เฉินเฟิงเหงื่อออกทั่วตัว อีกทั้งลมปราณทั่วร่างยังแห้งเหือด
เขาหายใจหอบเฮือกใหญ่ พยายามฟื้นฟูพลังบางส่วน
เมื่อหลินอ้ายหว่านจอดรถเบื้องหน้าเฉินเฟิง ร่างกายของเขาก็ฟื้นฟูได้พอประมาณ
"คุณแพ้แล้วนะ นี่ยืนรอเป็ชาติเลย!"
เฉินเฟิงส่งยิ้มกว้างให้หลินอ้ายหว่าน
ด้วยเหตุนี้ การไลฟ์สดที่ยาวถึงสามสิบนาทีจึงสิ้นสุดลงอย่างเป็ทางการ
ติ๊ง!
[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้สร้างสถิติการไลฟ์สดครั้งใหญ่! จำนวนผู้ชมสูงสุดพร้อมกันสูงถึงห้าร้อยแปดล้านคน
บัญชีโต่วอินของคุณได้รับผู้ติดตามสี่ร้อยล้านคน
คะแนนชื่อเสียงปรมาจารย์นักสู้ของโฮสต์ไต่ระดับถึงสี่ร้อยล้านคะแนน
ระบบขอแจ้งเตือนโฮสต์ว่า การขัดเกลากายเนื้อศักดิ์สิทธิ์านี้ยากลำบากเป็อย่างยิ่ง คุณ้าแลกเปลี่ยนหรือไม่?]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบชื่อเสียงรอบด้านดังขึ้นอีกครั้ง ก้องกังวานภายในหัว
‘ยากแค่ไหนผมก็ไม่สน แลกเปลี่ยนมาเลย’
เฉินเฟิงไม่หวั่นต่อคำเตือนของระบบ เขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า้าใช้คะแนนสี่ร้อยล้านแลกเปลี่ยนกับกายเนื้อศักดิ์สิทธิ์า
ติ๊ง!
[โฮสต์ใช้คะแนนชื่อเสียงปรมาจารย์นักสู้สี่ร้อยล้านคะแนน แลกเปลี่ยนเป็กายเนื้อศักดิ์สิทธิ์าจากนิยายอำพราง์สำเร็จ!]
ทันทีที่เสียงแจ้งเตือนจากระบบจบลง เฉินเฟิงััได้ว่าร่างกายของเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ความอ่อนเพลียเมื่อครู่ถูกปัดเป่าจนหมดสิ้น ราวกับการใช้แรงทั้งหมดที่ผ่านมาไม่นับเป็อะไรเลยต่อหน้ากายเนื้อศักดิ์สิทธิ์
'นี่สินะ กายเนื้อศักดิ์สิทธิ์า ยอดเยี่ยม!'
เฉินเฟิงคิดอย่างตื่นเต้น
ทันใดนั้นเอง สองสาวสวยก็เดินออกจากอาคารผู้โดยสารสนามบิน เมื่อพวกเธอเห็นเฉินเฟิงก็รีบวิ่งเข้ามาหาเขาด้วยรองเท้าส้นสูง
ไช่เฟินะโโถมตัวเข้าหาเฉินเฟิงทันทีที่เห็นเขา เพราะเธอรู้ว่าเฉินเฟิงต้องรับตัวเธอไว้อย่างแน่นอน
ทั้งคู่ไม่ได้พบกันนานกว่าสิบปี แต่ความรู้สึกที่มีต่อกันก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
"ผมยังคงเป็เด็กหนุ่มคนเดิม เพียงแต่ข้างกายไม่มีเธออีกต่อไป ภาพความทรงจำอันล้ำค่าเ่าั้ ยังคงชัดเจนจนถึงทุกวันนี้…"
เฉินเฟิงรับไช่เฟินที่วิ่งเข้าหาไว้ได้ เขาเผลอร้องเพลงของคนอื่นที่เขียนเนื้อขึ้นใหม่อย่างอดใจไม่อยู่
สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ยากมากในสองชาติภพของเขา เฉินเฟิงแทบไม่ร้องเพลงของคนอื่นเลย
โดยเฉพาะเพลงที่ถูกดัดแปลงเนื้อเพลงขึ้นใหม่
แต่ด้วยสถานการณ์และบรรยากาศอันเป็ใจทำให้เขาอดร้องเพลงนี้ขึ้นมาไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น เฉินเฟิงพบว่าเสียงของเขาไม่ใช่เสียงผู้หญิงแบบเสี่ยวเยี่ยนจื่อแล้ว
แต่เป็เสียงผู้ชายของเขาก่อนที่จะถูกวางยา
ติ๊ง!
[ตรวจพบว่าโฮสต์ร้องเพลง ‘Youngster’ เวอร์ชันดัดแปลงโดยไม่ตั้งใจ ระบบกำลังส่งข้อมูลทั้งหมดของเวอร์ชันต้นฉบับเข้าสู่สมองของโฮสต์โดยตรง
ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ใช้คะแนนชื่อเสียงปรมาจารย์นักสู้กว่าสี่ร้อยล้านคะแนนแลกเปลี่ยนเป็กายเนื้อศักดิ์สิทธิ์า
ด้วยพลังอำนาจกายเนื้อานี้เส้นเสียงของโฮสต์จึงกลับเป็ปกติ]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบชื่อเสียงรอบด้านทำให้เฉินเฟิงเข้าใจทุกอย่าง
เขาโอบกอดร่างบางของไช่เฟินด้วยความยินดี และเริ่มร้องเพลง ‘Youngster’ โดยไม่มีเสียงดนตรีช่วยใดๆ
"เปลี่ยนรูปแบบชีวิต
ทำตนให้มีความสุข
ปล่อยวางอคติ
ทำบรรยากาศให้ดีขึ้น
ทุกการกระทำ
ล้วนเป็ประสบการณ์ที่ได้รับกลับมา
รออะไรอยู่ล่ะ เลือกสิ่งที่ถูกต้องสิ
ที่ผ่านมาก็นับเป็อดีตไป
ปล่อยให้มันผ่านเลยไป
ไม่ต้องสนใจว่ามันเป็เื่ตลกหรือเื่โป้ปด
ถนนหนทางอยู่ ณ ปลายเท้าเรา
แท้จริงไม่ซับซ้อนเลย
เพียงจำไว้เธอเป็ใครก็พอ
Wu oh oh
Wu oh oh
ผมยังคงเป็เด็กหนุ่มคนเดิม
ไม่มีอะไรแปรเปลี่ยน
เวลาเป็เพียงบททดสอบ
ความเชื่อมั่นยังฝังใจไม่เคยหายไปไหน
หนุ่มน้อยคนนี้ตรงหน้าเธอ
ยังคงเป็คนเดิม
ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคตรงหน้า!"
ขณะเดียวกันระบบเริ่มแสดงพฤติกรรมอันคุ้นเคยอย่างการเล่นเพลงผ่านโทรศัพท์มือถือของเฉินเฟิงโดยอัตโนมัติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อตัวเฉินเฟิงรู้ว่าเสียงของเขากลับมาเป็ปกติด้วยอำนาจของกายเนื้อศักดิ์สิทธิ์แล้ว เสียงของเขาจึงสามารถร้องได้หลากหลายระดับมากยิ่งขึ้น
เขาสามารถร้องเพลงด้วยน้ำเสียงของนักร้องต้นฉบับได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่มีการผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น ทักษะการร้องเพลงของเฉินเฟิงยังดีกว่านักร้องต้นฉบับเสียอีก
ผู้คนจำนวนมากหน้าอาคารผู้โดยสารสนามบินจึงถูกเสียงเพลงของเขาดึงดูด
แม้ว่าตามเนื้อตัวเฉินเฟิงจะเต็มไปด้วยเหงื่อ แต่ไช่เฟินก็ไม่รังเกียจเขาแม้แต่น้อย
แม้แต่หลิ่วเหยียนยังยืนนิ่งอยู่ข้างๆ จดจ่อไปกับเสียงเพลงของเขา
หลิ่วเหยียนเป็คนบอกเลิกเฉินเฟิง ดังนั้นแม้จะพูดคุยกันทางออนไลน์แล้ว แต่เมื่อถึงเวลาเจอหน้ากันจริงๆ เธอยังรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง เธอรู้สึกว่ายังมีบางอย่างที่ต้องขอโทษต่อหน้า
หลังจากร้องเพลง ‘Youngster’ จบ เฉินเฟิงมองผู้โดยสารสนามบินที่ยืนดูอยู่รอบๆ ด้วยรอยยิ้มขวยเขิน
"เพลงจบแล้ว แยกย้ายครับแยกย้าย ถ้าอยากฟังอีกก็โหลดแอปโต่วอินไปฟังกันได้นะครับ ผมจะอัปโหลดวิดีโอการร้องเพลงเมื่อกี้เร็วๆ นี้!"
ในขณะเดียวกัน เฉินเฟิงแอบถามระบบในใจ ถามว่าฟังก์ชันวิดีโอสั้นเบื้องต้นได้รับการอัปเดตหรือยัง
ระบบบอกเขาว่าจากการไลฟ์สดที่มียอดผู้ชมห้าร้อยล้านคนผ่านแอปโต่วอิน ดึงดูดผู้ใช้งานกว่าสี่ร้อยล้านคน
ระบบทำการอัปเกรดอัลกอริธึมของโต่วอินอย่างสมบูรณ์แล้วเพื่อรองรับผู้ใช้เหล่านี้
หมายความว่าตอนนี้โต่วอินมีฟังก์ชันทั้งหมดของโลกเดิมแล้ว
ทว่า ผลลัพธ์ที่ได้คือคะแนนชื่อเสียงนักธุรกิจสองร้อยล้านที่เฉินเฟิงสะสมจากการไลฟ์สดก็ถูกใช้จนหมดเกลี้ยง
‘หมายความว่าผมไม่ต้องหาตัวจางจิงเหรินแล้วใช่ไหม?’
เฉินเฟิงหยั่งเชิงถามระบบด้วยความประหลาดใจ
[คุณยังคงต้องหาตัวจางจิงเหรินให้พบ เพื่อช่วยโฮสต์บริหารบริษัทหลงอ้าวเถี้ยวต้ง] ระบบตอบกลับ ‘นั่นสินะ บริษัทคงไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ด้วยตัวของผมกับระบบเพียงอย่างเดียวอยู่แล้ว’
เฉินเฟิงเห็นด้วยกับคำแนะนำของระบบ
หลังจากนั้น เฉินเฟิงพาไช่เฟินกับหลิ่วเหยียนขึ้นรถของหลินอ้ายหว่าน
โอ๊ะ ไม่สิ ตอนนี้รถคันนี้เป็ของเขาแล้วนี่นา!
หลินอ้ายหว่านกลายเป็แค่คนขับรถ
ในฐานะาาและราชินีแห่งวงการเพลง หลินอ้ายหว่านกับไช่เฟินจึงมีความรู้จักมักจี่คุ้นเคยกันเป็อย่างดี ทั้งคู่จึงเริ่มพูดคุยอย่างออกรสเกี่ยวกับเพลง ‘Youngster’ ที่เฉินเฟิงเพิ่งร้องเมื่อสักครู่
ทางด้านเฉินเฟิงกับหลิ่วเหยียนนั่งอยู่เบาะหลัง ทั้งคู่ต่างตกอยู่ในความเงียบอย่างน่าประหลาด
เฉินเฟิงไม่ได้พบกับไช่เฟินนานมากเหลือเกิน แต่เมื่อยามได้หวนกลับมาพบกัน กลับไร้ซึ่งกำแพงใดๆ ขวางกั้น ราวกับทั้งสองยังวนอยู่ในห้วงรักของกันและกัน
แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหลิ่วเหยียน ผู้หญิงที่ทิ้งเขาไปใน่ที่เขาตกต่ำ เฉินเฟิงยังรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง
เห็นสถานการณ์เป็เช่นนี้ ไช่เฟินจึงหันไปบอกหลินอ้ายหว่าน
“ขับไปโรงแรมห้าดาวที่ใกล้ที่สุดเหอะ สองคนนี้คงไม่ปล่อยวางจนกว่าจะได้สักป๊าบ!”
หลินอ้ายหว่านจ้องมองไช่เฟินตาถลน เขาแอบคิดในใจ
'พวกเธอสองคนพร้อมมีสามีคนเดียวกันแล้วเรอะ? ใจกว้างเสียจริง! แฟนเก่าคนแรกอนุญาตให้คืนดีกับแฟนเก่าอีกคนได้?'
ไช่เฟินไม่สนใจสายตาหลินอ้ายหว่าน
ก่อนหน้านี้หญิงสาวทั้งสองตกลงกันเป็ที่เรียบร้อยแล้วว่าจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันสามคน
ยังไงก็ไม่คิดจะจดทะเบียนอยู่แล้ว
หลินอ้ายหว่านจึงจำใจจอดรถหน้าโรงแรมห้าดาวที่ใกล้สนามบินที่สุด
จากนั้น เป็หลิ่วเหยียนที่จับมือ ลากตัวเฉินเฟิงที่ยังไม่หายรู้สึกอึดอัดเดินเข้าโรงแรม
แต่ไช่เฟินไม่ได้ตามทั้งสองไป เธอนั่งกินขนมหวานรอในล็อบบี้โรงแรมอย่างเงียบสงบ
"ถามจริง ใจกว้างขนาดนั้นเลยจริงดิ?"
ในที่สุด หลินอ้ายหว่านก็ไม่สามารถอดกลั้นความอยากรู้อยากเห็นได้อีกต่อไป เขาจึงออกปากถามเธออย่างสงสัย
