รุ่งเช้า ~~
ฉันตื่นนอนด้วยดวงตาที่ปูดบวมเล็กน้อยเนื่องจากร้องไห้มาเมื่อคืน ก่อนที่วันนี้ฉันจะแต่งตัวออกไปหางานทำอีกครั้งแม้จะรู้สึกท้อผิดหวังก็ตาม
“ขอให้วันนี้เป็วันที่ดีของคุณลูกจันนะคะ” (^-^)
พี่นิดกล่าวอวยพรเหมือนเช่นเคย ในขณะที่เช็ดตัวให้พ่อของฉันที่ทำได้เพียงนอนกลอกตาไปมาเหมือน้าจะบอกว่าท่านเองก็กำลังอวยพรให้ฉันโชคดีเช่นกัน
“ขอบคุณนะคะพี่นิด ลูกจันฝากคุณพ่อด้วยนะคะ แล้วก็คุณพ่อค่ะลูกจันออกไปทำธุระเดี๋ยวลูกจันกลับมานะคะ” (^-^)
ฉันยิ้มสดใสอีกครั้งก่อนจะเปิดประตูห้องเช่าออกไปด้วยความหวังที่ก่อตัวขึ้นมาอีกหน เพียงแต่...วันนี้ใครเล่าจะไปล่วงรู้ได้ว่าฉันจะต้องไปพบเจอกับอะไรบางอย่างที่ทำให้ฉันต้องตัดสินใจออกไปจากที่เลวร้ายแห่งนี้...
สองเท้ามุ่งหน้าออกจากห้องเช่าด้วยความหวังที่เต็มเปี่ยมอีกครั้งในเช้านี้ จนกระทั่งเมื่อฉันก้าวเท้าไปถึงยังบริษัทแห่งหนึ่งเพื่อยื่นการใบสมัครงานหัวใจก็พลันยิ่งสั่นระรัว
หัวใจที่เต้นตึกตักไม่เป็จังหวะยามที่นั่งรอรับการสัมภาษณ์งาน อีกทั้งความรู้สึกมั่นใจที่เพิ่มมากขึ้นเนื่องจากบริษัทนี้เป็บริษัทที่เคยมีสัมพันธ์ที่ดีกับคุณพ่อของฉันมาก่อนเนื่องจากเป็สายการทำงานทางด้านอสังหาริมทรัพย์เหมือนกันแถมยังเคยร่วมงานโครงการใหญ่ด้วยกันอีกด้วย นั่นจึงทำให้ฉันค่อนข้างจะมั่นใจว่าฉันน่าจะได้งานทำในวันนี้แน่ ๆ แม้ว่าในใจลึก ๆ จะยังมีความกังวลอยู่ไม่น้อยเนื่องด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
“คุณจันทร์เ้าใช่ไหมคะ เชิญด้านในได้เลยค่ะท่านประธานกำลังรอสัมภาษณ์อยู่ด้านในค่ะ” (^-^)
พนักงานสาวออกมาเชิญฉันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเป็มิตรเดินมาเชิญฉันให้เข้าไปยังห้องของผู้บริหาร
ฉับพลันความตื่นเต้นก็เกิดขึ้นในทันทีด้วยรู้สึกถึงการได้รับเกียรติจากประธานบริษัท อีกทั้งท่านประธานคนนี้ก็ยังไม่ได้ปฏิเสธฉันั้แ่ต้นเหมือนกับใครหลาย ๆ คนที่ทำกับฉัน แถมการต้อนรับที่ดูจะเป็มิตรอย่างที่ฉันเองไม่เคยได้รับมาก่อนจากบริษัทอื่น ๆ ที่เคยไปสมัครงานมาก่อนหน้านี้ และด้วยสิ่งเหล่านี้ยิ่งส่งให้ฉันก้าวเท้าตามพนักงานสาวเข้าห้องสัมภาษณ์ไปด้วยหัวใจที่เริ่มมีความหวังอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก
“ท่านประธานค่ะ คุณจันทร์เ้ามาแล้วค่ะ”
พนักงานคนเดิมเคาะประตูพร้อมกับเอ่ยบอกคนที่อยู่ด้านใน
“เชิญเธอเข้ามาได้เลยครับ”
สิ้นเสียงท่านประธานที่คุ้นเคยตอบกลับออกมา พนักงานสาวก็หันมายิ้มส่งไมตรีให้กับฉันทันทีก่อนจะเปิดประตูให้ฉันเข้าไป
“ขอบคุณนะคะ” (^-^)
ฉันโค้งตัวให้คนตรงหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปยังห้องสัมภาษณ์ด้วยใจที่เต้นตุบ ๆ ต่อม ๆ
และทันทีที่ได้เจอร่างคนคุ้นตา ฉันที่แม้จะรู้ดีว่าก่อนหน้านี้คนตรงหน้ากับคุณพ่อของฉันพวกท่านเคยร่วมงานกันบ่อยแค่ไหน อีกทั้งผู้ใหญ่ตรงหน้าเขาเองก็ยังเคยมาทานข้าวที่บ้านฉันอยู่บ่อย ๆ จนเราต่างคุ้นเคยกันดี เพียงแต่ด้วยสถานการณ์ทางบ้านของฉันในเวลานี้ที่ฉันรู้ดีว่าทุกอย่างในปัจจุบันนี้มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว...เพราะฉะนั้นฉันจะมาทำสนิทชิดเชื้อเหมือนแต่ก่อนมันก็ดูจะไม่เหมาะสมเท่าไรนัก
“สวัสดีค่ะคุณองอาจ”
ฉันแสดงความเคารพตามมารยาทและวางตัวให้เหมาะสมกับสถานการณ์ให้มากที่สุด เพื่อให้เขามองว่าการที่ฉันเข้ามาสมัครงานในครั้งนี้ฉันมาด้วยความสามารถของตัวเองไม่ใช่มาเพราะ้าเส้นสายในอดีต
“สวัสดีจ้ะหนูลูกจัน เชิญนั่งก่อนไม่ต้องพิธีรีตองหรอกเราคนกันเองทั้งนั้น”
คุณลุงองอาจหรือประธานบริษัทแห่งนี้พูดด้วยน้ำเสียงและแววตาที่เป็มิตรเหมือนเช่นวันวานจนทำให้ความประหม่าก่อนหน้านี้ของฉันดูจะคลายลงไปได้มากเลยทีเดียว
“ขอบคุณค่ะคุณองอาจ”
ฉันเอ่ยขอบคุณก่อนจะนั่งลง
“เรียกคุณลุงองอาจเหมือนเดิมเถอะนะ ลุงบอกแล้วไงเราคนกันเอง” (^-^)
ใบหน้าใจดีของคนตรงหน้าเอ่ยย้ำ แต่คงเป็เพราะการถูกทอดทิ้งจากคนคุ้นเคยในหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมานั่นจึงทำให้ฉันไม่อาจรับความเป็กันเองในครั้งนี้ได้
“เอ่อ...ไม่เป็ไรดีกว่าค่ะ”
ฉันตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มที่ยังคงนอบน้อมไม่ได้แสดงความหยิ่งยโสหรือทะนงตนออกมาแม้แต่น้อยอย่างไม่้าให้คู่สนทนาเข้าใจผิด
“ไม่ต้องคิดมากทุกอย่างยังเหมือนเดิมลุงก็ยังเอ็นดูหนูลูกจันเหมือนเดิม เฮ้อออออ...จะว่าไปแล้วก่อนอื่นเลยลุงต้องขอโทษด้วยนะที่ั้แ่เกิดเื่ลุงไม่ได้ไปเยี่ยมหรือถามไถ่สารทุกข์สุกดิบจากเราเลย แต่ด้วยสถานการณ์หลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นที่หนูเองก็น่าจะรู้ ลุง...เอ่อ...ลุงหวังว่าหนูลูกจันจะเข้าใจลุงนะ”
ผู้ใหญ่ที่คุ้นเคยถอนหายใจอย่างรู้สึกผิดก่อนจะเอ่ยปากพูดในสิ่งที่ฉันเองยังรู้สึกะเืใจอยู่ เพียงแต่ในเมื่อทุกอย่างมันผ่านไปหมดแล้วฉันเองก็ไม่จำเป็ต้องเก็บเอาความน้อยเนื้อต่ำใจที่มีมาคิดให้มันรกสมองอีกต่อไปแล้ว
ส่วนฉันที่แม้จะได้รับความเมตตาจากคนตรงหน้าในยามนี้ เพียงแต่ด้วยสถานะของตัวเองที่รู้ดีว่าบัดนี้ไม่ได้มีอำนาจอะไรในสังคมอีกแล้ว และการที่จะรักษาระยะห่างเอาไว้ก็ดูจะเป็สิ่งที่สมควรทำที่สุดในเวลานี้
“ไม่เป็ไรเลยค่ะ ดิฉันเข้าใจท่านดีค่ะ” (^-^)
“นี่หนูลูกจันยังโกรธลุงอยู่ใช่ไหม แต่ก็นั่นแหละลุงเข้าใจดีไม่ว่าใครก็ต้องโกรธที่พอมีเื่เพื่อนฝูงก็พากันหลบหน้าหลบตา แต่ว่า...ลุงอะนะ...”
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดของคนตรงหน้ายังคงส่งออกมาไม่หยุด และในขณะที่คนตรงหน้ายังไม่ทันได้แสดงความรู้สึกผิดจบ ฉันที่ไม่อยากมานั่งฟังสิ่งที่ไม่มีประโยชน์อะไรอีกต่อไปแล้วก็ได้เอ่ยขัดขึ้นเพื่ออธิบายทุกอย่างให้ชัดเจน
“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ...ดิฉันไม่ได้โกรธเคืองท่านเลยเพียงแต่ดิฉันรู้สถานะตัวเองดีว่าในเวลานี้ทุกอย่างมันได้เปลี่ยนไปหมดแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ท่านกังวลอยู่ดิฉันไม่ได้เก็บมาคิดแล้วค่ะ”
ฉันอธิบายพร้อมกับรอยยิ้มสุภาพแม้ว่ามือที่ประสานกันอยู่ที่หน้าตักจะบีบกันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
เพียงแต่...คนมีอายุที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับสิบปีอย่างเขาทำไมจะไม่รู้ว่าสิ่งที่เด็กสาวพูดก็เพียงเพื่อให้เขาหยุดหาข้ออ้างมาอ้างกับเธอก็เท่านั้น
“เฮ้อออออ ~~ ถ้าอย่างนั้นลุงก็ขอบใจมากนะที่หนูลูกจันไม่ได้ถือสาอะไรลุงคนนี้”
ผู้ใหญ่ตรงหน้าตอบฉันด้วยใบหน้าเศร้าสร้อยและถึงแม้ว่าปากของเขาจะเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างเข้าใจแบบนั้น แต่ด้วยอายุที่เห็นโลกมามากหลายสิบปีทำไมตัวเขาจะไม่รู้ว่าเด็กสาวตรงหน้ายังเ็ปและอาจจะยังไม่สามารถให้อภัยเขาได้...
