นับแต่เ่ิูออกจากสำนักกวางขาวเป็ต้นมา เขาได้พบพานกับประสบการณ์ระหว่างความเป็ความตายมามากพอแล้ว เผชิญหน้ายอดฝีมือระดับหลิวหยวนชั่ง เิ่ิ๋ แล้วยังพบคนโฉดเยี่ยนปู้หุย ทนรับกลิ่นอายกดดันของาาัหิมะ เข้าถึงปณิธานวรยุทธ์ของร่างมายาลึกลับซึ่งหลับใหลมาเป็ล้านปีที่ยอดเขาเดียวดาย ในครึ่งปีอันแสนสั้นนี้ ทุกอย่างที่เขาประสบมา มิใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะพึงเข้าใจได้เลย ดังนั้นมันจึงเจียระไนแรงปณิธานอันแข็งกล้าของเขาและกลิ่นอายทรงอำนาจ
ความโกรธครั้งนี้ นำมาซึ่งอำนาจกดดันที่ะเิออกมาในพริบตา
สาวกที่ถือถ้วยเหล้าไว้ในมือรู้สึกถึงแรงกดดันไร้ตัวตนปะทะเข้ากับใบหน้า
ความรู้สึกเช่นนี้ เหมือนเวลาต้องเผชิญหน้ากับประมุขพรรคหรือรับมือการลงทัณฑ์จากผู้าุโอย่างไรอย่างนั้น เหมือนกับว่าถ้าเขากล้าพูดอีกแม้แต่คำเดียว จะถูกแรงกดดันอันน่ากลัวนี้บดขยี้จนแหลกเละ
สาวกพรรคจื่อเวยคนนี้ไม่กล้าพูดอะไรอีก เขาเหมือนเป็ดกลัวพายุฝน เนื้อตัวสั่นเทิ้ม รีบหยิบถ้วยเหล้าแล้วจ้ำอ้าวกลับที่ทันที...
“นายท่าน ให้ผู้น้อยตามคนมาเก็บพวกไม่รู้ที่ต่ำที่สูงนี่เถิดขอรับ” ไป๋หย่วนสิงว่า
หากมิใช่เพราะเ่ิูปรามไว้ก่อนหน้า ทาสกระบี่อาชาขาวผู้นี้ต้องะเิอารมณ์ออกมาแล้ว
พวกโง่จากพรรคกลุ่มหนึ่ง ไม่รู้อะไรควรอะไรไม่ควร กล้าเอานิสัยเลวๆ จากยุทธภพมาแปดเปื้อนในด่านโยวเยี่ยน ไม่รู้เป็รู้ตายจริงแท้ ลำพังฐานันดรและชื่อเสียงของเ่ิูในตอนนี้ แค่เอ่ยประโยคเดียวก็สามารถเก็บกวาดเ้าพวกดักดานนี่เข้าคุกทหารไปเสีย ทรมานมักสักรอบให้ปางตายแล้วค่อยให้คณาจารย์พรรคจื่อเวยมาพาตัวออกไป
“อย่าเพิ่งรีบร้อน ดูไปก่อน” เ่ิูส่ายหน้าเบาๆ
หากไม่จำเป็จริงๆ เขาไม่อยากให้เื่ราวใหญ่โต อาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือระหว่างฝ่ายพรรคกับฝ่ายกองทัพเอาได้ เวลานี้ตัวเขาเป็ที่สนใจของด่านมากเกินควรแล้ว เป็ไม้งามในป่าใหญ่ หากก่อเื่นี้ให้ระบืออีก คงไม่อาจหลีกเลี่ยงคนสักกลุ่มที่พร้อมจะหาโอกาสทิ่มตำเขาตลอดเวลา
ไป๋หย่วนสิงยินคำแล้วก็ได้แต่นั่งลงอย่างฉุนเฉียว
ทันใดนั้นเอง
ปึ้ง!
เสียงแก้วเหล้าแตกกระจายเสียดแก้วหู
บรรยากาศคึกคักของชั้นสี่เป็อันต้องอันตรธาน มันเงียบงันลงฉับพลัน แต่ละผู้ล้วนหันไปมองทิศที่เกิดเสียงอย่างตระหนก
เป็โต๊ะของเหว่ยเทียนิไม่ผิดแน่
สาวกพรรคจื่อเวยคนนั้นยืนคุยอะไรกับเหว่ยเทียนิอยู่ข้างๆ เขาแล้วชี้มาทางเ่ิู เห็นได้ชัดว่าไม่ได้พูดอะไรน่ายินดีเลย น่าจะใส่สีตีไข่เพิ่มอย่างเมามันอีกด้วย
เหว่ยเทียนิฟังด้วยสีหน้ามืดมน
และคนที่นั่งอยู่ข้างเขา สวมอาภรณ์รัดกุม มิใช่สาวกพรรคจื่อเวยแต่น่าจะเป็คนพรรคอื่น ประมาณการแล้วน่าจะเป็สหายของเหว่ยเทียนิ คนที่เพิ่งปาแก้วแตกกระจายต้องเป็เขาอย่างแน่นอน
ชายคนนี้รูปร่างสูงผอม ผมสีทองพันกันยุ่ง คางแหลม อายุอานามน่าจะยี่สิบกว่าๆ หน้าตาบอกบุญไม่รับ เอาแก้วปาลงพื้นอย่างแรง ดึงดูดความสนใจทุกสายตาแล้วจึงผุดลุกขึ้นยืน เงื้อมือทุบโต๊ะ แล้วเอ่ยกลั้วหัวเราะเสียงเย็น “รบกวนความสนุกสนานของทุกท่านเสียแล้ว ข้าน้อยเทพวานรเหินนภาหวงหร่าน เพิ่งพบเื่ไม่เข้าตาเสียเท่าไร จึงได้เดือดดาลจนปาแก้วแตก ขอทุกท่านโปรดให้อภัย...”
เอ่ยพลางคำนับพลาง
“ที่แท้ก็จอมยุทธ์หวงนี่เอง!”
“จอมยุทธ์หวงเทพวานรเหินนภา ข้าได้ยินมานานแล้ว กระบองวายุฟ้าคะนองสามสิบเจ็ดกระบวน น้ำพุิญญายี่สิบตาลงมาไม่อาจเป็คู่ต่อกรได้ นับถือ นับถือ!”
รอบด้านเป็เสียงแสดงความนับถือทั้งสิ้น
เห็นท่าแล้วหวงหร่านผู้นี้คงชื่อเสียงมากไม่เบา
“ไม่ทราบว่าสิ่งใดไม่เข้าตาท่าน ทำให้จอมยุทธ์หวงขุ่นเคืองหรือ สู้เอ่ยออกมาให้ทุกคนได้ทราบดีกว่า” มีคนยืนขึ้นแล้วถามเสียงดัง
หวงหร่านคำนับ เขาปรายตามองเ่ิูแล้วหัวเราะ “วันนี้พวกเรายอดฝีมือของยอดพรรคแห่งอาณาจักรเสวี่ย รวมตัวชุมนุมกันที่ด่านโยวเยี่ยน รวมใจกันปฏิบัติภารกิจอันสำคัญยิ่งยวด ก็เพื่อพระราชโองการขององค์จักรพรรดิแห่งอาณาจักรเสวี่ยของเรา ให้มาช่วยทำาก่อน ต่อต้านเผ่าปีศาจ ข้าหวงหร่านแม้ไม่เยี่ยมยุทธ์ แต่ก็เต็มใจเป็หนึ่งในพลังกระทำการเพื่อเผ่ามนุษย์ของอาณาจักรเรา แม้ว่าจะต้องสละชีวิตในสมรภูมิที่ทุ่งน้ำแข็งทลายหิมะ ข้าเองก็ยอมพลีชีพไม่บริภาษ...”
กลุ่มคนรอบด้านร้องเห็นดีเห็นงามด้วย
หวงหร่านคำนับขอบคุณแล้วว่าต่อ “ข้าคิดว่าทุกท่านคือชายชาตินักรบ มีอุดมการณ์เดียวกันกับข้า เืในกายอุ่นร้อน ยินดีอุทิศตนเพื่อบ้านเมือง แต่กลับมีคนคะนองปาก บอกว่าพวกเราทุกคนในนี้คือขยะ ไม่มีค่าพอเป็ปัญหา ทำการใดสำเร็จไม่ได้ มีแต่จะล้มเหลว ไม่เพียงแค่นั้น เขายังชี้ตัวด่าศิษย์พี่เหว่ยเหว่ยเทียนิให้อัปยศ ข้าแม้จะเป็จอมยุทธ์อ่อนหัด แต่ไม่อาจทนรับความสบประมาทนี้ได้ จึงต้องปาแก้ว...”
เอ่ยไม่ทันจบ
“แม่มันเถอะ ลูกอีตัวคนไหนกล้าพูดอะไรแบบนี้?”
“กล้าด่าว่าผู้กล้าเยี่ยงพวกเรา ยืนขึ้นมาสิ”
“บัดซบ ใครกล้าพูด ให้เวลาสามอึดใจ โผล่หัวออกมาสิวะ”
“คุกเข่ายอมรับผิดเสีย ไม่งั้นต่อให้เป็ลูกเ้า์ข้าก็ไม่เว้น”
เหมือนเหยาะเกลือลงไปในน้ำมันเดือดๆ ทั้งโถงใหญ่ชั้นสี่เดือดพล่านในพริบตา เหล่าคนของพรรคที่คิดว่าตนเป็ชายชาตินักรบผู้หาญกล้า จะรองรับโทสะนี้ได้อย่างไรกัน พวกเขาผุดลุกขึ้นยืน ขว้างแก้ว ขว้างจาน ขว้างชาม ความเกรี้ยวกราดดั่งฟ้าผ่าพังทลายลงมา โถงใหญ่อบอวลด้วยจิตสังหาร
บุรุษอีกกลุ่มที่มีชายกลางคนเคราดำและหนานหัวเป็หัวหน้ากลุ่มนั่งอยู่กับที่ พอยินคำแล้วก็ลุกขึ้น ได้ยินว่ามีคนด่าศิษย์พี่เหว่ยเทียนิ ยิ่งโกรธจนจมูกแทบเบี้ยว บางคนจะตะบึงตะบอนออกไปสู้...
“นั่งลง” อาจารย์อากำราบเสียงเบา
เหล่าศิษย์ชะงัก แต่เมื่อเห็นความโกรธอันหนักอึ้งบนใบหน้าอาจารย์อาแล้ว จึงรีบนั่งลงไปตามๆ กัน
หนานหัวมองอาจารย์อา แล้วก็มองไปทางทิศที่เ่ิูนั่งอยู่ ในใจก็เริ่มล่วงรู้ นางพอจะคาดเดาได้ เหว่ยเทียนิกระทบกระทั่งเล็กๆ น้อยๆ กับคุณชายลูกผู้ดีคนนั้นหลายครั้งแล้ว เห็นทีว่าคราวนี้คงปะทุของจริงแล้วล่ะ
หนานหัวยิ้มแหย
ศิษย์พี่เหว่ยเทียนิท่องยุทธภพมาหลายปี ประสบการณ์การลงมือพร้อมพรัก เทียบกับแค่คุณชายไม่เอาถ่านที่ไม่เป็วรยุทธ์ผู้นี้แล้ว แค่ออกแรงนิดหน่อยก็โหมไฟโกรธของคนจากพรรคทั้งหมด เข้าสู่การพร้อมสู้ชี้เป็ชี้ตายกับลูกคุณหนูเสื้อขาว เห็นทีเขาคงถึงคราวเคราะห์ของจริงแล้วล่ะ...
หนานหัวมองเ่ิูอย่างเห็นใจ
“พอมองดูดีๆ แล้ว ลูกคุณหนูชุดขาวนี่กลับรูปงามนัก รัศมีเรืองรองอีกด้วย” หนานหัวมองอยู่หลายครั้งก็อดถอนหายใจชมเชยออกมาไม่ได้ แต่นางไม่ใจเต้นหรอก นางรู้นานแล้วว่าหากหลงรักคนๆ หนึ่งไม่ลืมหูลืมตาจากรูปกายภายนอก หากไม่มีสิทธิ อำนาจ ตำแหน่งและพลังที่แท้จริง สุดท้ายแล้วก็เป็ได้แค่หมอนปักลายถูกขนเหยียบย่ำไว้ใต้เท้าเท่านั้น
นางนั่งเงียบๆ อยู่มุมนั้น รอการสารภาพ
ตอนนั้นเอง ที่หวงหร่านเทพวานรเหินนภาใส่ไฟอีก คนทั้งห้องโถงเดือดพล่านด้วยอารมณ์ พวกเขาปาภาชนะจนแตกกระจาย อย่างกับการฆ่าหมู่ครั้งยิ่งใหญ่ บางคนชักอาวุธออกาเสียบไว้บนโต๊ะ เคลื่อนไหวอย่างรุนแรง...
หวงหร่านพึงใจนัก เขาเดินจากที่นั่ง กระทืบเท้าไปไม่กี่เก้าจนมาถึงที่นั่งของเ่ิู เขาชี้นิ้วแล้วว่า “ไอ้เด็กลูกคุณหนู สวะไม่รู้ประสา ด่าศิษย์พี่เหว่ยเทียนิ ทำความอัปยศให้ทุกคน...”
ฉับพลัน ดวงตาอาฆาตเหมือนเสือสิงห์ทุกคู่ในห้องก็ไปรวมกันอยู่ที่เ่ิู
หากเป็คนสามัญ น่ากลัวว่าคงกลัวสถานการณ์นี้จนสิ้นสติ
เ่ิูกลับเหมือนไม่ได้ยิน เขาก้มหน้าละเลียดน้ำชาอย่างเชื่องช้า
เห็นเ่ิูก้มหน้า หวงหร่านนึกไปว่าหนุ่มชุดขาวนี่กลัวเข้าแล้ว จึงหัวเราะเยาะ “ไอ้เด็กเดน ต่อให้เ้าเอาหัวแทรกแผ่นดินหนีก็ต้องชดใช้ให้พวกข้า สุดท้ายใครกันแน่ที่ขยะ? ฮึๆ เ้าอยากพูดอะไร ยังไม่รีบอธิบายอีก?”
รอบด้านมีแต่เสียงเอะอะมะเทิ่ง
เ่ิูสูบชาเข้าปาก รับรู้รสชาติฝาดเล็กน้อยไหลลงปลายลิ้น เขาเงยหน้าขึ้นมา มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความป่าเถื่อนและโกรธจนควันออกหู ฉับพลันเกิดความรู้สึกร้องไห้ไม่ออก เขายิ้มบางๆ “อธิบาย? ข้าต้องอธิบายอะไร?”
หวงหร่านนิ่ง
การตอบโต้ของเ่ิูแตกต่างจากที่เขาคิดไว้อย่างสิ้นเชิง
จากที่ั์ตามองเห็น เด็กหนุ่มอาภรณ์ขาวคนนี้ไม่มีแม้เศษเสี้ยวความเกรงกลัวหรือใ แต่กลับมีแววเหยียดหยามและดูถูกอยู่ในดวงตาสดใสคู่นั้นอย่างไม่คิดปิดบัง
“เ้า...เ้ากล้าพูดว่าพวกเราคือขยะ เ้า...” หวงหร่านเคลื่อนไหวช้าลงเพราะความโกรธ
เ่ิูผุดยิ้มอีกครั้ง เขาเอ่ยอย่างมั่นใจ “ใช่แล้ว ข้าพูดว่าเ้ามันขยะ ทำไม? ไม่ยอมรับหรือ?”
เมื่อเอ่ยคำพูดนั้นออกไป ใบหน้าที่ดุร้ายและโฉดเหมือนเสือสิงห์พลันแข็งค้าง
อะไรคือกำแหง?
อะไรคือวางท่าใหญ่โต?
ก็นี่ไง
พริบตานั้นที่ทั้งห้องโถงใหญ่ เกิดความคิดผิดๆ ขึ้นมาว่า การที่พวกเขาขว้างปาภาชนะแตกกระตายแล้วชักอาวุธออกมาพร้อมฆ่านี้ ในสายตาของเด็กหนุ่มชุดขาวที่ยิ้มอย่างไม่แยแส กลับเป็เหมือนกำลังมองการกระทำของเด็กที่ทำตัวงี่เง่าอย่างเหลือเชื่อ ตลกจนน่าขำ
ไกลออกไป
หนานหัวซึ่งยิ้มบางอยู่ก็ยิ้มค้างเช่นกัน
หนุ่มชุดขาวคนนี้...
เหมือนนางจะมองอะไรผิดไปกระมัง?
ดรุณีของพรรคผู้งดงามนั่งอยู่หน้าโต๊ะ นางถามตัวเองเบาๆ ในใจ
อีกโต๊ะหนึ่ง
เหว่ยเทียนิและสหายยุทธภพอีกสองสามคนหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย พวกเขาเริ่มล่วงรู้บางอย่าง
หวงหร่านเทพวานรเหินนภาที่อยู่ตรงกลางของบรรยากาศแห่งนี้ที่สุด สีหน้าเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ต่อหน้าทีท่าแข็งแกร่งเหนือชั้นไม่เหมือนที่เขาคาดหมาย ต่อให้โหดร้ายอย่างไร เขาก็สามารถรับรู้ได้ถึงบางอย่าง ความสงบเยือกเย็นดั่งน้ำแข็ง เด็กคนนี้ ไม่ใช่ไก่อ่อนให้เขาเชือด
“เ้า...เ้า...” หวงหร่านอยากจะพูดให้ทุกอย่างกลับสู่จุดเดิม
ทันใดนั้นเอง
“เอ๋? น้องเย่? เ้าอยู่ที่นี่หรือ?” น้ำเสียงสบายหูดังมา
เป็แม่ทัพกองโจรหลิวจงหยวนและขุนพลคู่ใจอีกสี่นาย เดินทางมาถึงหอชั้นสี่ พอเห็นเ่ิูจึงะเิหัวเราะทันที “เสือบ้าเวินจองห้องอยู่ชั้นแปด เรารอเ้ามานานมาก ไม่เห็นเ้าเสียทีเลยไปถามเสี่ยวเอ้อร์ เขาบอกว่ามีคนที่คล้ายเ้าอยู่ที่ชั้นสี่ ข้าถึงได้มาดู เ้าอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย”
เ่ิูยิ้มทักทาย “พี่ใหญ่หลิว”
หลิวจงหยวนสวมเกราะตามมาตรฐานแม่ทัพกองโจร ดำเมี่ยมราวกับเหล็ก เพียงแค่มองก็รู้แล้วว่าเป็บุคคลมีพลังอำนาจในหมู่ทหาร ท่าทีราวกับเหยี่ยวและเสือร้าย และหลังกรำศึกสังหารศัตรูมาชั่วนาตาปี ไม่รู้ว่าเขาคร่าชีวิตเผ่าปีศาจไปแล้วกี่ศพ ทั้งร่างมีกลิ่นอายน่ากลัวและโหดร้ายเสียดถึงกระดูก คนธรรมดาอาจััไม่ได้ แต่คนในยุทธภพััได้ กลิ่นอายดุจคนเชือดสัตว์ เพียงเห็นหลิวจงหยวนเป็แกนนำ ตามมาด้วยผู้แข็งแกร่งสี่นายที่มีกลิ่นอายอาบเื สีหน้าคนของพรรคในโถงใหญ่พลันเปลี่ยนในพริบตา