เมื่อได้ยินที่เจินชิงฉุนพูด ตู้เซ่าฝู่ก็ลังเลนิดหน่อย แต่เขาเองก็พอเคยได้ยินเื่อาวุธิญญาและถุงหยินหยางว่า ต้องใช้หยาดโลหิตในการกำหนดตัวเ้าของ ดังนั้นจึงเลิกลังเล หลังจากถุงหยินหยางระบุเ้าของเรียบร้อยแล้ว เขาก็ส่งพลังปราณเข้าสู่ถุงหยินหยาง จากนั้นถุงหยินหยางก็เปิดออก ตู้เซ่าฝู่รีบค้นดูของทั้งหมดในถุงหยินหยางสองใบทันที
“นี่คือชิ้นส่วนของอสูรขั้นเบิกนภา”
“นี่คือโลหิตสกัดอสูรขั้นเบิกนภา”
“มียาวิเศษกับวิทยายุทธจริงด้วย แถมเงินไม่น้อยเลย”
“ถุงหยินหยางของจอมยุทธสาวคนนั้นมีของไม่เยอะเท่าไร ทว่าเป็ของที่มีค่าและขั้นสูงมากอยู่ วิทยายุทธอันนี้อย่างน้อยก็น่าจะ ‘ขั้นพลิ้วเหาะง แล้วกระมัง”
“...”
ของมูลค่ามหาศาลจำนวนไม่น้อยวางเรียงอยู่ด้านหน้าตู้เซ่าฝู่เป็กองๆ ตู้เซ่าฝู่มีสีหน้าพอใจ ในถุงหยินหยางของโซ่วหู่หัวหน้ากลุ่มใหญ่กลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาว มีชิ้นส่วนและโลหิตสกัดของอสูรอยู่ไม่น้อย และก็ยังมียาวิเศษกับวิทยายุทธขั้นเบิกนภาด้วยชุดหนึ่ง คิดว่าทรัพย์สินมีค่าของกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาว ส่วนใหญ่น่าจะเก็บไว้ในถุงหยินหยางใบนี้แล้ว
ถุงหยินหยางของจอมยุทธสาวคนนั้นมีไม่ค่อยมาก ทว่ามีชุดกระโปรงของสตรีหลายชุด รวมถึงมีเครื่องสำอางอยู่ไม่น้อย ที่ทำให้ตู้เซ่าฝู่ประหลาดใจคือ ในนี้มียาลูกกลอนระดับสูงอยู่มากมาย เงินก็มีอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะมีวิทยายุทธชุดหนึ่ง คิดว่าน่าจะเป็วิทยายุทธขั้นพลิ้วเหาะ
วิทยายุทธขั้นพลิ้วเหาะเป็สิ่งที่มีมูลค่าสูงมากจนน่าใ ยิ่งไปกว่านั้นในนั้นยังมียาลูกกลอนชั้นดีมากมาย มูลค่านำมาคิดรวมๆ กันแล้ว น่าจะสูงกว่าถุงหยินหยางที่ได้มาจากโซ่วหู่เสียอีก
ตู้เซ่าฝู่ใบหน้ายิ้มแย้มด้วยความพอใจ เจินชิงฉุนอดไม่ได้ที่จะพูดเหน็บแนบอย่างดูถูกว่า “ของขยะๆ พวกนี้ก็ทำให้ดีใจได้ถึงขนาดนี้เลยหรือ ช่างไร้เดียงสาจริงๆ”
“เจ๋งจริงก็แสดงของที่ดีกว่ามาให้ดูสิ” ตู้เซ่าฝู่เหลือบไปมองเจินชิงฉุนด้วยความรำคาญ จากนั้นก็เก็บสมบัติมูลค่าสูงพวกนี้กลับไปในถุงหยินหยางอีกครั้ง
“เ้า...”
คำพูดของตู้เซ่าฝู่ทำให้เจินชิงฉุนจนพูดไม่ออก จากนั้นก็พยายามคุมความรู้สึกน้อยใจไว้ข้างใน กล่าวกับตู้เซ่าฝู่ว่า “เ้าหนู ข้าพิสูจน์ให้เ้าเห็นแล้วว่าข้าคือนักเวทยันต์คนหนึ่ง ข้าไม่ใช่โจรต้มตุ๋นแน่นอน พวกเรามาแลกเปลี่ยนอะไรกันหน่อยดีหรือไม่?”
ตู้เซ่าฝู่เงยศีรษะ หันไปมองเจินชิงฉุนพร้อมเอ่ยว่า “เ้าอาจจะเป็นักเวทยันต์คนหนึ่ง เ้าอยากแลกเปลี่ยนอะไรกับข้า อยากได้พลังปราณของข้าใช่หรือไม่? หากใช่ละก็ ข้าเตือนเ้าไว้เลยว่าหยุดคิดเสียเถิด ใครกล้ามายุ่งกับพลังปราณของข้า ข้าจะสู้กับคนนั้นสุดใจเอาให้ตายไปข้างหนึ่งเลย”
“เอ่อ...”
เจินชิงฉุนจุกจนพูดไม่ออกอีกครั้ง เขาคิดว่าเขากับเด็กหนุ่มคนนี้คุยกันในภาษาเดียวกันยาก เขาหายใจเข้าลึกๆ พยายามฝืนยิ้มออกมา กล่าวว่า “เ้าหนู เ้าไม่ต้องกลัว ข้าไม่ได้้าพลังปราณทั้งหมดของเ้า ขอแค่ในแต่ละครั้งแบ่งไปใช้นิดๆ หน่อยๆ ไม่มีผลใดๆ กับตัวเ้าเลย เดี๋ยวพอพลังจิติญญาของข้ากลับมาแข็งแกร่งขึ้นหน่อย ข้าก็สามารถออกจากเจดีย์เล็กนี้และหาวิธีฟื้นฟูตัวเองได้แล้ว”
ตู้เซ่าฝู่เหลือบไปมองแล้วมองบนใส่ ทำสีหน้าเ็าใส่ไม่พูดอะไร ง่วนกับการเก็บของล้ำค่าของตัวเองต่อ ในใจคิดว่าจะเอาไปแลกเป็เงินอย่างไรดี
“เ้าหนู เ้าอยากแข็งแกร่งขึ้นหรือไม่ ข้าทำให้เ้าแข็งแกร่งจนเป็ยอดฝีมือไร้เทียมทานในยุทธจักรได้นะ”
เจินชิงฉุนไม่ยอมแพ้ พยายามโน้มน้าวต่อ เขาคิดว่าไม่มีใครที่จะทนการยั่วยุนี้ไปได้ แล้วเด็กหนุ่มนิสัยเสียคนนี้จะอดทนต่อการยั่วยุไหวหรือ นี่คือจุดอ่อนของทุกคน เป็สิ่งที่มนุษย์มักจะถูกยั่วให้หลงใหล “เ้าอยากมีเงินทอง สาวงามและพลังอำนาจไว้ในหรือไม่?”
“หากเ้ามีความสามารถนี้ ตอนนี้เ้าก็คงไม่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้หรอก เ้าคิดว่าข้าจะเชื่อเ้าหรือ?”
ในที่สุดตู้เซ่าฝู่ก็เก็บของใส่คืนถุงหยินหยางสองถุงได้สำเร็จ เขาลุกขึ้นแล้วมองเจินชิงฉุนที่พยายามโน้มน้าวอย่างไม่ลดละ
“เอ่อ...”
เจินชิงฉุนถูกพูดแทงใจดำจนพูดไม่ออกอีกแล้ว เขากลั้นโมโหจนหน้าแดงไปทั้งหน้า เขาอยากจะอาละวาด อยากจัดการสั่งสอนเด็กหนุ่มที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงคนนี้ แต่ดูจากสภาพของเขาตอนนี้ เขายังไม่สามารถทำได้
“เ้าหนู เ้าอยากกลายเป็นักเวทยันต์หรือไม่?”
ทนกัดฟันมานาน เจินชิงฉุนก็โยนคำถามน่าดึงดูดใจกับตู้เซ่าฝู่อีกครั้ง เขามั่นใจว่า ไม่ว่าใครที่ได้ยินประโยคดังกล่าว ก็จะตื่นเต้นกันหมด นักเวทยันต์เป็อาชีพที่ใครๆ ก็ใฝ่หา
“เ้าอยากโดนปัสสาวะขับไล่สิ่งชั่วร้ายอีกหรือ!”
เพียงแต่ผลลัพธ์ไม่เป็ไปตามที่เจินชิงฉุนคาดไว้อีกแล้ว ตู้เซ่าฝู่แทบไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กับคำว่านักเวทยันต์เลย แถมยังจ้องเจินชิงฉุนตาเขม็งด้วยความโมโห
ไม่ใช่ว่าตู้เซ่าฝู่ไม่รู้ถึงสถานะของนักเวทยันต์ในแผ่นดินใหญ่ กลับกัน ตู้เซ่าฝู่เองก็อยากเป็นักเวทยันต์ นักเวทยันต์ที่เก่งกาจในตำนาน แข็งแกร่งยิ่งกว่านักฝึกฌานยอดฝีมือเสียอีก
เพียงแต่ตอนแรกที่เขาพบว่าชีพจรลมปราณเขามีปัญหา บ้านสกุลตู้ก็เชิญคนมาช่วยตรวจร่างกายของตู้เซ่าฝู่แล้ว ผลลัพธ์ระบุไว้ นอกจากชีพจรลมปราณมีปัญหา ยังมีศักยภาพพื้นฐานไม่เพียงพอที่จะเป็นักเวทยันต์ได้
ดังนั้นเมื่อได้ยินเจินชิงฉุนถามตนว่าอยากเป็นักเวทยันต์หรือไม่ ตู้เซ่าฝู่ก็ไม่ได้คิด เพราะนอกจากเป็นักเวทยันต์ไม่ได้ ตอนนี้เขาเองก็กำลังฝึกตามวิชาฝึกฌานของอสูรเหยี่ยวั์ปีกทอง แล้วทำไมยังต้องอยากเป็นักเวทยันต์อีก
“เ้าหนู เ้าไม่อยากเป็นักเวทยันต์จริงหรือ?”
เจินชิงฉุนอึดอัดใจอีกครั้ง เขาคิดไม่ออกจริงๆ ว่าเหตุใดเขาจึงไม่สนเื่นักเวทยันต์ ต้องมีอะไรผิดแปลกไปแน่ๆ หรือว่าเ้าเด็กคนนี้สมองทึ่มมีปัญหา
“ข้าเคยตรวจร่างกายมา ข้าไม่มีศักยภาพพื้นฐานสำหรับการเป็นักเวทยันต์ได้ เ้าเก็บน้ำลายไปเถิดพูดเปลืองน้ำลายเปล่าๆ”
ตู้เซ่าฝู่มองบนใส่เจินชิงฉุน ในใจคิดว่า คำเชิญชวนน่าหลงใหลทั้งหลายของเจินชิงฉุน เขาไม่ควรไปสนใจมาก ฝ่ายนั้นมีเป้าหมายคืออยากได้พลังปราณของเขา
“ใครบอกว่าเ้าจะเป็นักเวทยันต์ไม่ได้ ใครที่ไหนมาวิเคราะห์อะไรส่งเดช”
เจินชิงฉุนะเิโมโหออกมาด้วยความตื่นเต้น กล่าวว่า “ไอ้บ้าที่ตรวจร่างกายให้เ้าต้องเป็พวกชั่วไร้สมองแน่ๆ”
ตู้เซ่าฝู่ได้ยิน แววตาก็เริ่มเป็ประกาย หันไปมองเจินชิงฉุนพร้อมถามว่า “หากเ้าพูดเช่นนั้น หมายความว่าข้ามีศักยภาพพอที่จะเป็นักเวทยันต์หรือ?”
“และไม่ได้มีแค่ศักยภาพพื้นฐานด้วย” เจินชิงฉุนเงยหน้า แววตาตั้งมั่นเป็ประกาย จ้องไปที่ตู้เซ่าฝู่พร้อมกล่าวว่า “เ้ารู้หรือไม่ว่าการเป็นักเวทยันต์ต้องใช้อะไรบ้าง”
“พลังจิตและรากปราณที่สุดยอด” ตู้เซ่าฝู่ตอบ ตอนเด็กเขาเคยได้ยินเื่พวกนี้ คนที่สามารถเป็ผู้ฝึกฌานที่แท้จริงได้มีไม่เยอะ ส่วนนักเวทยันต์ก็มีน้อยคนหนึ่งในหมื่นของผู้ฝึกฌานที่จะสามารถเป็ได้
“ถูกต้อง การเป็นักเวทยันต์ต้องมีพลังจิตและรากปราณที่สุดยอด จะขาดอย่างไหนไปก็ไม่ได้ รากปราณของเ้าไม่ดี แย่กว่าชีพจรลมปราณตอนนี้ของเ้าเสียอีก” เจินชิงฉุนพูดอย่างไม่เกรงใจ
“งั้นเ้ายังมีหน้ามาบอกว่าข้าเป็นักเวทยันต์ได้” ตู้เซ่าฝู่แสดงสีหน้าเบื่อหน่าย
“เ้าโง่เ้าเข้าใจอะไรที่ไหน” เจินชิงฉุนมองบนใส่ตู้เซ่าฝู่ กล่าวว่า “รากปราณของเ้าไม่ดี ทว่าเ้ามีพลังจิตที่เหนือล้ำกว่าคนปกติทั่วไปไม่รู้เท่าไร หรือจะพูดได้ว่า เมื่อเทียบกับอายุของเ้า พลังจิตของเ้าถือว่าสูงมากเป็ลำดับที่สามเท่าที่ข้าเคยเจอ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใดเ้าจึงมีพลังจิตที่แข็งแกร่งเพียงนี้”
“ข้ามีสิ่งที่สุดยอดกว่าใครๆ เหมือนกัน เ้ามีสายตาที่แหลมคมอยู่เหมือนกันนะ” ตู้เซ่าฝู่ยิ้มออกมา ท่าทางไม่ได้เคอะเขินเลยแม้แต่น้อย จากนั้นถามเจินชิงฉุนว่า “แล้วนี่มันเกี่ยวอะไรกับการเป็นักเวทยันต์ด้วยล่ะ?”
เจินชิงฉุนทำสีหน้าเซ็งใส่ตู้เซ่าฝู่ พลางกล่าวว่า “เกี่ยวสิ เกี่ยวมากด้วย เพราะพลังจิตเป็สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ยากที่จะพัฒนา ทว่ารากปราณมีวิธีสำหรับพัฒนา ถึงขนาดที่เ้าสามารถพัฒนาให้มันแข็งแกร่งมากๆ ได้”
“เท่าที่ข้ารู้มา รากปราณก็ไม่มีวิธีพัฒนานะ”
ตู้เซ่าฝู่ไม่ได้โง่ คนไม่ได้ทานเนื้อหมูก็เคยเห็นหมูนะ รากปราณของนักเวทยันต์ก็เหมือนกับชีพจรลมปราณของผู้ฝึกฌานที่ไม่มีทางพัฒนาได้ ต่อให้เป็คนโชคดีได้ลาภใหญ่ ได้ทานยาชั้นเลิศสำหรับการบำรุงและพัฒนาชีพจรลมปราณและรากปราณ ก็พัฒนาจากเดิมได้ไม่เยอะหรอก
“คนอื่นทำไม่ได้ แต่ข้าทำได้”
เจินชิงฉุนมองตู้เซ่าฝู่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ขอแค่เ้าเชื่อฟังข้า คารวะข้าเป็อาจารย์ ข้าก็จะทำให้เ้ากลายเป็นักเวทยันต์”
“คารวะเ้าเป็อาจารย์?”
ตู้เซ่าฝู่ทำสีหน้าเหนื่อยหน่ายใส่เจินชิงฉุน พลันกล่าวว่า “เ้าไปหาศิษย์คนอื่นเถิด ข้าไม่สนใจ ข้าเป็ผู้ฝึกฌานก็พอแล้ว จะโลภมากเอาทุกอย่างไม่ได้ ข้าไม่ได้มีแรงขนาดนั้น”
เจินชิงฉุนตะลึงจนตาโตอ้าปากค้าง จากนั้นก็เริ่มสบถใส่ตู้เซ่าฝู่อย่างโมโห “เ้าเด็กนี่ เ้ารู้หรือไม่ หากเป็ตอนนั้น ถ้าข้าอ้าปากประกาศรับศิษย์ มีนักเวทยันต์ไม่รู้ว่ามากมายเท่าไรที่ยอมก้มคำนับเอาศีรษะกระแทกพื้นขอร้องให้ข้ารับตนไว้เป็ศิษย์น่ะ!”
“ได้ยินว่านักเวทยันต์แบ่งเป็นักเวทยันต์หนึ่งดาว นักเวทยันต์สองดาว นักเวทยันต์สามดาว นักเวทยันต์สี่ดาว ข้าเคยได้ยินจากท่านลุงใหญ่ เมื่อนานมาแล้วเขายังเคยพบนักเวทยันต์ห้าดาวอีกแหนะ แล้วเ้านักเวทยันต์กี่ดาวล่ะ?” ตู้เซ่าฝู่เลิกคิ้วระหว่างถาม
“สถานะของข้าตอนนี้ข้ายังไม่สะดวกบอกเ้า ไม่เช่นนั้นจะมีผลต่อการฝึกของเ้า และอาจจะทำให้เ้าต้องเดือดร้อน บอกกับเ้าได้แค่ว่า ต่อให้เป็นักเวทยันต์ห้าดาว ในสมัยที่ข้ายังรุ่งโรจน์ เขาก็เป็แค่ลมตดสำหรับข้า” เจินชิงฉุนพูดอย่างมั่นใจ
ตู้เซ่าฝู่ทำสีหน้าเอือมระอาและเบ้ปากใส่เจินชิงฉุนที่มีสีหน้ามั่นใจเสียเหลือเกิน นักเวทยันต์ห้าดาว ถือว่าเป็ยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงะเืไปได้ทั้งแคว้นแล้ว ต่อให้เป็ประมุขของแคว้นเมื่อเจอยอดฝีมือระดับนี้ยังต้องออกไปต้อนรับด้วยตัวเองเลย ทว่าในสายตาของเจินชิงฉุนเป็เพียงลมตดอย่างนั้นหรือ หากเื่นี้แพร่ออกไป ทุกคนต้องหัวเราะเยาะหาว่าเขาเป็คนสติไม่ดีแน่นอน
ตู้เซ่าฝู่เองก็ไม่เชื่อ เขามองใบหน้าอัปลักษณ์ของเจินชิงฉุน อายุก็ดูแค่พอๆ กับเขาเอง จะมองอย่างไรก็ไม่มีเค้าโครงของคนที่จะเป็ยอดฝีมือได้เลย
“เ้าหนู สรุปจะคารวะข้าเป็อาจารย์หรือไม่”
เจินชิงฉุนมองตู้เซ่าฝู่พร้อมเอ่ยถาม ที่จริงตัวเขาเองก็รู้สึกหน้าชา นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีวันนี้ที่เขาต้องมาตกที่นั่งลำบากจนต้องขอให้คนมาคารวะตนเป็อาจารย์ หรือว่าสมัยนี้ นักเวทยันต์ไม่มีฐานะคุณค่าใดๆ เลยหรือ
“ไม่คารวะหรอก แม้ข้าสนใจเื่นักเวทยันต์ แต่ข้าไม่เชื่อเ้า” ตู้เซ่าฝู่ปฏิเสธไปตรงๆ
“เหตุใดจึงไม่เชื่อข้า ข้าพิสูจน์แล้วว่าข้าเป็นักเวทยันต์แล้ว” เจินชิงฉุนฟังแล้วแทบทรุด
“เพราะว่าเ้าหน้าตาอัปลักษณ์ เคยได้ยินหรือไม่ใบหน้าสื่อจิตใจได้ หน้าบูดๆ เบี้ยวๆ ของเ้ามีความเป็โจรต้มตุ๋นมาก” ตู้เซ่าฝู่พูดอย่างจริงจัง
