ในยุคสมัยที่กระจกยังเป็ของหายาก การตกแต่งร้านด้วยกระจกถึงแปดบานก็ราวกับเนรมิตให้ร้านเปล่งประกายระยิบระยับขึ้นมาทันที ตามภาษาของหมี่หลันเยว่ก็คือ แค่ผลักประตูเข้ามาก็เห็นแต่ ‘ประกายระยิบระยับ’ เต็มไปหมด เหมือนมีแสงไฟต้อนรับ
ตำแหน่งประตูหน้าร้านถูกปรับเปลี่ยนไปทางซ้ายเล็กน้อย เดิมทีเฉียนหย่งจิ้นกับพวกอยากจะให้ประตูอยู่ตรงกลางระหว่างสองคูหา แต่หมี่หลันเยว่ค้านหัวชนฝา ถึงจะติดกระจกเงาแล้วยังไง เสามันก็คือเสาอยู่ดี ใครจะอยากผลักประตูเข้ามาแล้วเจอเสาต้นใหญ่มหึมาขวางหน้ากันล่ะ
"อืม จริงด้วย มัวแต่คิดว่าประตูตรงกลางมันจะดูสวย แต่ลืมไปว่าถึงจะทุบผนังออกไปแล้ว เสาค้ำยันสองต้นมันก็ยังอยู่ตรงนี้ แต่พอมองประตูที่เยื้องไปด้านข้างแบบนี้แล้ว มันก็เหมือนขาดอะไรไปนิดหน่อยแฮะ"
หลินเผิงเฟยชี้ไปที่ตำแหน่งประตูในแบบแปลน หมี่หลันเยว่ก็หัวเราะคิกคัก ในยุคนี้การตกแต่งร้านของบรรดาพ่อค้าแม่ค้ามันช่างเป็ไปตามขนบเสียเหลือเกิน ประตูต้องอยู่ตรงกลาง พื้นที่ซ้ายขวาต้องสมมาตรกัน ถึงจะดูยิ่งใหญ่สมฐานะ แต่ในยุคหลังๆ การออกแบบร้านค้าหลายแห่งกลับจงใจให้ประตูเยื้องไปด้านข้างเล็กน้อย
การออกแบบเช่นนี้ นอกจากจะทำให้ร้านดูมีสไตล์ไม่เหมือนใครแล้ว ยังสามารถจัดพื้นที่สำหรับทำตู้แสดงสินค้าขนาดใหญ่ได้อีกด้วย ตอนที่หมี่หลันเยว่ทำเครื่องหมายตำแหน่งของตู้แสดงสินค้าขนาดใหญ่นี้ ทุกคนก็ถึงกับเบิกตากว้าง ตู้แสดงสินค้านี้มันสูสีกับตู้แสดงสินค้าของห้างสรรพสินค้าเฉียนคุนในเมืองซวงเฉิงเสียแล้ว
ต้องรู้ก่อนว่าห้างสรรพสินค้าเฉียนคุนในเมืองซวงเฉิง คือห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ขายเสื้อผ้าโดยเฉพาะ มีตั้งสามชั้น! แต่นี่มันแค่ร้านเล็กๆ สองคูหาแท้ๆ กลับออกแบบตู้แสดงสินค้าให้ใหญ่โตขนาดนี้ กินพื้นที่เกือบเท่าผนังด้านหน้าของร้านหนึ่งคูหาไปแล้ว เห็นแวบแรกต้องตะลึงแน่นอน
เพราะร้านค้าแถวนี้ดัดแปลงมาจากบ้านพักอาศัยเดิม หน้าต่างก็เลยเล็กๆ พอนำมาเทียบกับร้านของหมี่หลันเยว่แล้ว ผลลัพธ์ทางสายตามันช่างรุนแรงยิ่งนัก ใครที่เดินผ่านถนนเส้นนี้จะต้องสะดุดตากับร้านของหมี่หลันเยว่อย่างแน่นอน มองออกมาจากประตูทิศตะวันตกของมหาวิทยาลัย สิ่งแรกที่จะเห็นก็คือร้านที่โดดเด่นเป็สง่าตรงข้ามนี้แหละ
"หลันเยว่ พอเธอปรับเปลี่ยนแบบนี้แล้ว มันทำให้ฉันนึกถึงร้านแรกของเราเลย ตอนนั้นเธอเล่นรื้อหน้าต่างที่ชั้นล่างของบ้านเราออกหมด แล้วเราก็ได้ตู้แสดงสินค้ามา แต่ตู้แสดงสินค้านั่นมันมีกรอบหน้าต่างลายลูกฟักด้วยนะ พอนึกย้อนกลับไปแล้วมันช่างเชยสิ้นดี"
หลินเผิงเฟยนึกถึงบ้านของตัวเองก็อดรู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมาไม่ได้ ห้องเสื้อหลันเยว่เริ่มต้นจากตรงนั้น และเขาก็ได้ร่วมเดินทางไปกับหมี่หลันเยว่ จากตรงนั้น เดินออกจากถนนใหญ่ ออกจากเมืองซวงเฉิง เดินทางเข้าสู่กรุงปักกิ่ง
"ฉันไม่เห็นว่ามันจะเชยตรงไหน ตอนนั้นตู้แสดงสินค้าของร้านเราก็ถือว่าเป็การบุกเบิกแล้วนะ นอกจากห้างสรรพสินค้าบนถนนจงหยางกับห้างสรรพสินค้าเฉียนคุนแล้ว ก็ไม่มีใครมีตู้แสดงสินค้าใหญ่ขนาดนั้นอีกแล้ว แถมเรายังไปทำตู้แสดงสินค้าในบ้านพักอาศัยบนถนนใหญ่อีก"
พอเฉียนหย่งคิดถึง่เริ่มต้นธุรกิจ เขาก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา
"ฉันยังจำได้เลยว่าตอนนั้นมีคนเดินผ่านหน้าร้านเราเยอะมาก พวกเขาจะหยุดยืนดูอยู่ครู่หนึ่ง ถึงแม้จะไม่ได้เดินเข้ามาเลือกซื้อเสื้อผ้า แต่ก็จะยืนชื่นชมอยู่หน้าตู้แสดงสินค้าสักพัก"
พอนึกถึงภาพในตอนนั้น หลายคนก็รู้สึกคิดถึงบ้านขึ้นมา ตอนที่ยุ่งๆ อยู่กับงาน ความคิดถึงบ้านมันก็ดูจะไม่รุนแรงเท่าไหร่ แต่พอมีคนพูดถึงเื่นี้ขึ้นมา ทุกคนก็ถูกความรู้สึกนั้นดึงดูดเข้าไปโดยอัตโนมัติ ความคิดก็ล่องลอยกลับไปยังเมืองเล็กๆ ที่ทุกคนรักและอาลัยอาวรณ์
"เฮ้! พวกเรากำลังพูดถึงตู้แสดงสินค้าอยู่นะ พวกนายลากไปไกลขนาดนั้นทำไม ทำให้อารมณ์ทุกคนหดหู่ไปด้วยเลย ที่นั่นคือบ้านเกิดของเรา ยังไงเราก็ต้องกลับไปอยู่แล้ว แต่ตอนนี้เราอยู่ที่ปักกิ่ง เราต้องทำธุรกิจตรงนี้ให้ดีๆ ก่อน แล้วเราถึงจะกลับบ้านเกิดไปได้อย่างเชิดหน้าชูคอ"
หนิวเถียจู้เห็นว่าทุกคนหน้าตาเหมือนตกอยู่ในภวังค์ ก็รีบดึงสติทุกคนกลับมา ในใจของเขา การได้มาบุกเบิกที่ปักกิ่งมันไม่ใช่เื่ง่าย ความรู้ของเขาน้อยกว่าหมี่หลันหยางกับเฉียนหย่งจิ้นอยู่หน่อย เขาต้องพยายามอย่างหนักถึงจะเรียนตามทัน
ทั้งเรียนไปด้วยทั้งต้องดูแลกิจการในร้านไปด้วย สำหรับหนิวเถียจู้ การได้มาปักกิ่งมันไม่ใช่แค่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่มันคือการยืนยันถึงความพยายามของเขา เมื่ออุตส่าห์ลำบากมาถึงปักกิ่งแล้ว เขาก็อยากจะพยายามต่อไป อยากจะทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จในเมืองหลวงแห่งนี้ อยากจะใช้ชีวิตโดยไม่ทิ้งความเสียใจไว้ข้างหลัง
ดังนั้นในขณะนี้ เขาหวังว่าทุกคนจะคิดเหมือนกับเขา อุตส่าห์มาถึงปักกิ่งแล้ว ก็ต้องบุกเบิกเส้นทางของเราที่นี่ให้ได้ เหมือนที่เคยทำในเมืองซวงเฉิง ทำธุรกิจของเราให้ดีที่สุด แล้วเราถึงจะสามารถกลับบ้านเกิดไปได้อย่างภาคภูมิใจ บอกกับตัวเองว่า เราไม่ได้มาปักกิ่งเสียเที่ยว เราประสบความสำเร็จแล้ว
"พี่เถียจู้พูดถูก พวกเรายังอายุน้อย ยังอยู่ในวัยที่ควรสร้างผลงาน ทำไมแต่ละคนถึงทำตัวเหมือนคนแก่ เริ่มคิดถึงอดีตกันแล้ว พวกเรามาพยายามกันต่อเถอะ หวังว่าพอถึงวัยที่ต้องคิดถึงอดีตจริงๆ เราจะได้บอกกับตัวเองว่า ชีวิตของฉัน ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบเรื่อยเปื่อยไปวันๆ"
ในวัยที่ยังไม่ถึงยี่สิบปี เราสามารถเป็เ้าของธุรกิจได้ นี่คือความภาคภูมิใจที่คนอื่นไม่มีทางเทียบได้ แล้วเราจะมีความโศกเศร้าอะไรกันอีก คนเราทั้งทีก็ต้องลองเดินไปให้ไกลกว่าเดิม เพื่อที่จะได้รู้ว่าเมื่อก่อนตัวเองเป็แค่กบในกะลา เพื่อที่จะได้รู้ถึงความไม่สมบูรณ์แบบและความเสียใจของตัวเอง เพื่อที่จะกระตุ้นให้ตัวเองเดินไปได้ไกลและประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น
คำพูดของหลันเยว่ปลุกเร้าให้ทุกคนฮึกเหิม การตกแต่งร้านก็เสร็จสิ้นด้วยความรวดเร็วอย่างที่ทุกคนคาดหวังไว้ ตอนที่ผ้าแดงที่คลุมป้ายร้านถูกแขวนไว้เหนือประตูร้าน หมี่หลันหยางกับพวกก็รู้สึกตื่นเต้นเป็อย่างมาก
"ไม่นึกเลยว่าจะเสร็จเร็วขนาดนี้ แต่ทางโรงงานต้องใช้เวลาอีกสองสามวันถึงจะส่งของมาให้ แต่ก็ดีเหมือนกัน เราสามารถเรียกพนักงานบริการจากอาคารหงจีมาได้เลย ให้พวกเขามาทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมโดยรอบก่อน แล้วก็ทำความสะอาดร้านให้เอี่ยมอ่อง"
หมี่หลันเยว่เดินสำรวจร้านของตัวเองด้วยความตื่นเต้น นี่เป็ร้านที่ห้าที่เธอเป็เ้าของแล้ว แน่นอนว่าไม่นับรวมร้านค้าตัวแทนจำหน่ายเ่าั้ นี่คือร้านที่เธอตกแต่งออกแบบด้วยมือของตัวเอง เป็ร้านที่เธอเป็เ้าของโดยตรง ซึ่งแตกต่างจากร้านค้าตัวแทนจำหน่ายเ่าั้อย่างสิ้นเชิง มันเป็ความรู้สึกใกล้ชิดที่ไม่ธรรมดา
"พอทำความสะอาดเสร็จแล้ว ก็ให้พวกเขาจัดของประดับตกแต่งก่อน แล้วก็เตรียมไม้แขวนเสื้อ ราวแขวนเสื้อ และหุ่นในตู้แสดงสินค้าด้วย พวกนี้ก็ไม่ใช่เื่เล็กๆ ตอนที่อาคารหงจีเปิดใหม่ๆ พวกเราก็หัวหมุนทำงานกันอยู่สองสามวันถึงจะเสร็จ"
"ตอนนี้ตรงนี้เปิดช่องว่างให้เราพอดี เวลาของเราก็เลยดูเหมือนจะเหลือเฟือ คราวนี้ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ จัดเตรียมงานเบื้องต้นให้เรียบร้อย วันอาทิตย์หน้าคือวันหยุด เราสามารถเลือกเปิดร้านในวันนั้นได้ นักเรียนนักศึกษาต้องออกมาเดินเล่นกันแน่ๆ อุดอู้อยู่ในมหาวิทยาลัยมาเกือบอาทิตย์แล้ว ก็ต้องออกมาพักผ่อนหย่อนใจกันบ้าง"
"ดูเธอพูดเข้าสิ เหมือนกับว่าเพื่อนๆ ในมหาวิทยาลัยจะอุดอู้อยู่แต่ในมหาวิทยาลัยยังงั้นแหละ ร้านค้าแถวหน้ามหาวิทยาลัยพวกนี้ ถ้ามัวแต่รอให้นักเรียนนักศึกษาออกมาจับจ่ายใช้สอยในวันอาทิตย์ละก็ เจ๊งแน่นอน"
เฉียนหย่งจิ้นขัดจังหวะหมี่หลันเยว่ เขาไม่อยากให้เพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยของเขามาอุดหนุนเขาเฉพาะวันอาทิตย์เสียหน่อย
"ฉันก็แค่พูดไปอย่างนั้น แต่พวกพี่ต้องยอมรับนะว่านักเรียนนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่ออกมาเดินเล่นกันในวันอาทิตย์จริงๆ มีแค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่ชอบออกมาเดินเล่นทุกวัน ถ้าหวังพึ่งแต่นักเรียนนักศึกษาพวกนี้ ธุรกิจของเราคงไปไม่รอด"
นักเรียนนักศึกษาสมัยนี้ไม่เหมือนกับในยุคหลังๆ ในสายตาของพวกเขา การเรียนยังคงเป็สิ่งสำคัญที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ฐานะทางการเงินของแต่ละครอบครัวก็ไม่ได้ดีมากนัก พวกเขาไม่มีเงินเหลือเฟือที่จะมาใช้จ่าย เมื่อไม่มีเงินเหลือ ก็ย่อมอยากจะอยู่ในมหาวิทยาลัยมากกว่า จะได้ประหยัดเงิน
"แต่รอบๆ มหาวิทยาลัยของเราไม่ได้มีแค่มหาวิทยาลัยชิงหวาแห่งเดียวนะ ยังมีมหาวิทยาลัยอื่นๆ อีก แล้วก็ยังมีชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในย่านเมืองเก่าแถบนี้ด้วย คนพวกนี้แหละคือลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเรา เราต้องพยายามดึงดูดลูกค้ากลุ่มนี้มาให้ได้มากที่สุด ต้องรู้ไว้ว่าการเดินทางออกจากที่นี่มันไม่ได้สะดวกสบายเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ถือว่าเป็ชานเมือง"
"ถ้าพวกเขาอยากเปลี่ยนเสื้อผ้าเมื่อไหร่ ธุรกิจของเราซึ่งมีเพียงแห่งเดียวในละแวกนี้ ก็จะโดดเด่นได้ถูกที่ถูกเวลา แต่มีข้อแม้ว่า เราต้องดึงดูดสายตาของพวกเขาให้ได้ก่อน แล้วค่อยดึงดูดใจของพวกเขา ทำให้พวกเขาเข้าร้านเราครั้งหนึ่งแล้วก็ต้องอยากกลับมาอีก อยากกลับมาอีก"
การรอคอยให้นักเรียนนักศึกษามาอุดหนุนอย่างเดียวมันไม่รอดแน่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน่แรกๆ ที่ร้านเพิ่งเปิดใหม่ กำลังซื้อของนักเรียนนักศึกษาไม่สามารถหล่อเลี้ยงร้านได้ ดังนั้นการดึงดูดการบริโภคของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงจึงมีความสำคัญเป็อย่างยิ่ง
"เข้าใจแล้ว หลันเยว่ ฉันจะให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่พนักงานขาย เพื่อให้พวกเขาปฏิบัติต่อกำลังซื้อที่อยู่ในมืออย่างเหมาะสม จะไม่ทำให้เธอผิดหวัง"
หนิวเถียจู้มีความมั่นใจในเื่การตลาดแนวหน้าเสมอ และหมี่หลันเยว่ก็มั่นใจในตัวเขาเช่นกัน
"แล้วก็พวกพี่ด้วย อย่ามัวแต่ทำตัวว่างงาน ่เปิดเทอมมาได้สิบกว่าวันแล้ว พวกพี่หลายคนก็คงมีเพื่อนฝูงกันบ้างแล้ว โดยเฉพาะคนที่ได้รับความนิยมจากสาวๆ ในตอนนี้ พวกพี่ต้องแสดงฝีมือออกมาให้เต็มที่ ช่วยโฆษณาร้านของเราหน่อย"
"ร้านใช้ชื่อของฉัน มันปิดบังไม่ได้อยู่แล้ว งั้นก็ไม่ต้องปิดบังมันซะเลย บอกไปตรงๆ เลยว่าเป็ร้านของเราเอง หวังว่าเพื่อนๆ จะมาอุดหนุนกันเยอะๆ ยอดขายใน่เปิดร้านใหม่ๆ ก็ขึ้นอยู่กับพี่ๆ ทุกคนแล้ว ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ยอมสละความหล่อกันหน่อยก็ได้นะ"
หมี่หลันเยว่นึกถึงการปรากฏตัวครั้งแรกของพวกเขาในห้องเรียน มันสร้างความฮือฮาอย่างมาก ผลลัพธ์มันน่าทึ่งจริงๆ อาจเป็เพราะพวกเขาสามคนปรากฏตัวพร้อมกัน มันก็เลยยิ่งสะดุดตา สาวๆ ถึงจะขี้อายแค่ไหน ดวงตาทั้งสองข้างก็ยังเปล่งประกายออกมา
เพื่อนร่วมห้องของหมี่หลันเยว่ถึงกับรุมทึ้งเธอ
"พี่ชายของเธอเป็คนในห้องเราเนี่ยนะ ทำไมเธอไม่แนะนำให้พวกเรารู้จักก่อน เธอใจร้ายเกินไปแล้ว"
"มีอะไรดีให้แนะนำ พี่ชายก็คือพี่ชาย วันนี้พวกเธอก็เห็นกันแล้วไม่ใช่เหรอ"
"มันจะเหมือนกันได้ยังไง พวกเราอยากใกล้ชิดมากกว่านี้อีกหน่อยต่างหาก หมี่หลันเยว่ เธอไม่เข้าใจเหรอ"
โชคดีที่สามหนุ่มเป็คนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีมาั้แ่ไหนแต่ไร ไม่นานก็เข้ากับหนุ่มๆ ในห้องได้เป็ปึกแผ่น ไม่ได้สร้างความขุ่นเคืองใจหรือไม่พอใจให้กับเพื่อนชายในห้อง ตรงกันข้ามกลับรวมตัวกันเป็กลุ่มที่แข็งแกร่ง ต่อต้านการแสดงออกที่คลุมเครือทั้งทางตรงและทางอ้อมของเหล่าสาวๆ
"โธ่ น้องสาว พวกเราหลบยังแทบไม่ทันเลย เธอยังจะให้พวกเราเอาหน้าตาไปขายอีก นี่มันน้องสาวที่ไหนกันเนี่ย ์ ช่วยพวกเราด้วย ช่วยพวกเราให้พ้นจากห้วงทุกข์นี้ด้วยครับ"
หมี่หลันหยางแสร้งทำเป็อ้อนวอนต่อ์ ผลปรากฏว่ากลับถูกรุมประชาทัณฑ์ หมี่หลันเยว่หัวเราะคิกคักอยู่ข้างๆ ลมพัดผ้าแดงที่คลุมป้ายร้านไว้ ปรากฏให้เห็นตัวอักษรด้านล่าง ‘ห้องเสื้อหลันเยว่ สาขามหาวิทยาลัย’
