อากาศยามสายของเมืองสยามช่างร้อนระอุยิ่งนัก แดดเปรี้ยงปร้างราวกับมีดวงอาทิตย์สิบดวงลอยอยู่เหนือหัว
เอื้องขวัญเดินกระหืดกระหอบกลับขึ้นเรือน เหงื่อไหลไคลย้อยจนเสื้อคอกระเช้าชุ่มโชก คอแห้งผากเหมือนผืนนาหน้าแล้ง
“น้ำ... ขอน้ำ... จะเป็ลม...”
เธอทรุดตัวลงนั่งบนแคร่ไม้ไผ่หน้าเรือนครัว พัดวีตัวเองด้วยมือเปล่าพั่บๆ
“คุณหนู! กลับมาแล้วหรือเ้าคะ หน้าแดงเป็ลูกตำลึงสุกเชียว!”
นังจุกวิ่งถลารีบกุลีกุจอไปที่ “ตุ่มั” ใบใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมเรือน เปิดฝาไม้สักออก แล้วใช้ขันเงินใบสวยจ้วงตักน้ำขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะนำมาประเคนให้ถึงมือ
“น้ำฝนเย็นชื่นใจเ้าค่ะคุณหนู ดื่มให้คลายร้อนนะเ้าคะ”
เอื้องขวัญรับขันน้ำมาด้วยความหวังดุจคนหลงทางเจอโอเอซิส ไอเย็นเกาะพราวรอบขันเงินชวนให้ชื่นใจ เธอยกขันขึ้นจรดริมฝีปาก...
แต่ทว่า... ด้วยสัญชาตญาณวิศวกรขี้สงสัย (บวกกับความเข็ดขยาดจากเื่ส้วม) เธอจึงชะงัก แล้วลองเพ่งมองลงไปในน้ำใสๆ นั้นให้ชัดๆ อีกครั้ง
แสงแดดที่ส่องกระทบผิวน้ำ เผยให้เห็นความจริงที่น่าขนลุก
น้ำที่ดูเหมือนจะใส... กลับมี “ตะกอนสีขุ่น” ลอยฟุ้งอยู่ก้นขัน เหมือนฝุ่นละอองที่เต้นระบำ และที่ร้ายกว่านั้น...
มีสิ่งมีชีวิตตัวเล็กจิ๋ว รูปร่างเหมือนตัวหนอน กำลังดีดตัวดุ๊กดิ๊กไปมาอย่างร่าเริง!
“เฮ้ย!!!”
ซ่า!
เอื้องขวัญสะดุ้งสุดตัว เผลอสาดน้ำในขันออกไปเต็มแรง น้ำสาดกระจายไปรดหน้า “ไอ้ด่าง” หมาวัดที่นอนหลับอยู่แถวนั้นจนสะดุ้งตื่นเห่าขรม
“ว้าย! คุณหนู! สาดทิ้งทำไมเ้าคะ!?” นังจุกร้องเสียงหลง
“จุก! นี่เอ็งจะวางยาฆ่าฉันเรอะ!” เอื้องขวัญชี้นิ้วไปที่ขันเงินมือสั่น “ตะกี้เอ็งเห็นไหม! ตัวอะไรมันว่ายน้ำเล่นอยู่ในนั้น!”
นังจุกทำหน้างง เกาหัวแกรกๆ “ตัวกระไรเ้าคะ? ก็แค่... ลูกน้ำ? มันก็มีอยู่ในตุ่มทุกใบแหละเ้าค่ะ”
“ลูกน้ำ!” เอื้องขวัญทวนคำเสียงสูงปรี๊ด “นั่นมันลูกยุงนะเว้ย! พาหะนำโรคไข้เืออก! แล้วไหนจะตะกอนขี้ฝุ่นพวกนี้อีก กินเข้าไปได้ยังไง เดี๋ยวก็ได้เป็นิ่วในไตตายกันพอดี!”
“โธ่คุณหนู... น้ำฝนรองจากชายคา รสจืดสนิท ดีที่สุดแล้วนะเ้าคะ ใครๆ เขาก็กินกันเยี่ยงนี้ มิเห็นมีใครเป็นิ่วเป็นุ่นกระไรนั่นสักคน” นังจุกพยายามอธิบายด้วยความซื่อ
“ไม่รู้ล่ะ! ฉันไม่กิน! ไปหาน้ำใหม่มา! เอาแบบใสๆ ไม่มีตะกอน ไม่มีตัวดุ๊กดิ๊ก!”
เอื้องขวัญประกาศกร้าว กอดอกแน่น ปากยื่นปากยาวด้วยความโมโหหิว(น้ำ)
ความโกลาหลจึงบังเกิดในบัดดล
ป้าจวงและบ่าวไพร่ในโรงครัวต้องวิ่งวุ่นกันหัวหมุน ไปตักน้ำจากตุ่มนั้นมาเปลี่ยนตุ่มนี้ แต่ไม่ว่าจะตักมาจากตุ่มไหน "แม่หญิงช่างเลือก" ก็ส่ายหน้าดิก
“ใบนี้มีกลิ่นโคลน!” “ใบนี้มีใบไม้เน่าลอยอยู่!” “ใบนี้มีมดแดงลงไปว่ายน้ำ!”
ผ่านไปครึ่งค่อนวัน เอื้องขวัญนั่งคอตก ลิ้นห้อย หมดแรงจะโวยวาย
“น้ำ... ฉันอยากกินน้ำ...” เธอครางเสียงแ่
ป้าจวงเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าอ่อนอกอ่อนใจ ในมือถือขันน้ำใบเดิม “คุณหนูเ้าขา... ทนๆ กลืนไปเถิดเ้าค่ะ เลือกมากมักอดนะเ้าคะ ประเดี๋ยวเ้าสัวรู้เข้าจะโดนเอ็ดเอา”
เอื้องขวัญมองขันน้ำสลับกับมองหน้าป้าจวง สมองอันชาญฉลาดเริ่มประมวลผล
ถ้ามัวแต่รอให้คนอื่นหามาให้ ชาตินี้คงได้กินแต่น้ำลูกน้ำแน่ๆ
ตนเป็ที่พึ่งแห่งตน... วิศวกรสร้างตึกระฟ้ามาแล้ว จะมาตายน้ำตื้นเพราะน้ำในตุ่มไม่ได้!
เธอลุกขึ้นยืนพรวด พลังฮึดก๊อกสองทำงาน
“ป้าจวง!” น้ำเสียงมุ่งมั่นกลับมาอีกครั้ง
“จะ... เ้าคะ?” ป้าจวงสะดุ้ง
“ไปเตรียมของให้ฉันที!” เอื้องขวัญเริ่มร่ายยาวเป็ชุด “ไปหา โอ่งดินเผาที่แตกแล้ว หรือไหก้นรั่วๆ มาสักใบ... ผ้าขาวบาง สะอาดๆ สักสองสามผืน... แล้วก็ไปเกณฑ์คนไปขน ทราย ที่ริมน้ำมา เอาแบบละเอียดๆ นะ... อ้อ! สำคัญที่สุด ไปเอา ถ่านหุงต้ม ในครัวมาด้วย!”
ป้าจวงกับนังจุกมองหน้ากันตาปริบๆ
“ถ่าน? ถ่านดำๆ ที่เอาไว้จุดไฟเนี่ยหรือเ้าคะ?” นังจุกถามเสียงสั่น “คุณหนูจะเอามากินแก้หิวน้ำหรือเ้าคะ?”
“จะบ้าเหรอ! ฉันจะเอามาทำ ‘เครื่องกรองน้ำ’ ต่างหากเล่า!”
“เครื่อง... กอง... น้ำ?” บ่าวไพร่ทวนคำพร้อมกันด้วยความงุนงง
เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นรอบโรงครัว
“แม่หญิงถูกผีเข้าแน่แท้แล้ว...” “เอาน้ำดีๆ ทิ้ง แล้วจะไปกินถ่านกินทราย...” “ต้องไปตามหมอผีมาปัดรังควานไหมวะ?”
เอื้องขวัญไม่สนเสียงนกเสียงกา เธอถลกแขนเสื้อขึ้น (เผยให้เห็นแขนขาวผ่องจนบ่าวชายต้องรีบก้มหน้า)
“อย่ามัวแต่ยืนงง! ใครอยากกินน้ำทิพย์ที่ใสเหมือนแก้ว ก็รีบไปหาของมา! วันนี้แม่จะแสดงอภินิหารให้ดู!”
ปฏิบัติการ "เล่นแร่แปรธาตุ" ของวิศวกรสาวหลงยุค กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ บัดนี้!
