"หืม ป้ายพลังยุทธ์อัคคี์มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น"
ผู้าุโหลิวและผู้าุโถานที่รออยู่ในโถงวิหารพบว่าป้ายหยกจัดอันดับมีแสงสะท้อนสีขาวปรากฏขึ้นมา จึงเบนสายตาไปมองบนป้ายทันที
"เจียงอี้จวิน เขาสามารถขึ้นมาอยู่บนป้ายพลังยุทธ์อัคคี์ได้แล้ว"
เมื่อดูการเปลี่ยนแปลงอันดับของป้ายหยก ผู้าุโถานและผู้าุโหลิวก็พบชื่อของเจียงอี้จวินปรากฏขึ้นเป็ลำดับสุดท้าย
“เห็นไหมล่ะผู้าุโหลิว ข้าบอกเ้าแล้วว่าเจียงอี้จวินมีโอกาสที่จะติดอันดับในป้ายพลังยุทธ์อัคคี์ คราวนี้เ้ายังเชื่อมั่นในตัวของเยี่ยเฉินเฟิงอยู่อีกหรือไม่?” ผู้าุโถามเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มจางๆ
“ความแข็งแกร่งของเจียงอี้จวินนับว่าไม่เลว แต่เยี่ยเฉินเฟิงก็ยังไม่ได้กลับออกมาจากค่ายกลิญญาฟ้าเลยมิใช่หรือ? บางทีเขาอาจจะแสดงปาฏิหาริย์ขึ้นก็ได้” ผู้าุโหลิวกล่าวขึ้นอย่างเชื่องช้า แต่ความหนักแน่นในคำพูดของเขาลดน้อยลงไปหลายส่วน
“ผู้าุโหลิว ท่านอย่าพูดจาไร้สาระเช่นนั้นสิ ยังไม่พูดถึงเื่ที่เขาเพิ่งจะเข้าไปท้าทายค่ายกลิญญาฟ้าเป็ครั้งแรก ลำพังแค่เขตแดนปรมาจารย์อสูรมายาระดับหนึ่งของเขา ก็รู้แล้วว่าไม่มีทางขึ้นไปอยู่บนป้ายพลังยุทธ์อัคคี์ได้” ผู้าุโถานโต้ตอบกลับ
"อดทนรออีกนิดเถอะ" ผู้เฒ่าหลิวหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าว
ประมาณหนึ่งนาทีต่อมาอันดับบนป้ายอันดับพลังยุทธ์อัคคี์ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง อันดับของเจียงอี้จวินเลื่อนขึ้นไปอีกหนึ่งระดับ ก้าวเข้าสู่อันดับที่สี่สิบเก้า
"นั่น มีคนออกมาแล้ว"
หลังจากการจัดอันบนป้ายพลังยุทธ์อัคคี์เปลี่ยนไป ทันใดนั้นเสียงกระแทกหนักอึ้งก็ดังขึ้นในโถงวิหารอันเงียบสงัด ร่างหนึ่งลอยกระเด็นออกมาจากประตูมิติของค่ายกล และหล่นลงบนพื้นเย็นเฉียบในสภาพสะบักสะบอม
“เจียงอี้จวิน”
เมื่อมองไปยังเจียงอี้จวินที่ล้มกระแทกพื้นในสภาพเสื้อผ้าขาดยับเยินและมีเืไหลตรงมุมปาก คิ้วของผู้าุโถานก็กระตุกเล็กน้อย เขาคิดว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะจบการท้าทายค่ายกลก่อนเจียงอี้จวิน แต่ความจริงกลับแตกต่างจากสิ่งที่เขาคิดไว้อย่างสิ้นเชิง
"อันดับสี่สิบเก้า ในที่สุดข้าก็ขึ้นมาอยู่ป้ายพลังยุทธ์อัคคี์ได้แล้ว"
เจียงอี้จวินเช็ดเืที่ไหลออกจากมุมปากของเขาออกและตะเกียกตะกายขึ้นมาจากพื้นก่อนจะเผยรอยยิ้มแห่งความตื่นเต้นยินดีทันทีที่เขามองเห็นรายชื่อบนป้ายหยกจัดอันดับ
"เอ่อ เยี่ยเฉินเฟิงล่ะ เขาหนีไปไหนเสียแล้ว"
หลังจากยืนยันได้ว่าตนเองติดอันดับป้ายพลังยุทธ์อัคคี์แล้ว เจียงอี้จวินก็สอดส่องมองหาเยี่ยเฉินเฟิง คิดอยากจะเยาะเย้ยถากถางอีกฝ่ายให้สาแก่ใจ แต่ก็พบว่าอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ในโถงวิหาร
“ผู้เฒ่าถาน ไม่ทราบว่าเยี่ยเฉินเฟิงเขาอยู่ที่ไหนหรือ?” เจียงอี้จวินเอ่ยถามผู้าุโถานที่อาสาเป็พยานให้พวกเขา
“เยี่ยเฉินเฟิงยังไม่ออกมาจากค่ายกลิญญาฟ้าเลย” ผู้าุโถานกล่าว
"อะไรนะ! ด้วยระดับพลังที่แท้จริงของเขาไม่น่าจะยื้อไว้ได้นานขนาดนี้นะ" สีหน้าของเจียงอี้จวินเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เขาเอ่ยขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ
“เขาไม่มีทางสร้างผลงานได้ดีไปกว่าข้าอย่างแน่นอน เขาจะต้องแอบซ่อนอยู่ที่ใดสักแห่งเพื่อถ่วงเวลาให้นานขึ้นแน่” เจียงอี้จวินที่สีหน้าหมองคล้ำยังคงกล่าวปลอบใจตนเองอยู่
"ครืน ครืน!"
ในขณะที่เจียงอี้จวินกำลังปลอบใจตัวเองอยู่นั้น แสงสีขาวแสบตาก็สะท้อนออกมาจากป้ายหยกจัดอันดับ รายชื่อลำดับสุดท้ายบนป้ายหยกได้มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง
ชื่อที่เจียงอี้จวินและผู้าุโถานแทบไม่คิดว่าจะเป็ไปได้ก็ปรากฏขึ้นที่อันดับล่างสุดของป้ายหยก
"เป็ไปไม่ได้ นี่มันไม่ใช่เื่จริง”
ความสุขที่ได้ขึ้นสู่อันดับบนป้ายพลังยุทธ์อัคคี์มลายหายไปจนหมดสิ้น เจียงอี้จวินขยี้ตาตัวเองแรงๆ เพราะไม่อยากยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าเป็เื่จริง ในใจเริ่มเกิดอาการหวั่นใจขึ้นมา
“เยี่ยเฉินเฟิง เขาทำได้จริงๆ ด้วย”
อารมณ์ของผู้าุโหลิวตรงข้ามกับเจียงอี้จวินอย่างสิ้นเชิง เขารู้สึกสุขใจและปลาบปลื้มแทนเยี่ยเฉินเฟิงมาก เมื่อชื่อของอีกฝ่ายปรากฏขึ้นบนอันดับของป้ายพลังยุทธ์อัคคี์
“ผู้าุโถาน ข้าพูดผิดเสียที่ไหนล่ะ บอกแล้วไงว่าเยี่ยเฉินเฟิงผู้นี้จะต้องทำให้พวกเราประหลาดใจได้อย่างแน่นอน” ผู้าุโหลิวกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ผู้าุโหลิว สายตาของท่านยังคงร้ายกาจไม่มีเปลี่ยนเลย พร์ของเยี่ยเฉินเฟิงผู้นี้อาจอยู่เหนือกว่าฟู่โยวเยวี่ยและหลินฝูซินเสียอีก” ผู้าุโถานสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับความตกตะลึงในใจและกล่าวชื่นชม
"เอ๊ะ อันดับบนป้ายหยกเปลี่ยนไปอีกแล้ว"
ในขณะที่ผู้าุโทั้งสองคนกำลังพูดคุยเื่เกี่ยวกับเยี่ยเฉินเฟิงอยู่นั้น ป้ายหยกจัดอันดับก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง อันดับคะแนนของเยี่ยเฉินเฟิงเพิ่มสูงขึ้นไปอีกขั้น ข้ามผ่านเจียงอี้จวินขึ้นไปอยู่ในลำดับที่สี่สิบเก้า
“ไม่ใช่เื่จริงหรอก ข้าต้องฝันไปแน่ๆ เขาไม่มีทางเก่งกาจขนาดนี้ได้หรอก”
เมื่อคิดถึงการเดิมพันระหว่างตัวเขากับเยี่ยเฉินเฟิง เจียงอี้จวินก็รู้สึกวิตกกังวลอย่างมาก เหงื่อเย็นๆ พลันรินไหลลงมาจากหน้าผากของเขา
ในขณะนั้น ภายในมิติชั้นที่สี่ของค่ายกลิญญาฟ้า เยี่ยเฉินเฟิงที่ร่างกายเปรอะเปื้อนเืก็กำลังเข้าต่อสู้โรมรันกับปรมาจารย์อสูรมายาระดับสี่แบบสองรุมหนึ่ง เพื่อที่จะสังหารทั้งสองคนเยี่ยเฉินเฟิงเพิ่มระดับพลังกายของเขาจนถึงขีดจำกัดและผสานรวมกับจิตอสูร จนมีพละกำลังสูงถึงสองหมื่นห้าพันจิน
“ตราประทับอสรพิษโลหิต!”
มือข้างซ้ายของเยี่ยเฉินเฟิงขยับวาดหัตถ์เวทอันซับซ้อนด้วยความเร็วสูง อสรพิษโลหิตที่ราวกับมีชีวิตอยู่จริงก็แปรเปลี่ยนเป็ตราประทับฝ่ามือขนาดใหญ่สีแดงเื กระแทกใส่ปรมาจารย์อสูรมายาระดับสี่ทั้งสองคนอย่างกระชั้นชิดจนล่าถอยไป
จากนั้น บนห้วงอากาศว่างเปล่าก็ปรากฏระลอกคลื่นขึ้น ลำแสงดาบอันแหลมคมเส้นหนึ่งพุ่งลงมาราวกับอัสนีบาต พุ่งแทงปรมาจารย์อสูรมายาระดับสี่คนแรกจนสิ้นชีพ
หลังจากปลิดชีพปรมาจารย์อสูรมายาระดับสี่ได้คนหนึ่งแล้ว ความกดดันของเยี่ยเฉินเฟิงก็พลันลดลง ร่างกายแวบหายไปปรากฏอยู่ใกล้ปรมาจารย์อสูรมายาอีกคนที่ล่าถอยไปเพราะถูกโจมตีด้วยตราประทับอสรพิษโลหิต ก่อนจะจู่โจมอีกฝ่ายด้วยความไวดุจสายฟ้าแลบ
“ปัง!”
ปรมาจารย์อสูรมายาระดับสี่ที่าเ็สาหัสไปทั้งตัว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีอันรุนแรงของเยี่ยเฉินเฟิง ทั่วร่างของเขาก็เกิดรอยแยกปริแตกเต็มไปหมด ขณะที่พละกำลังกว่าสองหมื่นห้าพันจินไหลทะลักเข้าไปในร่างกาย เขาก็กรีดร้องออกมาด้วยความเ็ป ร่างกายะเิแตกกระจายกลายเป็กลุ่มหมอกควัน สลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“ฟู่ๆ ห้วงมิติชั้นที่สี่ของค่ายกลิญญาฟ้าฝ่าฟันได้ยากมากจริงๆ”
เมื่อฝ่าฟันมาได้ถึงตรงกลางของห้วงมิติชั้นที่สี่ เยี่ยเฉินเฟิงก็สูญเสียพลังกายและพลังิญญาไปเป็จำนวนมาก ทว่าการฝึกฝนร่างกายอย่างหนักในสถานการณ์เสี่ยงเป็เสี่ยงตาย ทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับอำนาจกระบี่ของเยี่ยเฉินเฟิงเพิ่มสูงขึ้นอีกระดับ เขาเข้าใจแก่นสารและท่วงทำนองของเคลื่อนย้ายเงาพรายได้อย่างลึกซึ้งอีกด้วย
พลังของท่วงทำนองในเคลื่อนย้ายเงาพรายก็คือลีลาเคลื่อนไหวของเงา มีเพียงการเข้าถึงสัจธรรมของท่วงทำนองแห่งเงาเท่านั้นถึงจะสามารถรวมร่างเงาที่มีความเร็วสูงได้ และฝึกฝนเคลื่อนย้ายเงาพรายจนถึงระดับขั้นที่หนึ่ง
"ฟุ่บ!"
แสงสว่างวาบปรากฏขึ้นใต้เท้าของเยี่ยเฉินเฟิง ความเร็วของเขาเพิ่มสูงขึ้นจนถึงระดับที่ไม่อาจจินตนาการถึงได้ ร่างกายขยับพลิ้วไหวไปตามทางเดินหินแสนคับแคบราวกับภูตพรายที่หายตัวไปมาได้ หลบเลี่ยงการโจมตีของปรมาจารย์อสูรมายาผู้หนึ่งที่พุ่งกายออกมา
เมื่อความคล่องตัวและความรวดเร็วในการเคลื่อนไหวของเยี่ยเฉินเฟิงเพิ่มสูงขึ้น เื้ัของเขาจึงปรากฏเป็เงาภาพติดตาทับซ้อนจำนวนมาก
เงาภาพติดตาเ่าั้ช่วยเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนไหวของเยี่ยเฉินเฟิงขึ้นเล็กน้อย ทำให้เขาสามารถพลิ้วกายหลบหนีการโจมตีจากปรมาจารย์อสูรมายาระดับสี่ได้อย่างง่ายดาย
ในขณะที่เยี่ยเฉินเฟิงใช้เคลื่อนย้ายเงาพรายมุ่งหน้าฟาดฟันศัตรูไปตลอดทางจนใกล้จะสุดทางเดินหิน ทันใดนั้นส่วนลึกในจิตใจของเขาก็ััได้ถึงอันตรายอันรุนแรง ร่างกายม้วนตลบอย่างต่อเนื่องอยู่สองรอบใหญ่เพื่อหลบเลี่ยงการโจมตีจากเงาทวนอันรวดเร็วที่พุ่งแทงเข้ามา
“ปรมาจารย์อสูรมายาระดับห้า”
เยี่ยเฉินเฟิงมองไปทางชายชุดดำคนหนึ่งที่ถือทวนยาวสีดำในมือและกำลังยืนขวางทางของตัวเองอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขาััได้จากกลิ่นอายที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของชายชุดดำ พลังที่แท้จริงของอีกฝ่ายอยู่ในเขตแดนปรมาจารย์อสูรมายาระดับห้า
ถ้าอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมเขามั่นใจว่าจะสามารถสังหารปรมาจารย์อสูรมายาระดับห้าลงได้ ทว่าในยามนี้เขาสูญเสียพลังไปอย่างมาก ไม่มีทางแสดงพลังระดับสูงสุดของตนเองออกมา
ที่สำคัญไปกว่านั้นคือเขาไม่สามารถถอยหนีได้เลย เนื่องจากมีปรมาจารย์อสูรมายาระดับสี่อีกสองคนไล่ตามมาปิดกั้นเส้นทางไว้
"เข้ามาเลย!"
เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่ง เยี่ยเฉินเฟิงก็ะเิจิติญญาแห่งการสู้รบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนออกมา หลังจากแผดเสียงคำรามดังลั่น ร่างของเขาก็พุ่งออกไปราวกับเกาทัณฑ์ที่หลุดจากคันศรเข้าประชิดตัวปรมาจารย์อสูรมายาระดับห้าด้วยเร็วสูงพร้อมกับเสียงพุ่งแหวกอากาศแสบแก้วหู
ลำแสงกระบี่ที่มีความเร็วสูงตัดผ่านห้วงอากาศที่ร้อนแผดเผาราวกับอัสนีบาตจากชั้นฟ้า ตวัดกระบี่เพียงหนึ่งคราก็ครอบคลุมได้ทั้งหมดทั้งมวล
