จางเจียิซึ่งถูกฮั่วต้าซานกดลงกับพื้น ในตอนนี้ดวงตาของเขาบวมเป่ง ซ้ำยังมีเืกำเดาไหลออกมาอีก เมื่อรวมเข้ากับแผลเป็ที่มีมาแต่เดิม ห้องที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอแห่งนี้จึงกลายเป็เหมือนนรกทันที และจางเจียิก็คือปีศาจร้ายของนรกแห่งนี้นั่นเอง
ฮั่วเสี่ยวเหวินพุ่งเข้าไปประคองจางเจียิ ส่วนฮั่วต้าซานก็ออกไปจากห้องนี้แล้ว “พี่เจียิ พี่เป็อย่างไรบ้าง ไม่เป็ไรใช่หรือไม่?”
ประสบการณ์อันน่าเศร้าในชาติก่อนทำให้ชาตินี้ของเธอยึดติดกับความอบอุ่นที่พี่ชายข้างบ้านคนนี้มอบให้เป็พิเศษ หล่อนจับศีรษะของจางเจียิแน่นด้วยมือน้อยๆ ทั้งสองข้าง แล้วยื่นนิ้วไปตรวจลมหายใจของอีกฝ่ายด้วยความระมัดระวัง
“พี่ไม่เป็ไร เธอไม่ต้องห่วง”
จางเจียิค่อยๆลืมตา ใบหน้ามีรอยยิ้มบางเบาประดับอยู่
“ฉันจะพาพี่ไปสถานีอนามัยประจำหมู่บ้าน”
เธอทำท่าจะประคองจางเจียิขึ้นจากพื้นด้วยร่างกายที่ผอมบางของตนแต่กลับถูกเขาดึงไว้เสียก่อน
“พี่ไม่เป็อะไร พี่ลุกขึ้นเองได้”
ใบหน้าของจางเจียิบิดเบี้ยว เขาพยายามออกแรงเกาะกำแพงลุกขึ้นอย่างยากลำบาก
เงาร่างผอมบางที่สูงไม่เท่ากัน 2 ร่าง พากันเดินไปยังสถานีอนามัยประจำหมู่บ้าน โดยที่ใบหน้าของจางเจียิยังคงมีคราบเืที่เช็ดไม่หมดติดอยู่
“พี่เจียิ เจ็บมากหรือไม่จ้ะ?”
“ไม่เจ็บ ต่อไปนี้พวกเราจะต้องคอยประคับประคองกันไว้ให้ดี พวกเขาคงไม่ยอมหยุดแน่ เธอกลัวใช่หรือไม่?”
จางเจียิมองฮั่วเสี่ยวเหวิน ดวงตากลมโตบนใบหน้าดวงน้อยของหล่อนเปล่งประกายเป็พิเศษ
“ฉันไม่กลัว ขอเพียงแค่ได้อยู่กับพี่เจียิฉันก็ไม่กลัวอะไรทั้งนั้นจ้ะ”
มือน้อยอบอุ่นภายใต้การกุมของมือหนา
หมอชราประจำสถานีอนามัยใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดแผลให้จางเจียิอย่างระมัดระวัง นอกจากเืกำเดาแล้ว ใบหน้ายังมีแผลถลอกขนาดใหญ่อีกหนึ่งแผล และร่างกายของเขายังเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ หมอชราจึงให้น้ำมันนวดกับพวกเขามาหนึ่งขวด
ฮั่วเสี่ยวเหวินรับน้ำมันนวดมากอดแน่น พฤติกรรมโจรชั่วของฮั่วต้าซานทำให้หล่อนต้องเปลี่ยนทัศนคติใหม่ เขาไม่เพียงแต่ขายลูกสาวได้อย่างสบายใจเท่านั้น แต่ยังเป็โจรขโมยทรัพย์สินของคนอื่นอีกด้วย
“ระวังอย่าให้แผลโดนน้ำ หากเกิดอักเสบขึ้นมาจะยุ่ง”
หมอชรากำชับทั้งสองอีกครั้งก่อนกลับ
หลังจากทำแผลเสร็จ ใบหน้าของจางเจียิก็ถูกห่อด้วยผ้าพันแผล ส่วนดวงตาม่วงช้ำ ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองสามวันจึงจะหายบวม
ฮั่วเสี่ยวเหวินพยุงเขากลับบ้านด้วยความสงสาร บ้านดินหลังน้อยขนาดสองห้องที่มองเห็นอยู่ไกลๆ ดูงดงามภายใต้แสงอาทิตย์ตก
แม้าแบนร่างจางเจียิจะไม่ได้ร้ายแรงนัก แต่หลายจุดมีรอยช้ำม่วงน่ากลัว
ฮั่วเสี่ยวเหวินประคองเขาไปที่เตียง ห่มผ้าห่มเน่าๆ ที่มีเพียงผืนเดียวให้กับเขา
“พี่เจียิ ฉันจะไปต้มโจ๊กข้าว เดี๋ยวพวกเรากินมื้อเย็นกันนะจ๊ะ”
จางเจียิส่ายหน้าว่าไม่ต้องไป เขาพยายามลุกขึ้นแต่ถูกฮั่วเสี่ยวเหวินกดลงกับเตียง
“ฉันทำได้ ไม่ต้องห่วง พี่รอกินมื้อเย็นก็พอ”
หล่อนส่งสายตาบอกให้อีกฝ่ายวางใจ ก่อนจะหันหลังเดินออกไป
ทว่าทุกอย่างในห้องครัวเล็กแคบกลับทำให้หล่อนต้องอึ้ง
เดิมทีข้างเตามีข้าวสารกับแป้งหมี่อย่างละหนึ่งกระสอบ แต่ตอนนี้กลับหายไปหมดแล้ว
หล่อนรีบเปิดโถข้าวสารดู พบว่าในนั้นไม่มีข้าวสารแม้แต่เม็ดเดียว
ฝาโถร่วงลงพื้น เธอโกรธจนตัวสั่น
ทำไมถึงได้เจอแต่พ่อแม่แบบนี้ทั้งชาติก่อนและชาตินี้ ต่ำช้าซะยิ่งกว่าหมูหมา!
ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่พูดสักคำ เธอหมุนตัวและรีบวิ่งออกไปทันที
ยายแก่ฮั่วเห็นลูกชายแบกกระสอบข้าวสารกับแป้งหมี่กลับมาก็ยิ้มจนหน้าย่นไปหมด
“ไม่ได้เงิน แต่อย่างน้อยก็ได้ของมีค่า ไม่เสียแรงเปล่าที่พวกเราเลี้ยงดูเ้าเด็กนั่นมาหลายปี”
“แม่ ท่านดูสิ แป้งหมี่กับข้าวสารนี่เพียงพอให้พวกเรากินได้อีกนานเลย”
“รีบขนไปไว้ที่ครัวเร็ว ไม่แน่ว่าอีกเดี๋ยวนังเด็กนั่นก็จะมาทวงคืนแล้ว”
ยายแก่ฮั่วมีสีหน้าไม่ชอบใจ และรู้สึกหงุดหงิดเมื่อนึกถึงหลานสาวคนนี้
ฮั่วต้าซานเพิ่งขนข้าวสารกับแป้งหมี่ไปเก็บไว้ที่ครัว ฮั่วเสี่ยวเหวินก็มาถึงที่บ้านฮั่วแล้ว
“พวกคุณขโมยข้าวสารกับแป้งหมี่ของบ้านฉันไปใช่หรือไม่?”
เมื่อฮั่วเสี่ยวเหวินเดินเข้ามาก็เห็นแต่ยายแก่ฮั่วนั่งอยู่ที่ลานนอกบ้าน
ยายแก่ฮั่วลุกขึ้นยืน สีหน้าเกรี้ยวกราด
“นังเด็กนี่ พูดกับย่าของตัวเองแบบนี้ได้ยังไง? ไม่มีมารยาทเลยแม้แต่นิด เลี้ยงเสียข้าวสุกแท้ๆ เสียดายข้าวที่แบ่งให้แกกินเหลือเกิน”
“ให้ฉันกินข้าว ย่าจำอะไรผิดไปหรือเปล่า? โตมาขนาดนี้ เคยให้ข้าวฉันกินตอนไหน?”
เธอรีบสวนกลับทันที ต้องเผชิญกับโจรประเภทนี้ ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่อยากจะเสียเวลาพูดกับอีกฝ่ายสักวินาทีเดียว
“เอาใหญ่แล้ว มีสิทธิ์อะไรมาพูดกับย่าของแกแบบนี้? คุกเข่าลงซะ”
ยายแก่ฮั่วเดินรอบลานบ้าน นางหยิบไม้ตะบองท่อนหนึ่งขึ้นมา
“ฉันจะไม่ยอมให้คุณตีฉันอีกแล้ว วันนี้ฉันมาเพื่อนำข้าวสารกับแป้งหมี่ของตัวเองกลับไป ไม่ได้อยากจะมาทะเลาะ”
ยายแก่ฮั่วฉีกยิ้ม “แกเคยทะเลาะกับฉันตอนไหน? นังเด็กไม่รักดี เสียแรงที่ฉันเลี้ยงแกจนโต”
ฮั่วเสี่ยวเหวินใช้นิ้วแคะหู ไม่อยากเสียเวลาเถียงกับยายแก่คนนี้ต่อ เธออยากตามหาข้าวสารกับแป้งหมี่ที่หายไปให้เจอโดยเร็ว มิเช่นนั้นคืนนี้พวกเธอคงต้องทนหิวอย่างทรมานแน่
ฮั่วต้าซานซึ่งอยู่ในครัวได้ยินเสียงลูกสาวนานแล้ว พลันนึกถึงคำพูดของลูกสาวตอนอยู่บ้านจางขึ้นมา เขารีบย่อตัวออกทางประตูหลังของห้องครัวเงียบๆ
ฮั่วเสี่ยวเหวินเดินผ่านยายแก่ฮั่วตรงไปที่ห้องครัว หากข้าวสารกับแป้งหมี่ถูกฮั่วต้าซานขนกลับมาจริงๆ เช่นนั้นของทั้งหมดต้องอยู่ที่ครัวแน่นอน
เป็ไปตามคาด ห้องครัวของบ้านฮั่วมีข้าวสารกับแป้งหมี่หลายกระสอบกองอยู่ รอยตัดบนกระสอบเป็รอยที่ฮั่วเสี่ยวเหวินใช้มีดหั่นผักตัดเองจึงมีความราบเรียบไม่เสมอกัน
ฮั่วเสี่ยวเหวินเจอหลักฐาน ย่อมพูดจาไม่เกรงใจอีกต่อไป
“หลักฐานมีให้เห็นคาตา พวกคุณเลี้ยงฉันโตมาขนาดนี้ ในใจน่าจะรู้ดีไม่ใช่หรือว่าเลี้ยงฉันมาอย่างไร? ั้แ่เล็กจนโต ฉันเคยได้กินอาหารปกติสักครั้งหรือไม่? ต้องถูกด่าถูกตีทุกวัน ตอนนี้คุณลุงซื้อข้าวสารกับแป้งหมี่ให้ พวกคุณก็มาแย่งเอาไปทันที นี่ต่างอะไรกับโจรชั่วกัน?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินพูดออกมาอย่างชัดเจนและมีเหตุผล
เห็นชัดว่ายายแก่ฮั่วซึ่งไม่เคยเรียนหนังสือไม่ใช่คู่ต่อสู้ เธอทำได้แต่ยกไม้ตะบองในมือเพื่อรักษาอำนาจตัวเอง
“หยุดเลย ฉันไม่อยากลงมือกับคุณ คุณลุงซื้อข้าวสารกับแป้งหมี่พวกนี้ให้ฉัน พวกคุณเป็ฝ่ายขโมย”
ฮั่วเสี่ยวเหวินสู้ด้วยเหตุผล ตัดสินใจจะออกไปตามให้เ้าอ้วนมาช่วยคนของพวกนี้กลับไป
“นังตัวซวยนี่ ยังจะกล้ากลับมาอีกเหรอ ถ้าไม่ใช่เพราะแก คุณแม่คงไม่ตายเร็วเช่นนี้”