ไม่นาน ลู่เต้าที่จมูกคุ้นเคยกับกลิ่นปลาย่างแล้วก็เริ่มได้กลิ่นอีกกลิ่นปะปนมาด้วย
เมื่อเทียบกับความฉุนจมูกของเครื่องเทศแล้ว กลิ่นนี้กลับอ่อนโยนกว่ามาก ลู่เต้าหลับตาเดินไปตามกลิ่นหอมปริศนาโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งถึงเรืออีกฝั่ง
เมื่อลืมตาขึ้น เขาก็พบเรือลำเล็กแล่นผ่านไปตรงหน้าพอดี คนที่พายเรือคือเกาฮ่าว กลิ่นหอมเย้ายวนนั้นลอยออกมาจากห้องโดยสารของเขา
“เป็เขาเองหรือ” ลู่เต้าประหลาดใจ
ในขณะเดียวกัน ลู่เต้าก็พบว่าไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่ถูกกลิ่นหอมนั้นดึงดูด ผู้คนบนเรือรอบๆ ต่างก็หยุดสิ่งที่ทำอยู่ แล้วเดินมาที่ขอบเรือเพื่อมองดูเรือลำเล็กเช่นเดียวกับเขา
เหมือนกับลูกแกะตัวน้อยที่เดินเข้าไปในป่าเพียงลำพัง และในชั่วขณะนั้นก็ดึงดูดสายตาของสัตว์นักล่าผู้หิวโหยไว้ทั้งหมด
‘ทำอาหารหอมขนาดนี้ คนที่มากับเกาฮ่าวต้องเป็นางแน่นอน!’ ลู่เต้าคาดเดา
ไม่นานนัก กู่เสี่ยวอวี่ที่สวมชุดพ่อครัวสีฟ้าก็เดินออกมาจากห้องโดยสาร ยิ่งยืนยันการคาดเดาของเขา นางก็ถือถาดอาหารที่เต็มไปด้วยอาหารร้อนๆ มาวางตรงหน้าคุณชายใหญ่สกุลเกา
‘เยี่ยมไปเลย เป็เสี่ยวอวี่จริงๆ ด้วย’ ลู่เต้าดีใจ
ความรู้สึกที่ต้องสังหารนางกับมือยังคงตราตรึง แม้โศกนาฏกรรมครั้งนั้นจะไม่เคยเกิดขึ้นในวัฏสงสารนี้ แต่ภาพที่นางดิ้นรนอย่างเ็ปนั้น ลู่เต้ายังคงจำได้แม่น
เมื่อได้เห็นกู่เสี่ยวอวี่อยู่รอดปลอดภัยในวันนี้ ความกังวลใจของลู่เต้าก็เบาบางลง
“เยี่ยมที่ไหนกัน” ไป๋เสียถามแทรกขึ้นมา “การที่นางปรากฏตัวที่นี่ ก็หมายความว่านางก็มาตกปลากระดี่มุกดำเช่นกัน เ้าต้องเตรียมใจเป็ศัตรูกับนางแล้ว”
เมื่อลู่เต้าได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึงไป และฉุกคิดขึ้นมาได้ “จริงสิ หากเกิดเื่แบบนี้ขึ้นจริงๆ ข้าจะทำเช่นไรดีเล่า”
เขายืนมองเรือลำเล็กของกู่เสี่ยวอวี่พลางครุ่นคิด
หงฮวากำลังทำอาหารเย็นอยู่ที่เตาในห้องโดยสารก็ลอบมองลู่เต้าที่กำลังตกกุ้งผ่านริมผ้าม่านที่เผยอออก
แม้จะมีเรือมากมายบนทะเลสาบ แต่บนเรือลำนี้มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้น
หงฮวาพลิกปลาย่างในมือด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข คิดในใจ ‘แบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน’
น้ำแกงสุกแล้ว ปลาย่างก็ใกล้สุกเต็มที เมื่อหงฮวาแอบมองออกไปอีกครั้งก็พบว่าลู่เต้าหายไปแล้ว นางจึงเปิดผ้าม่านเดินออกไปดู จึงได้รู้ว่าเขากำลังจดจ้องบางสิ่งอย่างใจจดใจจ่ออยู่
เมื่อหงฮวาไล่ตามสายตาของเขาไป ก็พบว่าเขากำลังมองหญิงสาวคนอื่นอยู่ ความรู้สึกหึงหวงพุ่งทะยานเร็วรวด เธอเบะปากเล็กน้อย แล้วหันกลับเข้าไปในห้องโดยสารโดยไม่พูดจาอะไร
“ท่าน ท่านผู้มีพระคุณ ทานอาหารได้แล้วเ้าค่ะ” หงฮวาเอ่ยเรียก
หลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน ในที่สุดอาหารเย็นที่รอคอยก็มาถึง เมื่อลู่เต้าเปิดผ้าม่านออกก็ได้กลิ่นหอมเย้ายวนใจโชยมาทันใด เมื่อเดินเข้าไปในห้องโดยสาร ก็เห็นน้ำแกงปลาและปลาย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อยแล้ว แบ่งเป็สองชุดวางไว้ที่ปลายโต๊ะทั้งสองด้าน
‘เยี่ยมไปเลย!’ ลู่เต้าเดินไปนั่งที่โต๊ะอย่างตื่นเต้น แล้วหยิบปลาย่างที่ย่างจนหนังกรอบขึ้นมา รีบอ้าปากกัดกินทั้งหนังทั้งเนื้อคำใหญ่ เคี้ยวตุ้ยๆ
ในตอนแรกเขารู้สึกมีความสุขที่ได้กัดกินเนื้อคำโต จากนั้นความรู้สึกเจ็บแปลบก็ค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วปลายลิ้น
ตอนแรกเหมือนถูกเข็มทิ่มเบาๆ จากนั้นความรู้สึกก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจนควบคุมไม่ได้ ปลายลิ้นร้อนผ่าวราวกับถูกไฟเผา
‘เผ็ดมาก!’ ลู่เต้าหน้าแดงก่ำด้วยความเผ็ดร้อน ลำคอพลันแห้งผาก
เพื่อดับความเผ็ด ลู่เต้าจึงยกน้ำแกงปลาขึ้นดื่มจนหมดในอึกเดียว ใครจะรู้ว่ารสชาติกลับทั้งเปรี้ยวทั้งฝาด ทำเอาเขาขมวดคิ้วแน่น และบ่นพึมพำไม่หยุด
“รสชาติแบบนี้มันอะไรกัน” ลู่เต้ามองน้ำแกงปลาที่เต็มหม้อและปลาย่างที่ถูกกัดไปเพียงคำเดียว แม้หน้าตาจะดูดี แต่เขากลับไม่อยากกินเลย
“ห้ามกินเหลือนะ” หงฮวามองลู่เต้าด้วยสายตาเ็า แล้วเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ
เมื่อสบตากัน ลู่เต้าก็ตัวสั่นทันที เขาทำได้เพียงทนฝืนกินปลาย่างที่เผ็ดแทบตายกับน้ำแกงปลาที่เปรี้ยวฝาดจนเกลี้ยง
‘อาฮวาเป็อะไรไปเนี่ย…’ ลู่เต้าถามเบาๆ ด้วยความจนใจ
โชคดีที่หลังจากหงฮวาแกล้งลู่เต้าตอนอาหารเย็นแล้ว อารมณ์ของนางก็ดีขึ้น ทั้งสองคนเหวี่ยงเบ็ดไม่หยุดหย่อน ในที่สุดก่อนจะเข้ารุ่งสางก็ตกกุ้งก้ามกรามเพื่อใช้เป็เหยื่อล่อมาได้ถังเล็กๆ
เนื่องจากปลากระดี่มุกดำมีนิสัยชอบออกหาอาหารใน่เช้ามืดถึงรุ่งสาง นั่นหมายความว่าหาก้าตกปลากระดี่มุกดำ ก็ต้องตกเบ็ดใน่เวลานี้เท่านั้น
ผู้เข้าแข่งขันหลายคนต่างก็ถือโอกาสนอนหลับพักผ่อนหลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ เพื่อไม่ให้ง่วงนอนตอนเช้ามืดจนกระทบ
ลู่เต้าและหงฮวาตัดสินใจพักผ่อนก่อน เนื่องจากน้ำมันที่ทางผู้จัดเตรียมให้มีจำกัด ผู้คนส่วนใหญ่จึงเลือกดับไฟเพื่อประหยัดน้ำมันในยามพักผ่อน บนทะเลสาบที่มืดมิดจึงมีเพียงแสงไฟเล็กน้อยเท่านั้นที่ยังส่องสว่างอยู่
เมื่อแสงไฟดวงสุดท้ายบนทะเลสาบดับลง เสียงกรนก็ดังขึ้น
ในเวลานี้มีเรือลำเล็กลอบพายใต้แสงจันทร์อย่างเงียบเชียบ
หวังเหล่ยกับหลี่หูถือไม้ไผ่ยาวค้ำยันเรือไว้คนละข้าง ท่าทางลับๆ ล่อๆ มีเลศนัยยิ่งนัก
หวังเหล่ยมองเรือลำอื่นๆ แล้วหัวเราะเยาะในใจ “ฮี่ๆๆ… ออกตัวก่อนแล้ว”
หลี่หูก็หัวเราะคิกคักเบาๆ “ลูกพี่ พวกมันเชื่อคำโกหกที่เถ้าแก่กุขึ้นมาทั้งหมดเลย”
ที่แท้ตอนที่ซูเหล่าซานคุยโวโอ้อวด เขากลับตั้งใจปิดบังสถานที่ตกปลาเอาไว้ เขาเพียงแค่บอกคร่าวๆ ว่าอยู่ใกล้กับต้นไม้ที่หักโค่นเท่านั้น แต่ไม่ได้บอกจุดตกปลาที่แท้จริงออกมา
ตอนแรกหวังเหล่ยกับหลี่หูก็เชื่อคำพูดของซูเหล่าซานเช่นเดียวกับคนอื่นๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง พวกเขาทำให้ซูเหล่าซานเมาแอ๋จนพูดจาไม่รู้เื่
ซูเหล่าซานที่เมามายหน้าแดงก่ำก็พูดความจริงออกมา เอ่ยตะกุกตะกักพลางเรอ “พวกเ้ารู้หรือไม่ วิธีตก… อึก… วิธีตกปลากระดี่มุกดำที่แท้จริงน่ะ”
ทั้งสองคนส่ายหน้า ซูเหล่าซานจึงหัวเราะ “ปลากระดี่มุกดำ… อึก… มันจะหาอาหารในจุดที่แสงจันทร์สะท้อน… ตอนนั้นข้า… อึก… ก็ตกมันขึ้นมาโดยบังเอิญ… อึก… โดยบังเอิญ…”
หวังเหล่ยกับหลี่หูพายเรือไปยังจุดที่แสงจันทร์สะท้อนบนทะเลสาบอย่างเงียบเชียบ ไม่นานนักทั้งสองคนก็ออกห่างไปจากฝูงชน
เมื่อไปถึงจุดหมาย หวังเหล่ยก็ชะโงกหัวออกไปนอกเรือ บนผิวน้ำนอกจากจะสะท้อนของเขาแล้ว ก็มีแสงจันทร์ที่ส่องสว่างสะท้อนอยู่ด้วย
แม้จะมองไม่เห็นสถานการณ์ใต้น้ำ แต่หากคำพูดของซูเหล่าซานเป็จริง หวังเหล่ยก็มาถึงจุดที่ถูกต้องแล้ว และยังมาถึงโดยไร้ซึ่งคู่แข่งแย่งชิง
หวังเหล่ยมองไปทางกลุ่มเรือที่ลู่เต้าอยู่ แล้วเอ่ยอย่างเย้ยหยัน “ครั้งนี้ต้องเป็ชัยชนะของตัวข้าหวังเหล่ยแน่!”
“หลี่หู โยนเหยื่อลงไป” หวังเหล่ยหันไปพูดเบาๆ
“ได้เลยลูกพี่!” หลี่หูหยิบถังไม้ที่เต็มไปด้วยกุ้งก้ามกรามมาวางข้างๆ ก่อนจะเทลงไปครึ่งถัง
ที่แท้ตอนที่ซูเหล่าซานมาตกกุ้งที่ทะเลสาบัทมิฬในตอนกลางคืน เขาเผลอทำถังกุ้งคว่ำไป แต่ด้วยความไม่ยอมแพ้ เขาจึงตั้งใจจะตกกุ้งกลับคืนมา
ใครจะรู้ว่าตอนที่มีกุ้งติดเบ็ด มีบางอย่างพุ่งขึ้นมาจากน้ำงับกุ้งพร้อมเบ็ดเข้าไปในท้อง สายเบ็ดตึงขึ้นทันที
ปลาตัวใหญ่หรือนี่!?
ซูเหล่าซานใช้ประสบการณ์การตกปลามาอย่างยาวนานคอยดึงเบ็ดอยู่ตลอดเวลา หลังจากใช้เวลานานจนอีกฝ่ายหมดแรง ในที่สุดเขาก็ดึงขึ้นมาบนเรือได้สำเร็จ ใครจะคิดว่ามันคือปลากระดี่มุกดำ ปลาชั้นสูงในตำนาน
หวังเหล่ยมองกุ้งที่กำลังจมลงไปใต้น้ำ แล้วกล่าวว่า “หากข้าคาดเดาไม่ผิด กุ้งที่เถ้าแก่เผลอทำคว่ำในตอนนั้นกลายเป็เหยื่อล่อที่ดึงดูดปลากระดี่มุกดำมา ขอเพียงแค่ซ่อนเบ็ดตกปลาไว้ในกุ้งตัวใดตัวหนึ่ง แล้วล่อให้มันกลืนลงไปก็พอ”
