จ้าวเสี่ยวหงเดินเข้าบ้านด้วยสภาพที่ดูไม่ได้ แต่คนในตระกูลจางกลับไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรนัก ฮวาเฉียงไม่ใช่คนใจเย็น และฮวาเจาที่ลือกันก็ไม่ใช่คนอารมณ์ดี พวกเขารู้สึกประหลาดใจด้วยซ้ำที่เพิ่งจะลงมือหลังจากผ่านมาหลายวัน
“เศษสวะที่ไม่ได้เื่!” เฒ่าจางด่าออกมาทันที
“แล้วตอนนี้จะทำยังไง?” จางซุ่นฉายไม่ได้สนใจว่าพี่สะใภ้จะเป็อย่างไร เขาแค่อยากรู้ว่าเมื่อไหร่ที่บ้านจะมีเงิน และเมื่อไหร่เขาจะได้แต่งงาน
“เธอพูดว่าอะไร?” เฒ่าจางถามจ้าวเสี่ยวหง
จ้าวเสี่ยวหงก้มหน้าซับน้ำตา แต่ไม่กล้าที่จะร้องไห้ออกมา ได้แต่สะอื้นพูดว่า “เธอ...เธอบอกว่า คนตระกูลจาง นอกจากจางกุ้ยหลานแล้ว เธอจะไม่นับญาติกับใครอีกเลย ถ้าใครกล้าเหยียบเข้าไปในบ้านเธอ เธอจะหักขาคนนั้นทิ้ง”
“หือ?” คนตระกูลจางตาเป็ประกาย ไม่นึกว่าฮวาเจาจะยังนับจางกุ้ยหลานเป็ญาติด้วย
“นับว่ายังพอมีสำนึก ยังรู้จักแม่แท้ๆ” เฒ่าจางพยักหน้า “งั้นพรุ่งนี้ฉันจะไปหาแม่ของเธอ”
หลังจากที่จางกุ้ยหลานแต่งงานก็ย้ายไปอยู่เมืองหลวงได้สองสามปี สามีของเธอถูกย้ายไปทำงานที่อื่น แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ก็ถูกย้ายกลับมา ตอนนี้อาศัยอยู่ในอำเภอ การจะไปหาเธอก็สะดวกสบาย
จริงๆ แล้วเฒ่าจางมักจะไปหาลูกสาวคนโตทุกๆ สองเดือน บางครั้งก็ไปที่บ้าน บางครั้งก็แอบไปที่ทำงาน เพื่อเอาข้าวของหรือเงินกลับมา
ซุนชุนอิงอยากจะทักท้วง แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ถ้ารับเธอเข้ามา มันก็ไม่โป๊ะแตกหรอกเหรอ?”
ข้ออ้างในการขอเงินของเฒ่าจางก็คือเอาไปให้ฮวาเจา… ฮวาเจาอ้วนขนาดนั้น เธอเองก็มีส่วนช่วย! เธอส่งเงินส่งของให้ฮวาเจาอยู่บ่อยๆ
เธอเองก็ไม่อยากส่งหรอก ~ เธอเองก็ทำอะไรไม่ได้นี่ ~ แต่ฮวาเจากินจุมาก แถมยังอารมณ์ร้ายอีก ถ้าเธอไม่ให้เงินหรือของ ฮวาเจาจะบุกมาถึงบ้าน! กระดูกกระเดี้ยวของเธอจะเหลืออะไร แถมยังถูกหลานสาวตบตีอีก ชีวิตเธอช่างน่าสงสารเหลือเกิน ~~
เธอเป็แม่ แต่กลับถูกลูกสาวทำร้าย จางกุ้ยหลานต้องรับผิดชอบ!
จางกุ้ยหลานพยายามรับผิดชอบอย่างเต็มที่ ถึงแม้ว่าทุกครั้งหลังจากที่แอบให้ของเสร็จ จะต้องถูกสามีตบตี เธอก็กัดฟันให้ต่อไป
“โป๊ะแตก…ก็โป๊ะแตกไปสิ!” เฒ่าจางตาโต ตบเข่าฉาด “เธอเป็ลูกฉัน ฉันจะหลอกกินหลอกใช้หน่อยจะเป็อะไรไป? ชิ! นั่นไม่ใช่การหลอก แต่เป็สิ่งที่เธอควรจะกตัญญูฉัน!
ถ้าไม่มีฉัน เธอจะได้เข้าไปเป็คนในเมืองเหรอ? ตัวเองกินข้าวสวยข้าวขาวทุกมื้อ แต่กลับปล่อยให้พ่อแม่กินแต่รำข้าวอยู่ที่บ้านนอก ฉันจะกินของเธอบ้างจะเป็อะไรไป? เธอจะให้ฉันคายออกมาได้รึไง?!”
จางต้าเฉวียนพูดอย่างมีเหตุผลว่า “เธอจะให้แม่คายออกมาไม่ได้ แต่ถ้าเธอไม่ช่วยล่ะ ถ้าสองแม่ลูกมาเจอกัน แล้วรักกันดี พวกเราก็จะกลายเป็ตัวร้าย แล้วถึงตอนนั้นฮวาเจาจะช่วยพวกเราเหรอ?”
คงจะไม่ช่วย
แต่เฒ่าจางไม่กลัว ฮวาเจาเธอไม่เข้าใจ ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ลูกสาวที่เธอคลอดมา เธอควบคุมได้
“พี่สาวเธอเป็คนใจอ่อน ขี้ขลาด เธออาจจะไม่กล้าถามฮวาเจาต่อหน้า ว่าทำไมถึงทำร้ายฉัน เธออาจจะไม่พูดว่าตลอดหลายปีมานี้เธอให้ของอะไรกับฮวาเจาไปบ้าง”
เฒ่าจางกล่าวว่า “ดังนั้นเื่ของเราก็อาจจะไม่โป๊ะแตก ถึงจะโป๊ะแตกก็ไม่เป็ไร อย่างมากฉันก็จะไปขอร้องกุ้ยหลาน ฉันจะร้องไห้ ฉันจะคุกเข่า! เธอก็ต้องให้อภัยฉัน”
จางต้าเฉวียนพยักหน้า วางใจแล้ว แิของแม่เขาถูกต้อง
วันรุ่งขึ้น เฒ่าจางก็ไปหาจางกุ้ยหลานจริงๆ เธอเป็พนักงานชั่วคราวในโรงงานผลิตอาหารแห่งเดียวในอำเภอ
เพราะว่าตลอดหลายปีมานี้เธอมีทะเบียนบ้านเป็ชาวนา ดังนั้นค่าตอบแทนก็เลยไม่ดี
เมื่อเห็นแม่มาอีกครั้ง จางกุ้ยหลานก็ถอนหายใจออกมาจากใจ
ทำไมเธอถึงมีลูกสาวแบบนั้นกันนะ…
ช่างเถอะ ก็เธอไม่ได้เลี้ยงดูสั่งสอนเธอเอง มันเป็ความผิดของเธอเอง เธอขอยอมรับผิด
เธอล้วงเงิน 1 หยวนออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ยังไม่ทันที่เฒ่าจางจะเปิดปาก ก็ยัดใส่มือให้ “เดือนนี้มีเท่านี้แหละ เสี่ยวเหว่ยไปโรงเรียนแล้ว ต้องใช้เงินเยอะ ฉันไม่ได้เก็บเงินไว้มากนัก”
เงินพวกนี้ เป็เงินค่าอาหารกลางวันของเธอ เธออดเอา ไม่กิน แล้วเอาคูปองอาหารไปขาย ทุกเดือนก็จะได้เงินเพิ่มมาอีกเล็กน้อย
แต่่หลายปีมานี้ เธอมีลูกชาย 2 คน ลูกสาว 2 คน กับสามีใหม่ เด็กพวกนั้นก็ต้องใช้เงิน
ส่วนลูกติดของสามีเก่า ก็คอยแต่จะมาขอเงินเธอ ถ้าไม่ได้ก็จะพูดให้ร้ายเธอ ว่าเธอทำร้ายเขา แถมยังทำเป็คนดีต่อหน้าคนอื่นอีก…
จางกุ้ยหลานมีสีหน้าอมทุกข์ ดูเหมือนว่าในชีวิตของเธอนอกจากความวุ่นวายและความหิวโหยแล้ว จะไม่มีความสุขอื่นใดอีก
เฒ่าจางมองลูกสาวคนโตที่อายุแค่สามสิบกว่า แต่กลับดูเหมือนคนอายุห้าสิบ เธอดูแคลนลูกสาวคนนี้จากใจ!
ได้ไพ่ดีมาแท้ๆ แต่กลับเล่นได้ห่วยแตก ล้วนเป็ความผิดของตัวเอง!
เธอเอาเงินใส่กระเป๋าเสื้อ แล้วพูดว่า “คราวนี้แม่มาจะเอาข่าวดีมาให้! ฮวาเจามีเงินแล้ว! ไม่ต้องคอยแต่จะมาเอาเงินจากเธอแล้ว!”
จางกุ้ยหลานชะงัก บนใบหน้ามีรอยยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย “คุณปู่เธอได้ขึ้นเงินเดือนเหรอ?”
“เปล่า” เฒ่าจางถามว่า “ตอนนี้ร้านสหกรณ์ในอำเภอขายถั่วงอก เธอได้ยินมาบ้างรึเปล่า?”
จางกุ้ยหลานไม่เข้าใจว่าทำไมถึงพูดเื่ถั่วงอก แต่ก็พยักหน้า ถั่วงอกของร้านสหกรณ์ตอนนี้ขายดีมาก ทุกวันตอนเช้า ก่อนที่ร้านจะเปิด ข้างนอกก็มีคนต่อแถวยาวเหยียด แถมยังจำกัดให้ซื้อได้แค่ 2 ชั่งต่อคน
ไม่อย่างนั้นคนที่ต่อแถวอยู่ข้างหลังอาจจะไม่ได้ซื้อ ถึงจะเป็แบบนั้น ถ้ามาช้าก็ซื้อไม่ได้อยู่ดี
เมื่อไม่กี่วันก่อน หลิวเซี่ยงเฉียนต่อแถวซื้อกลับมาครั้งหนึ่ง เธอชิมไปคำหนึ่ง อร่อยจริงๆ
“ถั่วงอกพวกนั้น เป็คนของหมู่บ้านค่าวซานปลูก แล้วเอาไปขายให้ร้านสหกรณ์!” เฒ่าจางกล่าว “คนของหมู่บ้านค่าวซานปลูกถั่วงอกกันทุกบ้าน แล้วเอาเงินไปแบ่งกันทุกเดือน คนละประมาณ 300 กว่าหยวน ฮวาเจาก็มีส่วนด้วย! ได้ยินมาว่าถั่วงอกพวกนี้ก็เป็ฝีมือที่เธอสอนคนในหมู่บ้านปลูก!”
จางกุ้ยหลานใ
ฮวาเจาปลูกถั่วงอกเป็? … ตอนเด็กๆ ตอนที่เธอปลูกถั่วงอก ฮวาเจามักจะคอยตามอยู่ข้างหลัง วุ่นวายไปหมด ช่วยหยิบนั่นยื่นนี่ เป็เด็กดีและว่านอนสอนง่ายมาก…
พอโตขึ้น…
“แม่ แม่ไม่ได้บอกว่าเธอี้เีมาก แล้วก็ไม่ดีเหรอ? ทำไมเธอถึงสอนคนในหมู่บ้านปลูกถั่วงอกได้ล่ะ?” จางกุ้ยหลานถามออกมา
เฒ่าจางใจเสีย แต่ก็รีบทำเป็พูดเสียงดังว่า “อ๋อ คนเรามันก็เปลี่ยนแปลงกันได้ เธออายุ 18 แล้ว แต่งงานแล้ว แถมมีลูกแล้ว ก็ต้องขยันขันแข็งขึ้นสิ”
“อะไรนะ? เธอแต่งงานแล้ว? มีลูกแล้ว? ทำไมฉันไม่รู้เื่เลย!” จางกุ้ยหลานใมากกว่าเดิม
เฒ่าจางยิ่งใจเสียมากขึ้นไปอีก… ถ้าบอกว่าฮวาเจาแต่งงานแล้ว เธอจะกลัวว่าฮวาเจามีสามีและมีคุณปู่เลี้ยงดูแล้ว แล้วจะไม่ให้เงินเธอ
“ฉันเพิ่งจะรู้ข่าวเหมือนกัน! เธอแต่งงานก็ไม่ได้บอกพวกเรา!” เฒ่าจางกล่าวอย่างมีเหตุผล “ถ้าฉันไม่ได้ไปดูเธอ แล้วคนในหมู่บ้านเขาไม่ได้บอกฉัน ฉันก็คงจะไม่รู้เื่นี้!”
เป็แบบนี้นี่เอง…
จางกุ้ยหลานก็ห่อไหล่ลงอีกครั้ง
“ตอนนี้สถานการณ์เป็แบบนี้ ฉันกับน้องชายของเธออยากจะย้ายไปอยู่ที่หมู่บ้านค่าวซาน เพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ๆ เธอ รอจนคุณปู่เธอตาย พวกเราก็จะได้ดูแลเธอได้ ช่วยดูแลลูกๆ ให้เธอได้ แล้วก็จะได้ไม่ต้องให้คนตระกูลฮวาซานมารังแกเธอ”
