ว อยากไปเชิญมาคุยที่บ้าน พี่ใหญ่อุตส่าห์แวะมาทั้งที”
หลังจากช่วยให้ฮั่วเสี่ยวเหวินหนีออกจากบ้านฮั่วเมื่อคราวนั้นได้ ฮั่วเสี่ยวเจียก็ไม่ได้มาหาอีกเลย เธอรู้สึกคิดถึงพี่สาวคนรองผู้ใจดีคนนี้มาก
เมื่อได้ยินว่าฮั่วเสี่ยวเหวินจะไปบ้านพี่สาวคนรอง ฮั่วเสี่ยวอี๋เกิดความสนใจขึ้นมาทันที บอกว่าไม่ได้เจอน้องรองมานานมากแล้วเช่นกัน ร้องขอตามไปด้วย
ตอนแรกฮั่วเสี่ยวเหวินเกลี้ยกล่อมว่าระยะทางไกลขนาดนี้ ตัวเองไปคนเดียวก็พอ แต่ฮั่วเสี่ยวอี๋ยืนยันจะไปด้วยให้ได้อย่างผิดปกติ ฮั่วเสี่ยวเหวินจนปัญญา บอกว่าขอแค่เธอไม่กลัวเหนื่อย ฮั่วเสี่ยวเหวินย่อมไม่ว่าอะไร
หากมีจีพีเอสในโทรศัพท์มือถือช่วยนำทางคงสะดวกกว่านี้ ต่อให้อยู่ห่างออกไปถึงสองหมู่บ้านระบบก็ช่วยคำนวณเส้นทางให้ไปถึงโดยเร็วที่สุดได้
เฮ้อ ฮั่วเสี่ยวเหวินถอนหายใจด้วยความเหนื่อยใจ ต้องคอยถามทางทุกครั้งเวลามายังสถานที่ใหม่ ถามจนเธอเริ่มรู้สึกชินแล้ว
ฮั่วเสี่ยวเหวินเห็นผู้คนทำงานในทุ่งนาหลายผืน ชีวิตที่ผู้ชายทำงานนอกบ้าน ส่วนผู้หญิงอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนเช่นนี้ดูแล้วสุขสงบงดงาม ฮั่วเสี่ยวเหวินอดมองอย่างเหม่อลอยไม่ได้
หากจางเจียิทำไร่ทำสวน ส่วนเธออยู่หารายได้เสริมที่บ้าน คิดว่าแม้แต่หนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้ายังต้องอิจฉาในชีวิตที่สุขสงบเช่นนี้กระมัง
“เสี่ยวเหวิน เมื่อไรพวกเราจะไปเยี่ยมคุณพ่อกับคุณย่า”
ฮั่วเสี่ยวเหวินกำลังจินตนาการถึงชีวิตแสนสุขกับจางเจียิ แต่คำพูดนี้ของฮั่วเสี่ยวอี๋กลับทำให้เธอหมดอารมณ์
“พี่กับพี่รองไปกันเองเถอะ ฉัน…ค่อนข้างยุ่ง” เธอเงยหน้าขึ้น ภาพฉากในอดีตหลั่งไหลเข้ามาในใจ สำหรับบุคคลที่เคยเกือบทำให้เธอต้องตายสองคนนั้น แค่เธอไม่ประจานความชั่วร้ายของพวกเขาให้คนอื่นรู้ก็ถือว่าใจดีมากแล้ว
มาอยู่บ้านฮั่วเสี่ยวเหวินได้สองวัน ฮั่วเสี่ยวอี๋มีการออกไปเดินเล่นในหมู่บ้านและได้รู้ว่าฮั่วต้าซานกับยายแก่ฮั่วติดคุก คำตอบของฮั่วเสี่ยวเหวินทำให้เธอรู้สึกโกรธแบบไม่มีสาเหตุ “ไม่ว่าอย่างไรก็เป็พ่อแท้ๆ กับย่าแท้ๆ ของเธอนะ แต่นี่เธอกลับไม่ยอมแม้แต่จะไปเยี่ยมเยียน”
หากฮั่วเสี่ยวอี๋ไม่ยกเื่นี้ขึ้นมาพูด ฮั่วเสี่ยวเหวินคงลืมไปแล้ว “พ่อแท้ๆ หรือ?” วันนั้นเธอได้ยินฮั่วต้าซานพูดเองกับหูว่าเธอเป็ลูกชู้ ตอนนั้นไปสอบถามที่สถานีตำรวจแต่ไม่ได้อะไรกลับมา เื่นี้จึงต้องจบลงแบบไร้ข้อสรุป
“พูดไปพี่ก็ไม่เข้าใจ” สีหน้าของฮั่วเสี่ยวเหวินไม่สบอารมณ์
ฮั่วเสี่ยวอี๋ไม่ใช่คนใจกว้างเช่นกัน เมื่อเช้าถูกจางเจียิขับไล่ ส่วนน้องสาวก็ไร้จิตสำนึก เธอยิ่งเดินยิ่งโมโห
ภายใต้การบอกทางของคนใจดี ทั้งสองคนเดินมาถึงหน้าบ้านเก่าโทรมหลังหนึ่ง เห็นว่ามีคนแปลกหน้ามาเด็กสามคนพากันผลักกันออกมาดู
ฮั่วเสี่ยวเหวินสงสัยว่าตัวเองมาผิดบ้านจึงถามเด็กหญิงที่ดูโตหน่อย “ที่นี่ใช่บ้านของฮั่วเสี่ยวเจียไหม?”
เด็กหญิงคนนั้นตอบอย่างหวาดกลัว “ฮั่วเสี่ยวเจียคือแม่ของหนู”
หา? ฮั่วเสี่ยวเหวินรับเื่นี้ไม่ได้ เด็กหญิงคนนี้ดูท่าทางอายุสี่ขวบแล้ว แต่ฮั่วเสี่ยวเจียยังอายุไม่ถึงยี่สิบด้วยซ้ำ หากคลอดปีละหนึ่งคน ฮั่วเสี่ยวเจียคงมีลูกั้แ่อายุสิบหก
ฮั่วเสี่ยวอี๋มองเธอด้วยความสงสัย เหมือนกำลังใช้สายตาพูดว่าแปลกมากหรือที่มีลูกตอนอายุสิบหก?
จากนั้นเธอก็แนะนำตัวอย่างสนิทสนม “ฉันชื่อฮั่วเสี่ยวอี๋ เป็พี่สาวของแม่หนู” พูดแล้วก็ทำท่าจะเอื้อมแขนไปอุ้มเด็กชายที่อายุน้อยที่สุด
เด็กหญิงรีบเอาตัวมาบังน้องชาย สีหน้าดูหวาดกลัว คิดว่าน่าจะเป็เพราะฟังเื่โจรลักพาตัวมามากเกินไป
ฮั่วเสี่ยวเหวินถามว่าฮั่วเสี่ยวเจียไปทำสวนที่ไหน เด็กหญิงตอบอ้อมแอ้มไม่ชัดเจน ช่วยไม่ได้ คงมีแต่ต้องนั่งรอที่หน้าบ้านแล้ว
เด็กหญิงวัยสี่ขวบพาน้องเข้าบ้านแล้วลงสลักประตูให้เรียบร้อย ฮั่วเสี่ยวเหวินหากิ่งไม้มาขีดๆ เขียนๆ บนพื้นอย่างเบื่อหน่าย แต่ฮั่วเสี่ยวอี๋อยู่ไม่สุข เธอเดินไปถอนหญ้าที่สวนผัก
ฮั่วเสี่ยวเหวินถอนหายใจ พี่ใหญ่คนนี้ขยันขันแข็งก็จริง แต่เมื่อหันไปมองผักกาดขาวในสวนที่ถูกเธอเหยียบก็รู้สึกเ็ปใจ เธอเป็คนทำงานเหมือนผู้ชาย มักง่ายและไม่ละเอียด
เพียงครู่เดียว ผักกาดขาวก็ถูกเหยียบเสียไปหลายหัว ฮั่วเสี่ยวเหวินยิ้มขมขื่น “ผักกาดขาวเสียหายหมดแล้ว”
เดี๋ยวนะ ฮั่วเสี่ยวเหวินนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ เธอะโตัวลุกขึ้นด้วยความดีใจ
