แสงริบหรี่จากตะเกียงสาดส่องต้องร่างกายมหึมาของศพั์ กาลเวลาอันยาวนานทำให้ร่างกายเน่าเปื่อยผุพัง เพียงแค่มันยืนนิ่งอยู่ในห้องสุสาน ก็แผ่รัศมีแห่งอำนาจน่าเกรงขามจนยากจะมองข้าม
ผ่านการชำระล้างของกาลเวลา ิญญาทั้งสามและจิตทั้งเจ็ดของศพั์ได้สลายหายไปนานแล้ว เหลือเพียงเศษเสี้ยวิญญาที่ยังคงเกาะติดอยู่กับกายหยาบ เมื่อเทียบกับศพทั้งห้าที่มีิญญาครบถ้วน การปลุกมันขึ้นมาต้องใช้ทักษะที่สูงส่งและใช้เวลานานกว่ามาก
หูต้าเซียนคิดเพียงว่าอีกฝ่ายใช้ศพทั้งห้าโจมตีมา จึงกำจัดอุปสรรคตรงหน้าไปเท่านั้น คาดไม่ถึงว่าไพ่ตายที่แท้จริงยังซ่อนอยู่ข้างหลัง
เขาลูบอกที่ถูกต่อยจนเจ็บแปลบ คิดในใจว่า ‘ประมาทไป ไม่นึกเลยว่าเสียงขลุ่ยของเขาจะปลุกศพโบราณขึ้นมาได้’
“ตาแก่บัดซบ! กล้าแย่งกับข้าหรือ” อีกฝ่ายรับผ้ากันไฟไปแล้วก็ชี้ไปที่หูต้าเซียนพร้อมออกคำสั่ง "จัดการมันซะ"
พูดจบเขาก็ออกไป ทิ้งไว้เพียงชายผู้หนึ่งกับศพั์ในห้องสุสาน
ดวงตาโพลงที่ว่างเปล่าของศพั์พลันเปล่งประกายสีแดงฉาน มันกวัดแกว่งแขนยาวโจมตีหูต้าเซียนด้วยหมัดเดียว เขาเอียงศีรษะหลบได้อย่างหวุดหวิด ได้ยินเพียงเสียงดังสนั่นหวั่นไหวและฝุ่นที่ตลบไปทั่ว
เมื่อฝุ่นจางลง หูต้าเซียนเห็นหมัดขนาดมหึมาฝังลึกเข้าไปในผนังสุสาน หากเขาไม่หลบทัน คงกลายเป็เศษเนื้อเละไปแล้ว
หูต้าเซียนใช้สองเท้าถีบกำแพงอย่างแรงพุ่งตัวไปข้างหน้า เพื่อรักษาระยะห่างจากศพั์
ศพั์ใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะดึงหมัดออกมาได้ ประกายสีแดงฉานในดวงตามองกลับมาที่หูต้าเซียนอีกครั้ง ในขณะนี้ โบราณสถานทั้งหมดสั่นะเือย่างรุนแรง ฝุ่นผงร่วงหล่นลงมาจากเพดานตามแรงสั่น
หูต้าเซียนมองผนังสุสานที่ถูกศพั์ต่อยทะลุเมื่อครู่ ก้อนอิฐขนาดใหญ่กำลังร่วงหล่นลงมาอย่างต่อเนื่อง
"ท่าไม่ดีแล้ว! คงจะไปโดนกลไกเข้า โบราณสถานแห่งนี้กำลังจะถล่ม!" หูต้าเซียนอุทานใ
เขาที่าเ็ฝืนใช้ท่าร่างพุ่งทะยานไปยังทางเข้าสุสาน ในขณะที่ใกล้จะหนีรอดแล้ว ศพั์ก็ก้าวเท้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว ยื่นแขนยาวคว้าตัวเขากลับไปในสุสานอีกครั้ง
หูต้าเซียนไม่มีเวลารักษาอาการาเ็ ได้รับาเ็ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเวลาอันสั้น ทำให้ลมปราณปั่นป่วน เส้นลมปราณเสียหาย พลังยุทธ์ตกลงจากระดับสี่ดาราขั้นสูงสุดลงมาเหลือสามดาราขั้นต้นในพริบตา
เศษหินเล็กๆ ร่วงลงมาจากเพดานอย่างต่อเนื่อง หากเขาที่าเ็สาหัสฝืนใช้พลังอีก เมื่อพลังแท้จริงเสียหาย แม้จะรอดชีวิตออกไปได้แต่ก็คงกลายเป็คนพิการไปแล้ว
วิธีเดียวที่จะเอาตัวรอดคือใช้เข็มเงาตรึงศพั์ไว้กับพื้น แล้วตนเองก็ฉวยโอกาสหลบหนี แต่เข็มเงามีเพียงหกเล่มเท่านั้น เมื่อครู่เสียไปหนึ่งเล่มในมือของชายผู้นั้น ตอนนี้ต้องเสียไปอีกหนึ่งเล่ม หูต้าเซียนที่เหลือเวลาไม่มากนักมองเข็มเงาด้วยความเสียดาย
ถึงแม้จะเสียดายของล้ำค่าเช่นนี้ แต่ในเวลานี้ก็ไม่มีทางเลือกอื่น เขาคิดในใจว่า ‘ถึงเข็มเงาจะล้ำค่า แต่ก็ไม่เท่าชีวิตของข้า!’
เขาจึงกัดฟันกรอด ปาเข็มเงาตรึงศพั์เอาไว้ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายขยับไม่ได้แล้วก็ฉวยโอกาสพุ่งตัวออกจากประตู ในวินาทีที่เขาหนีออกมา ก้อนหินขนาดใหญ่บนเพดานสุสานก็ถล่มลงมาปิดทางเข้าด้านหลัง หากช้ากว่านี้ไปเพียงก้าวเดียว ผลที่ตามมาคงยากจะคาดเดา
หูต้าเซียนใช้ความพยายามอย่างสุดกำลังจึงหนีรอดออกมาได้ ก่อนที่โบราณสถานจะถล่มลงมา ทันทีที่ออกมาเขาก็หมดสติไป พลังยุทธ์ที่ตกต่ำลงทำให้เขาต้องมาพักฟื้นทีู่เาหมอก และหูต้าเซียนก็หายสาบสูญไปจากยุทธภพ
ในห้องเก็บคัมภีร์ หูต้าเซียนนั่งอยู่บนเก้าอี้หินและหวนนึกถึงความทรงจำอันแสนเ็ปนั้น
จินเลี่ยงเห็นท่านอาจารย์กำลังครุ่นคิด ก็เหลือบไปเห็นขลุ่ยสะกดมารวางอยู่บนโต๊ะ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นในของวิเศษ เขาจึงหยิบขลุ่ยขึ้นมาแนบปากเป่า
เสียงขลุ่ยอันไพเราะดังก้องไปทั่วห้อง ราวกับเสียงขลุ่ยในสุสานวันนั้น หูต้าเซียนคิดว่าฝันร้ายกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง จึงได้สติด้วยความใ
"ไสหัวไป!"
เมื่อหูต้าเซียนรู้ว่าเป็เื่เข้าใจผิดก็รู้สึกว่าถูกศิษย์กลั่นแกล้ง เขาโกรธจนหนวดกระดิกและไล่ตะเพิดเขาออกจากห้องเก็บคัมภีร์ทันที
ประตูปิดลงดังโครม จินเลี่ยงที่ถูกกันไว้ข้างนอกรู้สึกน้อยใจ ‘แค่เป่าขลุ่ยเอง ทำไมต้องโกรธขนาดนี้ด้วย’
เขากำลังหัวเสียไม่มีที่ระบาย และเห็นตุ๊กตากระดาษเดินผ่านมาพอดี จึงร่ายมนตร์ใส่ตุ๊กตากระดาษทันที ตุ๊กตากระดาษที่ถูกมนตร์สะกดกลิ้งไปกลิ้งมาบนพื้นและร้องครวญคร่ำด้วยความเ็ป
จินเลี่ยงทรมานตุ๊กตากระดาษจนหนำใจ ในที่สุดก็อารมณ์ดีขึ้นสะบัดแขนเสื้อจากไป ไม่สนใจไยดีมันอีก
ตุ๊กตากระดาษนอนอยู่บนพื้น ร่างกายกระตุกสั่นเทาไม่หยุด เมื่อจินเลี่ยงจากไปแล้ว ตุ๊กตากระดาษอีกหลายตัวที่ซ่อนอยู่ข้างๆจึงกล้าออกมาพยุงเพื่อนร่วมชะตากรรมจากไปอย่างเงียบๆ
ภายในคุก ทุกๆ วันจะมีตุ๊กตากระดาษนำอาหารบำรุงกำลังมาส่งให้ลู่เต้า สามวันมานี้นอกจากกินข้าวแล้ว เขาก็นั่งสมาธิมาตลอด
พลังิญญาในร่างค่อยๆ ฟื้นฟูขึ้น แรงกระแทกผนึกแข็งแกร่งกว่าวันแรกมาก แต่เกราะป้องกันกลับแข็งแกร่งกว่าที่คิดไว้มากเช่นกัน แม้ลู่เต้าจะพยายามอย่างไม่หยุดหย่อนมาสามวันแล้วก็ยังไม่คืบหน้า
แต่ใช่ว่าลู่เต้าจะยอมแพ้ เขาพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าหลังจากล้มเหลว ในที่สุดในคืนวันที่สาม ก็มีเสียง "แกร๊ก" ดังมาจากเกราะป้องกัน!
ลู่เต้าดีใจจนเนื้อเต้น ตรวจสอบทะเลิญญาในร่าง ถึงแม้จะมองไม่ชัด แต่บนเกราะป้องกันที่คิดว่าไม่อาจทะลวงผ่านได้ กลับมีรอยร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้นแล้ว!
การปรากฏของรอยร้าวนับเป็กำลังใจอย่างมาก ลู่เต้ากล่าวด้วยความตื่นเต้น "หากโจมตีต่อไปที่ตำแหน่งนี้ น่าจะได้ผล!"
ใกล้วันปรุงยาเข้ามาทุกที ทุกวันนี้นอกจากกินข้าวแล้ว ลู่เต้าก็ไม่ยอมพูดถึงวิธีใช้ของวิเศษเลย หลังจากที่เกราะป้องกันมีรอยร้าวแล้ว ความคืบหน้าก็หยุดชะงัก ขณะที่เขากำลังกลุ้มใจ จินเลี่ยงที่หมดความอดทนก็ถือดาบมาที่คุก
จินเลี่ยงเปิดประตูเหล็ก และจ่อดาบไปที่คอของลู่เต้าด้วยความหงุดหงิด "เ้าจะบอกหรือไม่!"
เมื่อเห็นจินเลี่ยงถือดาบมาด้วยท่าทีดุดัน ลู่เต้าก็ใ แต่ก็ยังคงแสร้งเป็สงบนิ่ง "ต่อให้เ้าฆ่าข้า ข้าก็ไม่บอก"
จินเลี่ยงแสยะยิ้มเลศนัย กวาดตามองลู่เต้าหัวจรดเท้า "ข้ามีวิธีทำให้เ้าต้องเปิดปากบอกมากมายนัก"
ลู่เต้ารู้สึกว่าที่อีกฝ่ายเอ่ยมีนัยแฝง เมื่อเห็นสายตาของเขาจ้องมองตนเองราวกับผู้ชายมองผู้หญิง ในใจก็รู้สึกไม่สงบอย่างบอกไม่ถูก
ทันใดนั้น จินเลี่ยงก็ใช้เข็มเงาตรึงลู่เต้าไว้กับพื้น ลู่เต้าที่ขยับไม่ได้ถามด้วยความใ "เ้าจะทำอะไร"
จินเลี่ยงมองลู่เต้าด้วยสายตาหื่นกระหาย แล้วถามกลับ "เ้ารู้หรือไม่ ทำไมท่านอาจารย์ถึงวางใจให้ข้าดูแลหญิงสาวพรหมจารี"
ดาบยาวในมือกรีดเสื้อผ้าของลู่เต้าออกเบาๆ เผยให้เห็นกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง ดวงตาลู่เต้าเบิกผวา "หรือว่าเ้า...เ้า..."
"ถูกต้อง" จินเลี่ยงถอดเสื้อผ้าตัวเองพลางหัวเราะอย่างหื่นกระหาย "เพราะข้าไม่สนใจผู้หญิง"
ตอนแรกลู่เต้าคิดเพียงแค่ว่าเสียงของเขาแปลกประหลาด และมีท่าทีหน่อมแน้มเท่านั้น ไม่คิดเลยว่าเขาจะหมายตาตนเอง!
ไม่นานจินเลี่ยงก็เปลือยกายล่อนจ้อน แล้วเดินเข้าหาลู่เต้าด้วยเท้าเปล่า!
"อ๊ากกกกก! อย่าเข้ามานะ! ข้าจะบอกเ้าทุกอย่าง!" ลู่เต้าพยายามถอยหลัง แต่แขนขาขยับไม่ได้
ยิ่งลู่เต้าขัดขืน จินเลี่ยงก็ยิ่งตื่นเต้น ลมหายใจถี่กระชั้น "ข้าเห็นว่าหน้าตาเ้าหล่อเหลา นักหากฆ่าเ้าทิ้งก็เสียดายแย่"
"ช่วยด้วยยยยยยยยยย!!!"
เสียงร้องอันน่าเวทนาของลู่เต้าดังก้องไปทั่วคุกใต้ดิน
