หลังจากที่หยางเฉินจากไปหลินรั่วซีก็ยังคงเล่นกับเด็กๆ อีกกว่าหนึ่งชั่วโมงกับหลี่จิงจิง ถ้าประธานช่าไม่เตือนเด็กๆ ว่าได้เวลาทานข้าวแล้วก็คงจะลากยาวไปมากกว่านี้แน่นอน
แม้แต่หลี่จิงจิงกับหลินรั่วซีก็ยังเผลอเล่นกับเด็กๆ จนถอนตัวไม่ขึ้น พวกเธอทั้งหมดเป็เด็กผู้หญิง แต่ก็ยังแข็งแรงและมีแรงเหลือเฟือตามประสาเด็กๆ
ไม่นานนักทั้งคู่ก็บอกลาประธานช่าและออกจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า เมื่อออกไปด้านนอก หลินรั่วซีเอ่ยถามหลี่จิงจิงขึ้น
“จิงจิง ให้พี่ไปส่งบ้านนะ นี่ก็มืดแล้ว”
หลี่จิงจิงส่ายหัวพร้อมรอยยิ้ม “ไม่เป็ไรหรอกค่ะพี่รั่วซี เดี๋ยวฉันเดินไปตามถนนนี่ก็ได้ บ้านฉันอยู่ไม่ไกลจากที่นี่สักเท่าไร พี่กลับบ้านไปก่อนเถอะค่ะ”
เมื่อหลินรั่วซีเห็นหลี่จิงจิงปฏิเสธน้ำใจเธอก็ไม่ได้คิดอะไร เธอพยักหน้าให้ครั้งหนึ่งก่อนจะพูดขึ้น
“งั้นไปกินข้าวเย็นด้วยกันมั้ย?”
“ฉันซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อมาแล้ว วันนี้ก็จะกลับไปทำอาหารที่บ้านแทน ถ้ามีโอกาสพี่ก็มากินข้าวที่บ้านฉันได้นะ” หลี่จิงจิงเสนอขึ้น
หลินรั่วซีกะพริบตาอย่างแปลกใจ
“เธอทำอาหารเป็ด้วยเหรอ?”
“เป็สิ”
“…สอนฉันได้มั้ย เดี๋ยวฉันจ่ายค่าอุปกรณ์ให้” หลินรั่วซีกล่าว
หลี่จิงจิงรู้สึกสงสัย “พี่รั่วซีก็มีป้าหวังทำกับข้าวให้นี่คะ พี่จะทำอาหารอีกทำไมกัน?”
“ก็ใช่... แต่... ฉันจะทำให้คนอื่นกินน่ะ” หลินรั่วซีตอบ
หลี่จิงจิงก้มหน้าลงอย่างเศร้าใจอยู่ลึกๆ “ได้ค่ะ ถ้าครั้งต่อไปพี่มาบ้านฉันเดียวฉันจะสอนพี่ทำอาหารให้นะ ถือว่าเป็ของขวัญที่เราเป็เพื่อนกันก็ได้”
หลินรั่วซีรู้สึกดีใจ เธอพยักหน้าเห็นด้วยเบาๆ “แต่เธอต้องสอนฉันดีๆ นะเพราะฉันทำไม่เป็สักอย่างจริงๆ”
“ฉันจะถ่ายทอดทักษะการทำอาหารทุกอย่างให้พี่เอง!” หลี่จิงจิงยกนิ้วโป้งให้เธอ
หลินรั่วซียิ้มให้กับท่าทางของเธอ เหมือนกับว่าหลี่จิงจิงเป็น้องสาวแท้ๆ ที่น่ารักน่าชัง
ในขณะเดียวกันหยางเฉินก็ไม่ได้กลับไปที่บ้านแต่อย่างใด เขากำลังขับรถเล่นแก้เหงาบนถนนหลวงเขตตงเซิ่ง นอกจากจะต้องเจอคำถามของหยางจี้หยูในตอนแรก วันนี้เขายังต้องเจอหน้าหลี่จิงจิงอีก ทำให้หยางเฉินไม่ค่อยรู้สึกอยากอาหารสักเท่าไร เขาเลยขับรถไปเรื่อยๆ และหาที่เดินเล่นภายในเมือง
เพราะอารมณ์ของหยางเฉินกำลังคุกรุ่นอยู่ เขาจึงหาที่เดินเล่นยามค่ำคืนที่มีคนน้อยๆ ในจงไห่แทน
ลมเย็นพัดปะทะใบหน้าคมคายของหยางเฉิน บางทีก็มีคนจรจัดเดินมาชนเขาบ้าง แต่หยางเฉินก็ไม่ได้รู้สึกโกรธอะไร
ในตอนนั้นโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น หยางเฉินหยิบมันออกมาดูก็พบว่ามันเป็เบอร์ของโม่เชี่ยนนี
หลังจากที่กลับจากคุนิทั้งคู่ก็แทบจะไม่ได้ติดต่อกัน ถึงแม้ว่าเขาและโม่เชี่ยนนีจะอยู่บริษัทเดียวกัน แต่หยางเฉินกลับใช้เวลาอยู่กับหลินรั่วซีเป็เวลานานแทน ทำให้หยางเฉินรู้สึกผิดขึ้นมา
เสียงของโม่เชี่ยนนีดังขึ้น “ที่รัก นายอยู่ไหน?”
ผู้หญิงคนนี้ทำตัวเหมือนกับเด็กใจแตกที่กำลังตามหาคนรัก ทำให้หยางเฉินยิ้มอย่างมีความสุขขึ้นมา เขายืนพิงเสาโทรศัพท์ข้างทางก่อนจะตอบเธอ
“ในใจคุณไง”
โม่เชี่ยนนีเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มตอบเขา “ชิ! ฉันประมาทเกินไป อย่าคิดว่าคำพูดของนายจะทำอะไรฉันได้ล่ะ ดูเหมือนว่าฉันคงจะต้องกระตุ้นนายบ้างเสียแล้ว”
หยางเฉินตาสว่างทันที “จริงเหรอ? คุณรู้หรือเปล่าว่าการกระตุ้นนำพาเราไปสู่การกระทำได้น่ะครับ?”
“นายมันเหมือนกับหมูโลภมากไม่มีผิด” โม่เชี่ยนนีด่าหยางเฉิน
“ผมก็แค่แนะนำสิ่งดีๆ ให้คุณเท่านั้น มาว่าผมได้ยังไง?” หยางเฉินหดหู่
โม่เชี่ยนนีหัวเราะ “ช่างมันเถอะ ฉันมีเื่สำคัญจะคุยกับนาย”
“เื่สำคัญ?”
“ทริปปลายปีของบริษัทนายได้ไปด้วยหรือเปล่า?” โม่เชี่ยนนีถาม
หยางเฉินคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “คนที่แผนกประชาสัมพันธ์เคยถามผมเหมือนกัน ดูเหมือนว่าเธอจะลงชื่อผมไว้แล้วนะ”
โม่เชี่ยนนีถอนหายใจเสียงต่ำ “ฝ่ายการเงินยังคงมีเื่ต้องทำ ฉันคงไม่ได้ไปกับนาย น่าเสียดายจริงๆ”
หยางเฉินรู้สึกเสียใจ เขายิ้มอย่างขมขื่นขึ้นมา
“คงจะดีใจล่ะสิ ที่ไม่มีคนคอยขวางเวลานายล่าผู้หญิงคนอื่น” โม่เชี่ยนนีกล่าวขึ้นอย่างติดตลก
“ผมดูเป็สัตว์ป่าหิวกระหายขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“ใช่!” โม่เชี่ยนนีตอบอย่างมั่นคง
หยางเฉินแทบสำลักน้ำลายตัวเองด้วยความเสียใจ เธอตอบโดยไม่แม้แต่จะคิดด้วยซ้ำ
โม่เชี่ยนนีไม่คิดว่าหยางเฉินจะเสียใจถึงขนาดนั้น เธอพูดขึ้น
“ก็จริงอยู่ว่าฉันกับนายปิดบังเื่ที่เราเป็คนรักกันไว้ นายลองคิดถึงตอนที่ไปเที่ยวแล้วเรากะหนุงกะหนิงต่อหน้าคนอื่นดูสิ ต่อให้ทุกคนไม่รู้ว่านายเป็สามีของหลินรั่วซี แต่มันก็ดูไม่ดีอยู่ดีนั่นแหละ”
หยางเฉินรู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อยหลังจากที่ได้รับการปลอบใจ
“แค่เชี่ยนเชี่ยนน้อยของผมบอกว่าห้ามทำผมก็จะไม่ทำ ผมให้สัญญา”
“จริงเหรอ?”
ล้อเล่น... หยางเฉินโกหกคำโตในใจ “ถ้าพูดตามตรงก็จริง แต่ถึงยังไงผมก็สามารถหลอกคุณได้อยู่นะ”
หลังจากนั้นเขาก็โดนโม่เชี่ยนนีต่อว่าไปอีกพักใหญ่ก่อนเธอจะวางสายลงด้วยความโมโห
หยางเฉินคิดว่าการคุยกับผู้หญิงส่วนมากค่อนข้างจะใช้พลังงานเยอะ ทำให้เขารู้สึกหิวและท้องร้องขึ้นมา หยางเฉินมองไปรอบๆ บริเวณที่เขาอยู่ แต่ร้านส่วนใหญ่ก็ปิดไปหมดแล้วเหลือเพียงไม่กี่ร้านเท่านั้นที่ยังเปิดขาย
แต่เมื่อหยางเฉินเห็นสภาพความสกปรกแล้วเขาก็ได้แต่ส่ายหน้า เขาเดินไปเรื่อยๆ จนถึงหัวมุมถนนที่หนึ่ง ตรงนั้นมีรถเข็นแผงลอยคันเล็กตั้งอยู่ ดูเหมือนว่าแผงลอยนั่นจะขายพวกของทอด ถึงแม้ว่ามันจะไม่ดีต่อสุขภาพและไม่ค่อยจะถูกสุขอนามัยสักเท่าไรแต่หยางเฉินก็ชอบที่จะกินมัน
โดยเฉพาะเมื่อเขาเห็นคนคุ้นเคยกำลังยืนขายมันอยู่อย่างขะมักเขม้น ก็ทำให้หยางเฉินรู้สึกอยากจะแกล้งขึ้นมา
“...นาย้าอะไร?” เสียงคนขายดังขึ้น เป็เสียงที่หยางเฉินคุ้นเคยเป็อย่างดี
หยางเฉินดึงเก้าอี้มานั่งตรงหน้าเธอก่อนจะยิ้มให้ด้วยความยียวน “เธอต้อนรับลูกค้าแบบนี้เหรอน้องสาว?”
หญิงสาวที่เขาเห็นคือคนเดียวกันที่เป็นักล้วงกระเป๋าบนรถขนส่ง หยางเฉินไม่คาดคิดว่าร้านค้าของคนหาบเร่ที่เขาคิดจะมากิน กลับกลายเป็เธอไปเสียได้
ดูเหมือนว่าการใช้น้ำมันเพื่อทำธุรกิจทางบ้านของเธอจะไม่ใช่เื่โกหกอีกด้วย
หญิงสาวเห็นว่าหยางเฉินเจอเธอก็รู้สึกอึดอัดขึ้น “ลุงตามฉันมาเหรอ?”
“ฉันตามเธอมา? เพื่อจับเธอไปส่งตำรวจ? ถ้าจะทำจริงๆ ฉันคงพาเธอไปั้แ่ตอนนั้นแล้ว ตอนนี้ฉันก็แค่หิวแล้วมาเจอร้านนี้ ไม่คิดเลยว่าคนขายจะเป็เธอไปได้”
หยางเฉินหยิบของทอดชิ้นหนึ่งมาชิมด้วยความรวดเร็ว
“รสชาติดีนี่ มีแบบพิเศษด้วยหรือเปล่า?”
“มีแต่ไม่ให้!” หญิงสาวตอบหยางเฉิน
“นี่เธอทำธุรกิจเป็มั้ยเนี่ย? แม่ค้าที่ไหนไม่ยอมให้ลูกค้ากินอาหารกัน” หยางเฉินกล่าว
“คนอื่นกินได้ ยกเว้นลุงไว้คนหนึ่งละกัน”
หยางเฉินคิดว่าผู้หญิงคนนี้ค่อนข้างน่าสนใจ เทียบกับผู้หญิงคนอื่นๆ ที่เขาเจอมา เธอค่อนข้างที่จะดูสดใสและคุยกับเขาได้ถูกคอ อีกทั้งยังดูเล็กพริกขี้หนูด้วย โดยเฉพาะเมื่อจ้องมองดวงตาที่ดูดื้อรั้นของเธอ เขาบอกได้เลยว่าเธอไม่ใช่คนที่จะจัดการได้ง่ายดายแน่นอน
“งั้นก็ดี งั้นที่ฉันกินไปก่อนหน้านี้ก็ไม่จ่ายเงินก็แล้วกัน”
หยางเฉินถอนหายใจพลางหยิบเหล้าขาวข้างๆ มาหนึ่งขวดพร้อมทั้งแก้วพลาสติกหนึ่งใบ จากนั้นจึงเริ่มเทเหล้าลงไปทันที
“เหล้านั่น 51 ดีกรีเลยนะ” หญิงสาวกล่าว
หยางเฉินส่ายหัวด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะกระดกเหล้าในแก้วจนหมด ของเหลวค่อยๆ ไหลเข้าไปในกระเพาะเขาราวกับน้ำเดือด
หลังจากนั้นเขาก็เริ่มหากับแกล้มกินเล่นไปเรื่อยๆ
หลังจากที่หยางเฉินกระดกแก้วที่สอง หญิงสาวก็เห็นว่าเขายังไม่คิดจะจากไปง่ายๆ เธอจึงลงมือผัดอาหารลงบนกระทะ มีทั้งผักและซอสผสมเข้าด้วยกัน หยางเฉินได้กลิ่นหอมก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย
“เธอผัดอะไรอยู่น่ะ?”
“ทอดขนมไหว้พระจันทร์สำหรับวันปีใหม่” หญิงสาวตอบเขา
“ฉันก็เคยกินขนมไหว้พระจันทร์ แต่ไม่เคยเห็นแบบทอดมาก่อน” หยางเฉินรู้สึกแปลกใจ
“นี่เป็ขนมไหว้พระจันทร์สไตล์เกาหลี แม่ฉันสอนมาั้แ่ยังเด็กแล้ว” เธอตอบ
“แม่ของเธอเป็คนเกาหลี?” หยางเฉินรู้สึกแปลกใจ
หญิงสาวขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ แต่มันดูน่ารักมากกว่าจะเป็หน้าโกรธไปได้
“แล้วแม่ฉันเป็คนเกาหลีไม่ได้รึไง?”
หยางเฉินยิ้มขึ้น “ฉันไม่ได้ได้หมายความว่าอย่างนั้น เธอดูเติบโตขึ้นไม่เหมือนคนเกาหลีแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าเธอน่าจะมาจากทางตอนใต้ของจีนที่อยู่ใกล้กับเกาหลีใต้ เป็ไปได้ว่าเธอน่าจะเป็ลูกครึ่ง”
“หึ ลูกครึ่งแล้วยังไงล่ะ พวกคนจีนมักจะคิดว่าลูกครึ่งไม่ดีเสมอนั่นแหละ ทำให้พวกเราไม่ค่อยจะมีงานทำกันเท่าไร” หญิงสาวยิ้มตอบเขา
“คำพูดคำจาของเธอดูเหมือนคนมีประสบการณ์เยอะจริงๆ น้องเล็ก บอกพี่ใหญ่คนนี้ได้หรือไม่ว่าเธอว่าเธอโตขึ้นมายังไงกันแน่?”
หญิงสาวจ้องมองหยางเฉินอย่างโกรธแค้น “ฉันบอกลุงกี่ครั้งแล้วว่าฉันไม่ใช่น้องเล็ก ปีนี้ฉันอายุ 20 แล้ว!”
“งั้นจะให้ฉันเรียกว่าหนูน้อยแทน?” หยางเฉินยิ้มอย่างขมขื่น
“นาย... ใช่ ฉันมันยากจน ไม่มีเงิน แถมยังขายเนื้อทอดไม่ได้ด้วย พอใจหรือยัง!?”
“โกรธอะไรของเธอ? เธอชื่ออะไร?” หยางเฉินถาม
หญิงสาวค่อยๆ ถอนหายใจจนกระทั่งสงบอารมณ์ได้ “ฉันชื่อฉู่เจินซิ่ว ลุงเรียกฉันว่าอาซิ่วก็ได้”
“อาซิ่ว? ชื่อไม่ค่อยน่ารักเท่าไรแฮะ ถ้าเรียกว่าเจินซิ่วก็จะออกไปทางเกาหลีหน่อยๆ ไม่คิดว่ามันดีกว่าหรือไง?”
“อืม...”
“ฉันชื่อหยางเฉิน เธอจะเรียกชื่อจริงหรือจะเรียกฉันว่าลุงก็ได้” หยางเฉินกล่าว
ฉับพลันริมฝีปากของเจินซิ่วก็ยกยิ้มขึ้นมา
“ใครถามชื่อลุงกัน? คิดเหรอว่าฉันอยากจะรู้ชื่อลุงนัก ฉันไม่เข้าใจจริงๆ ว่าลุงจะมาบอกชื่อทำไม หรือว่าลุงอยากจะจีบฉัน? โอ้ ขอบอกไว้ก่อนเลยนะว่าให้ทำใจไว้เผื่อเลยก็ดี ฉันยุ่งมากแล้วก็มีคนตามจีบหลายคนทีเดียว ถ้าหมดเื่แล้วก็เชิญ อย่าลืมจ่ายเงินด้วย ฉันจะได้ขายของต่อ”
การพูดจาตรงไปตรงมาของเธอทำให้หยางเฉินรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้มีเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร แน่นอนว่าหยางเฉินไม่ได้มีความคิดอย่างว่า หยางเฉินยิ้มขึ้นก่อนจะกล่าวเบาๆ
“ฉันไม่ได้คิดอะไรกับเธอจริงๆ วันนี้ฉันทำงานมาและมีเื่ให้เสียใจ ฉันไม่รู้ว่าทำไมเวลาคุยกับเธอฉันถึงรู้สึกสบายใจขึ้น เฮ้อ...”
เจินซิ่วฟังที่หยางเฉินพูดพลางส่ายหัวไปมา ก่อนจะหันหน้ากลับไปผัดขนมไหว้พระจันทร์ต่อโดยไม่สนใจเขาอีก
ทำให้หยางเฉินรู้สึกว่านอกจากเธอจะดูน่าสนใจแล้วเธอยังเป็พวกไม่สนใจชาวบ้านอีกด้วย
