หลังจากที่เผยฉีฉีจากไป เนี่ยเทียนที่ฝึกบำเพ็ญตบะมาอย่างยากลำบากตลอดเจ็ดวันในที่สุดก็เดินออกมาจากห้องหินของเขา
ตอนเที่ยงเป็่เวลาที่พระอาทิตย์ร้อนแรงที่สุดของวัน
เนี่ยเทียนเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ร้อนแรงที่ราวกับลูกไฟก็พบว่าไม่มีแสงอาทิตย์เส้นใดที่สามารถลอดทะลุม่านคุ้มกันของเมืองโพ่เมี่ยสาดส่องเข้ามาในเมืองได้
ยืนอยู่กลางลานบ้าน นี่เป็ครั้งแรกที่เขามองประเมินไปรอบด้านอย่างตั้งใจ
ในลานบ้านที่กว้างขวางมีูเาจำลองและน้ำตก ทั้งยังมีสะพานหินอยู่หลายแห่ง
จุดที่อยู่ตรงข้ามกับประตูใหญ่มีหอเรือนหินเจ็ดชั้นหลังหนึ่ง ซึ่งหอเรือนหินแห่งนั้นสูงกว่าหอเรือนหินบริเวณรอบๆ ระดับหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด
หอเรือนหินเจ็ดชั้นนั้นเป็ของอาจารย์ของเผยฉีฉีและหลีเหย่ ตามที่เผยฉีฉีและหลีเหย่เคยเล่าให้ฟัง อาจารย์ของพวกเขาปิดด่านบำเพ็ญตบะเป็ประจำ และบางครั้งก็ไม่ได้อยู่ในเมืองโพ่เมี่ย
ก่อนหน้านี้ไม่นาน ตอนที่เขาและหัวมู่มาถึงยามค่ำคืน อาจารย์ของพวกเขายังอยู่ที่นี่
แต่ก่อนหน้าที่พวกเขาจะเดินทางไปเทือกเขาฮ่วนคง อาจารย์ของพวกเขาได้ไปจากเมืองโพ่เมี่ยและเดินทางยังที่แห่งใดแม้แต่หลีเหย่ก็ยังไม่รู้
นอกจากหอเรือนหินเจ็ดชั้นหลังนั้นแล้ว สองข้างฝั่งของลานกว้างยังมีหอเรือนหินอีกสองแห่ง หอเรือนทั้งสองหลังนั้นล้วนสูงห้าชั้น
เผยฉีฉีและหลีเหย่ต่างก็อาศัยอยู่ในหอหินสูงห้าชั้นกันคนละหลัง และอาจารย์ของพวกเขาก็รับแค่เผยฉีฉีและหลีเหย่เข้าเป็ศิษย์เท่านั้น
นอกจากนี้ บริเวณโดยรอบหอหินห้าชั้นยังมีหอหินเตี้ยๆ ชั้นเดียวอีกหลายหลัง ซึ่งคนที่อยู่อาศัยในหอหินเ่าั้ต่างก็เป็เหมือนเนี่ยเทียนที่ต้องทำงานให้เผยฉีฉีและหลีเหย่
เนี่ยเทียนยืนอยู่กลางลานกว้าง ใช้กระแสจิตรับััเล็กน้อยก็พบว่าในลานกว้างแห่งนี้นอกจากเขา เผยฉีฉีและหลีเหย่แล้วยังมีปราณพลังชีวิตที่เด่นชัดอีกเจ็ดปราณ
คนเจ็ดคนนั้นเดิมทีควรจะเป็เหมือนเขาที่ทำงานรับใช้เผยฉีฉีและหลีเหย่ ช่วยคนทั้งสองทำงานง่ายๆ เพื่อแลกหินวิเศษที่เอาไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน
เมื่อฉุกคิดขึ้นมาได้เขาจึงใช้พลังสะเก็ดดาวสร้างทิพย์จักษุข้างหนึ่งขึ้นมา รับััความเคลื่อนไหวทางชีวิตของคนทั้งเจ็ดอย่างละเอียด
“ห้าคนขอบเขตกลาง์ และยังมีสองคน...ที่มีขอบเขตต้น์!”
เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสีน้อยๆ เขานึกไม่ถึงว่าเจ็ดคนที่ทำงานให้กับเผยฉีฉีและหลีเหย่จะขอบเขตสูงกว่าเขาทุกคน และยังมีสองคนที่ขอบเขตสูงยิ่งกว่าเผยฉีฉีและหลีเหย่เสียอีก
การค้นพบนี้ทำให้เขาแอบใ
ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็มาถึงหอหินห้าชั้นอันเป็ที่อยู่อาศัยของหลีเหย่ หลังจากะโเรียกดังๆ หนึ่งครั้ง เขาก็ได้ยินเสียงหลีเหย่ลงจากเรือนมาอย่างรีบร้อนเพื่อเปิดประตูให้เขา
“เ้ามาข้าหาทำไม?” ผมเผ้าของหลีเหย่กระเซอะกระเซิง ดูท่าทางแล้วน่าจะเหน็ดเหนื่อยอย่างมาก
ในห้องที่เปิดออกมีผู้ฝึกลมปราณขอบเขตต้น์่กลางคนหนึ่งยืนอยู่ คนผู้นั้นคือหญิงมีอายุรูปร่างอวบอึ๋มผู้หนึ่ง นางสวมกระโปรงยาวสีฟ้า กำลังมองมายังเนี่ยเทียนด้วยท่าทางสนอกสนใจ
หญิงผู้นี้มีนามว่าหูหัน มาอยู่เมืองโพ่เมี่ยนานมากแล้ว และนางยังเป็ช่างหลอมอาวุธคนหนึ่งด้วย
ที่นางยอมก้มหัวทำงานให้หลีเหย่แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะขอบเขตของหลีเหย่
แต่ที่นางให้ความสำคัญก็คือวิธีการหลอมอาวุธที่หลีเหย่ได้ฝึกฝนมาจากอาจารย์ของเขา เวลาที่ช่วยหลีเหย่หลอมอาวุธ นางก็มักจะได้รับแรงบันดาลใจจากเขา
หูหันช่วยหลีเหย่หลอมอาวุธมาได้ปีหนึ่งแล้ว ตอนที่เนี่ยเทียนมาอยู่ที่นี่ นางเองก็ได้ยินข่าวคราวมาบ้างเหมือนกัน
ก่อนหน้าที่เนี่ยเทียนยังไม่ได้ไปเทือกเขาฮ่วนคง เวลาที่หลีเหย่หลอมอาวุธอยู่กับนางก็จะพูดถึงเนี่ยเทียนอยู่บ้างเป็บางครั้ง ไม่ว่าจะคำพูดไหนก็ล้วนเต็มไปด้วยความเสียดสีและเย้ยหยัน
ทว่า่ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่หลีเหย่กล่าวถึงเนี่ยเทียนกลับเปลี่ยนแปลงท่าทีกะหันหัน บอกว่าเด็กเนี่ยเทียนนั่นนิสัยไม่เลว
การเปลี่ยนแปลงท่าทีของหลีเหย่ทำให้หูหันแปลกใจอย่างมาก ตอนนี้พอได้เจอกับเนี่ยเทียนจึงอดไม่ได้ที่จะมองประเมินเนี่ยเทียนอย่างจริงจัง แล้วก็พบทันทีว่าเนี่ยเทียนมีตบะแค่ท้าย์เท่านั้น นั่นยิ่งทำให้นางแปลกใจเข้าไปใหญ่
“หลีเหย่ กะโหลกเืมีห้องที่ใช้สำหรับฝึกตนโดยเฉพาะด้วยหรือ?” เนี่ยเทียนไม่ได้เข้าไปข้างใน แค่ยืนถามอยู่หน้าประตู
“หืม ห้องที่ใช้สำหรับฝึกตนโดยเฉพาะ?” หลีเหย่อึ้งไปครู่ก็กล่าวว่า “ทำไม? เ้าอยากจะยืมใช้ห้องฝึกตนของกะโหลกเือย่างนั้นหรือ? ห้องฝึกตนเ่าั้แพงมากเลยนะ”
“เ้ามีตบะท้าย์ คิดจะยืมใช้ห้องฝึกตนระดับต่ำที่สุดก็ยังต้องจ่ายหินวิเศษสิบก้อนต่อหนึ่งชั่วยาม”
“สิบชั่วยามก็ต้องใช้หินวิเศษหนึ่งร้อยก้อนแล้ว นี่เป็การเผาผลาญหินวิเศษอย่างน่าใมากเกินไป”
หลีเหย่ยังไม่ทันกล่าวจบเขาก็พลันนึกถึงอะไรขึ้นมาได้ “ศิษย์พี่หญิงมอบหินวิเศษส่วนที่ควรเป็ของเ้าให้เ้าแล้วใช่หรือไม่?”
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
“อ้อ ที่แท้ก็เป็แบบนี้นี่เอง” หลีเหย่เข้าใจแล้ว “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีปัญหาหรอก เ้ามันรวยอู้ฟู้แล้วนี่นา น่าจะรับไหว”
“คิดจะยืมใช้ห้องฝึกตนของกะโหลกเื? รวยแล้ว?” หูหันดูใอย่างเห็นได้ชัด นางยังจำได้ว่าก่อนหน้านี้หลีเหย่เคยบอกกับนางว่าเพื่อหาหินวิเศษมา เนี่ยเทียนจะต้องผ่าไม้เฮยอิ๋นให้กับเขาทุกวัน ต้องทำอยู่หลายวันกว่าจะได้หินวิเศษสักก้อนหนึ่ง
หูหันคิดไม่ออกว่าเนี่ยเทียนใช้วิธีการใดถึงสามารถร่ำรวยขึ้นมาได้ในระยะเวลาอันสั้นแบบนี้
นางอยู่ในเมืองโพ่เมี่ยมาก็นานแล้ว และก็ติดตามหลีเหย่มาพักใหญ่ ปริมาณหินวิเศษที่ได้รับมามักมีจำกัดเสมอ รู้สึกแค่เพียงว่าชีวิตลำบากยากแค้น ต้องคอยกลุ้มใจเื่หินวิเศษอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
เนี่ยเทียนเพิ่งมาได้ไม่นานกลับร่ำรวยขึ้นมาได้ สามารถใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอย่างการไปยืมใช้ห้องฝึกตนของกะโหลกเื นี่ทำให้หูหันรู้สึกอิจฉาอย่างมาก
“อืม ข้ารู้สึกว่าความเร็วในการฝึกช้าไปหน่อย คิดจะยืมใช้ห้องฝึกตนของกะโหลกเื” เนี่ยเทียนตอบกลับ
“ได้สิ” หลีเหย่ล้างมือในบ่อน้ำด้านข้าง จากนั้นก็จัดระเบียบผมเผ้าที่ยุ่งเหยิง เสร็จแล้วจึงเอ่ยสั่งความหูหัน “ข้าจะไปกับเขาสักหน่อย ที่นี่เ้าก็ดูแลก่อนแล้วกัน”
ไม่รอให้หูหันพูดมากเขาก็ลากเนี่ยเทียนออกไปจากลานกว้าง มุ่งหน้าไปยังกะโหลกเื
หูหันเต็มไปด้วยความงุนงง นางมีตบะต้น์ หลีเหย่ก็ยังไม่เคยให้เกียรตินาง คิดจะใช้ก็ต้องมาหา คิดจะไล่ก็ต้องกลับไป
เนี่ยเทียนที่มีตบะเพียงท้าย์ ทั้งยังไม่เข้าใจการหลอมอาวุธเลยแม้แต่นิดเดียวก็ไม่น่าจะช่วยอะไรหลีเหย่ได้ ทว่าท่าทีที่หลีเหย่ปฏิบัติต่อเนี่ยเทียนกลับกระตือรือร้นมากอย่างเห็นได้ชัด
นี่ทำให้หูหันไม่เข้าใจเอามากๆ
“ผู้หญิงคนนั้น...ดูเหมือนว่าจะมีตบะต้น์?” ระหว่างที่เดินทางไปยังกะโหลกเื เนี่ยเทียนก็อดใจถามขึ้นมาไม่ไหว “นางก็ช่วยเ้าทำงานเหมือนข้าน่ะหรือ? เ้าให้ผู้แข็งแกร่งขอบเขตต้น์คนหนึ่งช่วยเ้าทำงาน?”
“ขอบเขตต้น์แล้วอย่างไร?” หลีเหย่เชิดหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ในเมืองโพ่เมี่ยของพวกเรา คนที่อยู่ขอบเขตต้น์อย่างนางมีเยอะนักล่ะ ไม่มีอะไรให้ต้องแปลกใจ นางเองก็รู้วิธีการหลอมอาวุธ ทว่าวิธีการที่นางใช้หลอมอาวุธมาก่อนหน้านี้ ในสายตาข้าแล้วก็แค่เศษสวะคนหนึ่งเท่านั้น! คนอย่างนาง อาจารย์ของข้าไม่มีทางให้เกียรติ ข้าเองก็ดูิ่เหมือนกัน”
ความโอหังและกำเริบเสิบสานของหลีเหย่ทำให้เนี่ยเทียนอึ้งตะลึง “เ้ามีแค่ตบะกลาง์ มีสิทธิ์อะไรไปดูถูกนาง?”
“ฮ่าๆ!” หลีเหย่หัวเราะปากกว้าง “โลกของช่างหลอมอาวุธอย่างพวกเราไม่มีกำหนดระดับสูงต่ำกันจากขอบเขตของตบะหรอก พูดกับเ้าไปเ้าก็ไม่เข้าใจ นางทำงานให้ข้ายังได้เรียนรู้อะไรมากมาย มิฉะนั้นเ้าคิดว่าเหตุใดนางถึงได้ยอมหน้าด้านหน้าทนอยู่ต่อ ไม่ว่าไล่อย่างไรก็ไล่ไม่ไปเล่า?”
“ไล่ก็ไล่ไม่ไป?” เนี่ยเทียนยิ่งใเข้าไปใหญ่
“เหลวไหล!” หลีเหย่แค่นเสียงเ็าหนึ่งครั้งแล้วกล่าวต่อว่า “ช่างหลอมอาวุธที่คิดจะทำงานให้ข้ามีมากมายนัก หากนางจากไป แน่นอนว่าย่อมมีคนมากมายพยายามสุดชีวิตเพื่อเข้ามาแทนที่!”
“เ้าร้ายกาจขนาดนี้เชียวรึ?” เนี่ยเทียนถามด้วยความแคลงใจ
“ความสำเร็จในภายภาคหน้าของนายท่านหลีอย่างข้า ต่ำสุดก็คือช่างหลอมอาวุธระดับเชื่อมโยงิญญา! หากข้าโชคดี ไม่แน่ว่าอาจได้กลายเป็ช่างหลอมอาวุธที่หลอมอาวุธวิเศษไม่ดับสลายออกมาได้!” หลีเหย่โบกไม้โบกมือ กล่าวอย่างถือดี “บุคคลอย่างข้ามีพร์เลิศล้ำ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็ส่องแสงเจิดจ้าไปแปดทิศ!”
“ด้วยพร์ของหูหันผู้นั้นต่อให้มุมานะไปชั่วชีวิต เกรงว่าก็ยังเป็ได้แค่ช่างหลอมอาวุธระดับสูงเท่านั้น นางจะมาเทียบกับข้าได้อย่างไร?”
หลีเหย่คุยโว พาเนี่ยเทียนมาถึงศูนย์ใหญ่ของกะโหลกเืในเมืองโพ่เมี่ย
ผู้ฝึกลมปราณของกะโหลกเืและผู้ฝึกลมปราณในเมืองโพ่เมี่ยมากมายต่างก็เดินเข้าๆ ออกๆ พูดคุยกันโฉงเฉงเสียงดัง ครึกครื้นราวกับตลาดสด
“ไปเถอะ ข้าจะพาเ้าไปที่ตั้งของห้องฝึกตน” หลีเหย่ลากตัวเนี่ยเทียนตรงเข้าไปด้านใน
สมาชิกกะโหลกเืขอบเขตต้น์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูต่างก็รู้จักหลีเหย่ พอเห็นเขามาจึงเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม สีหน้าท่าทางกระตือรือร้นอย่างมาก
แต่เนี่ยเทียนกลับสังเกตเห็นว่าก่อนหน้าที่เขาและหลีเหย่จะมา สมาชิกกะโหลกเืขอบเขตต้น์เ่าั้ต่างก็มีสีหน้าเ็าน่าสะพรึงกลัว
กว่าที่คนอื่นๆ จะเข้าไปข้างในได้ต่างก็ถูกพวกเขาซักถามอย่างละเอียด ไม่ไว้หน้าเลยแม้แต่นิดเดียว
เวลาที่ปฏิบัติต่อหลีเหย่พวกเขาจะมีสีหน้าอย่างหนึ่ง ทว่าเวลาที่ปฏิบัติต่อคนอื่นกลับมีสีหน้าอีกอย่างหนึ่ง ความแตกต่างในการปฏิบัติแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
“นายท่านหลี่”
“ฮ่าๆ ไม่เจอนายท่านหลีเหย่นานเลย”
“อาจารย์ของเ้าสบายดีหรือไม่”
เมื่อเข้ามาในประตู พวกผู้คนดุร้ายมากมายในเมืองโพ่เมี่ยพอเห็นหลีเหย่ต่างก็เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มและท่าทีที่กระตือรือร้นมากเป็พิเศษ
ดูเหมือนคนเ่าั้จะรู้ว่าหลีเหย่้าได้ยินคำพูดแบบใด ทั้งๆ ที่อายุเยอะกว่าหลีเหย่มาก แต่กลับยอมเรียกเขาว่านายท่านหลีก็เพราะจงใจประจบประแจง
หลีเหย่หัวเราะฮ่าๆ พาเนี่ยเทียนเดินผ่านคนเ่าั้โดยไม่ได้สนใจพวกเขาเลยแม้แต่นิด
“เ้าเด็กนั่นที่อยู่กับหลีเหย่คือใคร?”
“ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเลยนะ”
“ไม่รู้จัก ก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าจะไม่เคยปรากฏตัวในเมืองโพ่เมี่ยมาก่อน”
หลังจากที่หลีเหย่และเนี่ยเทียนจากไป ทุกคนก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมา
-----
