“ลูกพลับกรุบกรอบเหล่านี้ยังไม่ทันสุกงอมได้ที่ก็ถูกเก็บลงมาเสียก่อน เอามาบ่มไว้ให้เด็กๆ ได้กินของสดใหม่ ท่านเองก็เอากลับไปลองชิมสักหน่อย ส่วนไข่ไก่ธรรมชาติพวกนี้ก็เป็ไก่ดำของบ้านเรา ช่วยบำรุงร่างกายได้ดีที่สุด นายน้อยของพวกท่านสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง กินสิ่งนี้บำรุงสักหน่อยคาดว่าจะมีประโชน์ไม่น้อยเลย!”
ของเหล่านี้อาจจะดูธรรมดาในสายตาของคนในชนบท ทว่าทุกครอบครัวตอนนี้ต่างก็อยู่กันอย่างประหยัดมัธยัสถ์ การที่เอาของออกมาให้ผู้อื่นเช่นนี้ก็นับว่ามีน้ำใจมากแล้ว
หลินลิ่วไม่เคยเห็นสิ่งมีค่าเลยั้แ่เขายังเป็เด็ก ดังนั้นโดยธรรมชาติแล้วเขาจึงไม่สนใจเื่แบบนี้ อย่างไรก็ตามสกุลติงเองก็มีน้ำใจให้ด้วยความจริงใจ และยังบอกว่าจะส่งไปให้คุณชายอีก จะให้บ่ายเบี่ยงได้อย่างไร ดังนั้นเขาจึงรับตะกร้านั้นมาด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นข้าขอขอบคุณท่านผู้าุโและท่านแม่เฒ่าแทนนายน้อยของพวกเราด้วย”
แต่ติงเหว่ยกลับหน้าขึ้นสีแดงเล็กน้อย และตำหนิแม่ของนางไปประโยคหนึ่ง “ท่านแม่ จวนสกุลอวิ๋นเองก็มีต้นพลับอยู่ และเป็ต้นพลับที่ใหญ่มากอีกด้วย”
ทว่าแม่นางหลี่ว์กลับไม่สนใจ นางพูดด้วยรอยยิ้มว่า “สิ่งที่เขามีก็เป็ของพวกเขา สิ่งที่พวกเราให้ก็คือของพวกเรา ยังไงก็ถือว่าเป็การแสดงน้ำใจ”
“ถูกต้อง สิ่งที่ท่านแม่เฒ่าพูดนั้นสมเหตุสมผลแล้ว” แม้ว่าหลินลิ่วจะยังอายุไม่มาก แต่เขาก็เดินทางไปเหนือใต้ออกตกมาเป็เวลานาน เขาจึงได้ฝึกพูดอย่างฉลาดเฉลียว และเป็คนที่รู้จักพูดมากที่สุด ท่าทางก็อ่อนน้อมถ่อมตน และทำให้คนรู้สึกว่าสามารถเข้าหาได้ง่าย
“ไม่ว่าของจะราคาแพงหรือถูก ความจริงใจต่างหากที่เป็ของจริงที่สุด! เจตนาของท่านผู้าุโและท่านแม่เฒ่านั้นข้ารับรองว่าจะส่งไปถึงนายน้อยอย่างแน่นอน”
แม่นางหลี่ว์ยิ้มจนปากกว้าง นางรู้สึกว่าเด็กหนุ่มคนนี้ใช้ได้ไม่เลว
ติงเหว่ยเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร นางจึงทำได้เพียงพูดกับหลินลิ่วว่า “งั้นท่านก็กลับไปก่อนเถอะ หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จค่อยมารับข้า”
หลินลิ่วรีบรับปาก จากนั้นก็บอกลาออกไป
……
ทั้งครอบครัวต่างพากันส่งแขก จากนั้นก็ปิดประตูบ้านอย่างมิดชิด และนั่งลงหารือกันในห้องโถง
ติงเหว่ยจึงถามเื่ที่คนในหมู่บ้านมายืมข้าวสารขึ้นมา ผู้าุโติงสูบยาสูบโดยไม่พูดอะไร แต่สีหน้าก็มืดหม่นลงเล็กน้อย
แม่นางหลี่ว์มองเขาทีหนึ่ง จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาด้วยสีหน้ารู้สึกผิด “เื่นี้เป็ความผิดของข้าเอง แรกเริ่มมีพวกญาติพี่น้องมาหาที่บ้าน ข้ากับพ่อเ้าก็ไม่ได้เห็นว่ามีเื่อะไร บ้านเราเปิดร้านอาหารทุกคนต่างก็รู้ว่าเรามีพืชผล ดังนั้นก็เลยมีคนมายืมข้าวสาร และมายืมหลายต่อหลายครั้งโดยไม่เกรงใจ! ใครจะไปรู้ว่ามันจะกลายเป็แบบอย่าง ั้แ่นั้นมาคนก็มาหาที่บ้านอย่างไม่ขาดสาย ก่อนที่เ้ากับผู้ดูแลหลินจะมา พ่อกับพี่ชายเ้าเพิ่งจะไล่กลับไปอีกครอบครัวหนึ่ง!”
ติงเหว่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร พี่ใหญ่สกุลติงที่เงียบมาโดยตลอดก็เอ่ยปากพูดขึ้นมาว่า “เื่นี้ต้องโทษข้าเอง ครอบครัวพี่รองของเ้าไม่อยู่ เ้าเองก็ไม่อยู่ ท่านพ่อกับท่านแม่ก็อายุมากแล้ว ควรจะเป็ข้าที่เป็คนตัดสินใจ! แต่ข้ากลับไม่ได้คัดค้านท่านพ่อท่านแม่ของพวกเราเอาไว้ ถึงทำให้ครอบครัวของเราต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าลำบากใจเช่นนี้”
ในความเป็จริงแล้ว สถานการณ์เลยเถิดมาถึงขั้นนี้ ตอนนี้อาจเป็แค่สถานการณ์น่าลำบากใจ แต่ไม่แน่ต่อไปอาจจะกลายเป็หายนะก็ได้
แม่นางหวังจึงรีบแย่งพูดขึ้นมาว่า “หากจะพูดขึ้นมาแล้วต้องโทษพวกเรา หากว่าพ่อของฝูเอ๋อร์อยู่ที่บ้านก็คงไม่เกิดเื่เช่นนี้ขึ้น”
คำพูดเหล่านี้มีความหมายบางอย่าง และมันง่ายมากที่ใครๆ ก็สามารถเข้าใจได้
ต่อให้แม่นางหลิวในยามปกติจะจริงใจสักแค่ไหน ตอนนี้นางเองก็โกรธขึ้นมาเหมือนกัน นางเงยหน้าและจ้องมองไปที่แม่นางหวังด้วยความโกรธ
พี่รองสกุลติงเองก็ขมวดคิ้ว เขาตำหนิแม่นางหวังออกมาหนึ่งประโยค “เรากำลังคุยเื่สำคัญกันอยู่ เ้าอย่าพูดให้มากความ”
ผู้าุโติงวางปล้องยาสูบไว้ที่มุมโต๊ะ เขามองไปทางลูกชายและลูกสะใภ้อย่างเข้มงวดที่สุด และเมื่อเขามองไปที่ติงเหว่ยแววตาของเขากลับอ่อนโยนขึ้นมาไม่น้อย
“เหว่ยเอ๋อร์ เื่นี้เ้าเห็นว่ายังไง?”
ติงเหว่ยถอนหายใจออกมา นางคิดไปคิดมาและพูดออกมาอย่างจริงจังว่า “ในเวลานี้ทั่วทั้งแผ่นดินกำลังไม่สงบสุข เมื่อเทียบกับครอบครัวอื่นแล้วจุดแข็งที่สุดของครอบครัวพวกเราก็คือมีอาหารเพียงพอ แล้วยังมีเงินเหลือใช้อยู่บ้าง ต่อให้เกิดภาวะาขึ้นมาจริงๆ พวกเราก็ยังสามารถกินอิ่มท้องได้ ทว่าในเวลาเช่นนี้ครอบครัวของเราควรจะสามัคคีเป็น้ำหนึ่งเดียวกัน ครอบครัวของพวกเราถึงจะเจริญรุ่งเรืองต่อไปได้ มิเช่นนั้นเวลามีเื่เกิดขึ้นทุกคนต่างก็โทษกันไปโทษกันมา ต่างฝ่ายต่างผลักภาระหน้าที่ของตนเอง หรือไม่ก็ทะเลาะเบาะแว้งกัน เช่นนั้นครอบครัวจะเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้ยังไงกัน!”
นางเป็สาวน้อยที่ยังไม่ได้แต่งงานออกไป ปกติแล้วนางจะใจดีและร่าเริงอยู่เสมอ นี่เป็ครั้งแรกที่นางพูดจาเช่นนี้
น้ำเสียงไม่ได้ดุดันมากนัก ทว่ากลับทำให้คนฟังรู้สึกอับอายไม่น้อย
ไม่ต้องพูดถึงคนที่อยู่ข้างๆ คนอื่นๆ แม่นางหวังกับแม่นางหลิวต่างก็รู้สึกผิดขึ้นมาและรู้สึกอับอายเป็อย่างมาก
พี่รองสกุลติงก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน เขาคิดไปคิดมาแล้วก็พูดว่า “ท่านพ่อท่านแม่ของพวกเราให้คนในหมู่บ้านยืมข้าวสาร นับว่าเป็เื่มีน้ำใจ ไม่สามารถพูดได้ว่าทำผิด แต่วันหน้าก็ไม่สามารถให้ยืมได้อีก ซาบซึ้งเท่ากับข้าวหนึ่งเซิงเกลียดแค้นเท่ากับข้าวหนึ่งโต่ว [1] ตอนนี้คนในหมู่บ้านก็แค่ตำหนิไม่กี่ประโยค หากว่ายังปล่อยให้เป็เช่นนี้ต่อไป เกรงว่าจะมีคนมาปล้นเอาถึงหน้าบ้าน!”
ติงเหว่ยเห็นด้วยเป็อย่างยิ่ง นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ถามออกมาว่า “พี่รอง ตอนที่พวกพี่กลับมาจากในเมือง ตอนนี้เหตุการณ์ในเมืองยังสงบเรียบร้อยดีใช่ไหม?”
พี่รองสกุลติงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ทว่าก็ยังตอบออกมาว่า “่นี้ก็ไม่ได้ถือว่าดีเท่าไร ในเมืองมีครอบครัวที่ร่ำรวยจำนวนมากจ้างวานผู้คุ้มกันเพื่อพากันอพยพขึ้นไปทางเหนือ แต่ก็ยังมีกำแพงเมืองและมีทหารเฝ้ารักษาการณ์อยู่จึงไม่มีผู้เร่ร่อนมาก่อกวนเท่าไรนัก”
ผู้าุโติงฟังสิ่งที่ต้องเหว่ย้าจะสื่อออก จึงถามออกมาว่า “เหว่ยเอ๋อร์ หรือว่าเ้าคิดจะ…”
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่ พี่รอง พี่สะใภ้รอง ข้าคิดว่าทุกวันนี้สถานการณ์ไม่ค่อยสงบ หากอยู่ในหมู่บ้านชนบทต่อไปคงไม่ใช่เื่ดีเท่าไรนัก คนในหมู่บ้านเองก็มีท่าทีดุดัน แต่พวกเราครอบครัวสกุลติงนั้นอ่อนแอ พี่รองกับพี่สะใภ้รองก็ไม่ได้อาศัยอยู่ที่บ้าน ท่านพ่อกับท่านแม่ก็อายุมากแล้ว อาศัยในหมู่บ้านต่อคงไม่ปลอดภัย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเื่ยืมข้าวสารก่อนหน้านี้ หากอยู่ต่อไปก็ยิ่งทำให้ผู้คนกังวลมากขึ้น ข้าเลยคิดว่ามิสู้ย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองเลย เอาเรือนที่ปล่อยเช่าอยู่ครึ่งหนึ่งของข้ากลับมา ก็จะพอให้พวกเราทุกคนอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ทั้งปลอดภัยและคอยช่วยดูแลซึ่งกันและกันได้”
แม่นางหลี่ว์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางยังเสียดายร้านอาหารอยู่ “พวกเรายังมีร้านอาหาร ถนนสายหลักนี้ก็มีคนจำนวนไม่น้อย ยังไงก็ยังสามารถหาเงินได้อยู่”
ติงเหว่ยก็เลยอธิบายให้นางฟังอย่างละเอียด “ข้างนอกเต็มไปด้วยคนเร่ร่อนมากมาย อีกไม่กี่วันถนนสายหลักก็จะเต็มไปด้วยคนเร่ร่อนมากขึ้นกว่านี้แน่นอน เมื่อเห็นว่าบ้านเราเปิดร้านอาหาร หากว่าเขาเกิดความอิจฉาริษยาจนคิดร้ายขึ้นมา แล้วบุกเข้าไปปล้นในร้านจะทำยังไง? ดังนั้น ร้านอาหารไม่สามารถเปิดได้อีกต่อไป ให้ปิดร้านั้แ่พรุ่งนี้
พวกท่านทั้งหมดตามพี่รองเข้าไปในเมือง บ้านหลังเล็กหลังร้านเครื่องไม้ที่พี่รองกับพี่สะใภ้อยู่ไม่สามารถอยู่ได้หลายคนขนาดนั้น ยังไงบ้านของข้าก็เหมาะสมพอดี พวกท่านขนเสบียงที่เก็บไว้ในบ้านทั้งหมดไปด้วย และรีบไปหาซื้อเพิ่มสักหน่อยั้แ่เนิ่นๆ เตรียมไว้ให้เพียงพอสำหรับทุกคนกินสองสามปีถึงจะได้”
หลังพูดจบ นางก็หันไปมองที่พี่รองอีกครั้ง “พี่รองยามนี้ก็ถือโอกาสปิดร้านเสียก่อน ตอนนี้การหาเงินไม่ใช่เื่สำคัญ รักษาชีวิตเอาไว้ และทำให้ทั้งครอบครัวปลอดภัยต่างหากที่สำคัญที่สุด!”
หลังจากพูดคุยหารือกันสักพัก ผู้าุโติงก็พยักหน้า “ลูกสาวของเราพูดมีเหตุผล ตกลง งั้นพวกเราก็จัดการตามที่เหว่ยเอ๋อร์ว่า”
การปิดร้านอาหารทำให้สูญเสียรายได้แต่ละวันไปไม่น้อย แม่นางหลี่ว์และแม่นางหลิวยังอดเสียดายไม่ได้ ทว่าที่ติงเหว่ยพูดก็มีเหตุผล ตอนนี้มีคนเร่ร่อนมากมาย หากว่าเปิดร้านต่อไปเกรงว่าจะเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นมา
แม่นางหลี่ว์เองก็พยักหน้าตามไปด้วยอย่างช้าๆ “ตกลง งั้นก็ทำตามที่เหว่ยเอ๋อร์ว่า ก็แค่ย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองไม่ใช่เื่รีบร้อนอะไร ข้าว่าคนในหมู่บ้านเราก็ไม่มีใครย้าย หลังจากย้ายเข้าไปในเมืองครอบครัวเราใหญ่ขนาดนี้ กิจวัตรประจำวันทั่วไปต่างๆ ต้องใช้เงินอีกมากเท่าไรกัน? หากว่าปิดร้านไปครอบครัวของเราก็จะขาดรายได้ อีกอย่างสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีเช่นนี้ควรจะประหยัดเงินเอาไว้ใช้ในเื่ที่จำเป็เท่านั้น!”
แม่นางหลิวเองก็รู้สึกเ็ป สิ่งสำคัญที่สุดคือตอนนี้แยกครอบครัวกันแล้ว เงินที่แต่ละบ้านหาได้ก็จะเก็บไว้ที่แต่ละบ้าน หากว่าปิดร้านอาหารไปบ้านนางก็จะเสียเปรียบไปด้วย! อีกอย่างร้านของน้องรองยังเปิดได้อยู่ หากเปรียบเทียบกันแล้วก็น่าอิจฉาไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาสองสามีภรรยายังอยู่เรือนใหญ่กับพ่อแม่สามี เกรงว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะมาตกอยู่ที่พวกเขา…
เมื่อคิดแบบนี้นางก็เหลือบมองแม่นางหวังโดยไม่พูดอะไร
ในความจริงแล้วแม่นางหลิวก็ถือว่าเป็คนที่กตัญญู แต่ความกตัญญูนั้นต้องเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของนางถึงจะได้
ติงเหว่ยจับมือแม่นางหลี่ว์และตำหนิว่า “ท่านแม่ นี่มันเวลาไหนแล้ว เราไม่อาจล่าช้าได้อีกต่อไป ข้ารู้ว่าท่านและท่านพ่อหาเงินมาได้อย่างยากลำบาก และใช้ชีวิตอย่างประหยัดมัธยัสถ์ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดถึงเื่พวกนี้ หากจะพูดขึ้นมาข้าเองก็โตขนาดนี้แล้วกลับไม่เคยตอบแทนพระคุณพ่อแม่เลย ทั้งยังทำให้พวกท่านต้องกังวลใจอีก เป็ลูกสาวที่อกตัญญูจริงๆ พวกท่านย้ายเข้าเมืองในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็ค่าใช้จ่ายอะไรข้าจะรับผิดชอบให้ทั้งหมดเอง ถือว่าเป็ความกตัญญูของลูกสาว!”
ในเมื่อนางเป็คนแนะนำให้ทั้งบ้านย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง พี่ชายทั้งสองคนนางไม่สนใจได้ ทว่าท่านพ่อท่านแม่อย่างไรนางก็ต้องทดแทนบุญคุณ ดังนั้นการหยิบเงินก้อนนี้ออกมาจึงถือเป็เื่ที่สมควรแล้ว
ทันทีที่นางพูดจบ ผู้าุโติงและแม่นางหลี่ว์ก็โบกมือปฏิเสธพัลวัน “เ้ายังต้องดูแลอันเกอเอ๋อร์อีก ยิ่งเป็่เวลาที่้าใช้เงิน ไหนเลยจะมาสิ้นเปลืองกับสิ่งเหล่านี้ได้? ไม่ได้ ไม่ได้อย่างเด็ดขาด!”
เมื่อเห็นพ่อแม่สามีที่ลำเอียงโดยไม่ปกปิดเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้พวกนางจะคาดการณ์ไว้แล้วในใจ แม่นางหลิวและแม่นางหวังต่างก็สบตากัน อย่างไรพวกนางก็รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง
ติงเหว่ยยังอยากจะพูดอะไรต่อ ทว่าพี่ใหญ่ติงที่เงียบขรึมมาตลอดก็เอ่ยปากเกลี้ยกล่อมว่า “เหว่ยเอ๋อร์ ท่านพ่อกับท่านแม่ของพวกเราพูดถูกแล้ว เ้าเป็ผู้หญิงคนเดียวแล้วยังต้องเลี้ยงลูก เดิมทีควรจะเป็พวกเราที่คอยดูแลเ้า ไหนเลยจะให้เ้ามาออกเงินพวกนี้ได้! ข้าเป็พี่ใหญ่ เงินค่าใช้จ่ายประจำวันข้าจะดูแลให้เอง ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านแค่จัดการเื่ย้ายเข้าไปในเมืองก็พอแล้ว เื่อื่นล้วนไม่ต้องกังวลใจ”
แม่นางหลิวสะบัดก้นและนั่งลงบนเก้าอี้ นางอ้าปากเหมือนอยากจะพูดอะไรออกมา ทว่าเหมือนกับลำคอมีอะไรบางอย่างขวางกั้นอยู่ อย่างไรก็ไม่อาจส่งเสียงออกมาได้
ต้าเป่าเบิกตากลมโตขึ้น เขายิ้มอย่างไร้เดียงสาและหัวเราะออกมาอย่างน่ารักว่า “พวกเราจะย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองกันหรือ ท่านแม่?”
แม่นางหลิวฝืนยิ้มออกมา และเม้มริมฝีปากเอาไว้โดยไม่ตอบอะไร
พี่รองกำลังจะเอ่ยปากพูด แต่แม่นางหวังกลับคว้าแขนเสื้อของเขาเอาไว้อย่างเงียบๆ
ผู้าุโติงและแม่นางหลี่ว์มองหน้ากัน แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ผู้าุโติงก็ค่อยๆ พูดออกมาว่า “ค่าใช้จ่ายประจำวันของที่บ้านไม่ใช่จำนวนน้อยๆ ไม่สามารถให้พี่ใหญ่แบกรับเอาไว้คนเดียว พี่รองเดิมทีก็มีร้านเครื่องใช้ไม้อยู่ในอำเภออยู่แล้วก็ไม่ต้องออกเงินในส่วนนี้ เดี๋ยวข้ากับแม่เ้าจะออกเงินครึ่งหนึ่ง”
เมื่อพี่รองติงได้ยินดังนั้นก็ไม่อาจนั่งนิ่งได้อีกต่อไป เขาถลึงตามองแม่นางหวังไปหนึ่งที และรีบพูดออกมา “ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านอายุมากขนาดนี้แล้ว เดิมทีควรจะถึงเวลาที่ลูกชายตอบแทนบุญคุณแล้ว จะให้ท่านเอาเงินที่ไว้ใช้ยามเกษียณออกมาได้ยังไง! เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน ค่าใช้จ่ายทั้งหมดข้าจะแบ่งกันรับผิดชอบกับพี่ใหญ่คนละครึ่ง อีกอย่างวันหน้าพวกข้าเองก็ต้องย้ายไปอยู่ที่นั่นด้วย หากว่าสถานการณ์วุ่นวายขึ้นมา พวกเราสามพ่อแม่ลูกอยู่ที่หลังร้านก็ไม่ปลอดภัยอยู่ดี ดังนั้น เงินในส่วนนี้ข้าจะต้องรับผิดชอบด้วย!”
เมื่อติงเหว่ยเห็นว่าพี่ทั้งสองของนางยังถือว่ากตัญญู ในใจก็รู้สึกดีขึ้นมาไม่น้อย นางยิ้มและพูดว่า “ในเมื่อพี่ใหญ่และพี่รองออกเงิน ข้าในฐานะลูกสาวจะไม่ยอมอยู่เฉย ข้าเองก็กตัญญูด้วยหนึ่งส่วน ข้าจะออกเงินหนึ่งในสาม”
แม่นางหลี่ว์ร้อนใจขึ้นมาเล็กน้อย นางรีบโบกมือปฏิเสธ “เหว่ยเอ๋อร์ เ้ายังต้องเลี้ยงดูอันเกอเอ๋อร์อีก เ้าควรจะเก็บเงินไว้ใช้เพื่อเอาตัวรอด!”
ติงเหว่ยแสร้งทำเป็ไม่เห็นสีหน้าไม่น่าดูของพี่สะใภ้ทั้งสอง นางหัวเราะคิกคักและพูดกับแม่นางหลี่ว์ว่า “ท่านแม่ สองปีมานี้ข้ากินอยู่ในจวนสกุลอวิ๋นมาโดยตลอด แต่ละเดือนมีรายได้ห้าสิบตำลึง ข้าไม่เคยใช้เลยแม้แต่ครั้งเดียว พวกท่านวางใจได้ค่าใช้จ่ายเล็กน้อยเช่นนี้ ข้าสามารถรับผิดชอบได้!”
ขณะที่นางพูดอยู่ นางก็ลูบแขนของแม่นางหลี่ว์ไปด้วย “ไอ๊หยา ท่านแม่ ท่านจะให้พี่ใหญ่กับพี่รองทดแทนบุญคุณ แล้วลืมลูกสาวคนนี้แล้วหรือ?”
-----------------------------------------
[1] ซาบซึ้งเท่ากับข้าวหนึ่งเซิงเกลียดแค้นเท่ากับข้าวหนึ่งโต่ว 升米恩斗米仇เซิงและโต่วเป็หน่วยวัดของจีน โดย 10 เซิง มีค่าเท่ากับ 1 โต่ว ใช้อธิบายถึงสถานการณ์ที่ทำดีกับผู้อื่นมากเกินไป จนทำให้ผู้อื่นเอาแต่ขอความช่วยเหลือ และเมื่อหยุดให้ความช่วยเหลือ คนเ่าั้ก็จะเกลียดชัง
