บทที่ ๗:เรือนไม้หลังเล็กที่ชายเขา
การเดินทางออกจากตัวเมืองหยางปี้เปรียบเสมือนการละทิ้งโลกแห่งความวุ่นวายไว้เื้ั เสียงจอแจของผู้คนและเสียงล้อรถม้าที่เคยดังสนั่นค่อยๆ เลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยเสียงลมที่พัดผ่านทิวสนและเสียงนกร้องเจื้อยแจ้ว
ถนนดินอัดแน่นที่ทอดยาวออกไปนอกเมืองนั้นขรุขระไม่ราบเรียบ ทุกครั้งที่ล้อรถเข็นไม้สะดุดก้อนหิน จางซื่อผิงจะรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาที่ซี่โครง แต่ความเ็ปทางกายนั้นกลับเทียบไม่ได้เลยกับความสงบที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของนาง
โจวเม่ยหลิงในโลกเก่า คือชาวเมืองเต็มรูปแบบ ชีวิตของเธอคือตึกระฟ้า แสงไฟนีออน และการจราจรที่ไม่เคยหลับใหล แต่ิญญาของเธอในร่างของจางซื่อผิงยามนี้ กลับกำลังได้ัักับทัศนียภาพที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง สองข้างทางคือทุ่งนาสีเขียวขจีที่เพิ่งผ่านการปักดำ สลับกับแปลงผักของชาวบ้านที่ปลูกไว้อย่างเป็ระเบียบ อากาศที่สูดเข้าไปในปอดปราศจากฝุ่นควันและไอเสีย มันคืออากาศบริสุทธิ์ที่เจือไปด้วยกลิ่นดิน กลิ่นต้นไม้ใบหญ้า และกลิ่นแดดอ่อนๆ ยามสาย
หงเอ๋อเป็ผู้เข็นรถด้วยตนเอง เด็กสาวออกแรงดันรถเข็นอย่างแข็งขัน เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก แต่ทุกๆ หนึ่งเค่อ (ประมาณ 15 นาที) นางก็จะหยุดพักแล้วหันมาถามไถ่ผู้เป็นายด้วยความเป็ห่วง “คุณหนู... เจ็บมากหรือไม่เ้าคะ? บ่าวจะพยายามเข็นให้เบาที่สุดนะเ้าคะ”
ซื่อผิงได้แต่ส่ายหน้าแล้วส่งยิ้มบางๆ ให้นาง “ข้าไม่เป็ไร... เ้าต่างหากที่เหนื่อย...หงเอ๋อั้แ่เมือวานที่ข้าได้รับาเ็ ความทรงจำบางอย่างของข้ายังไม่ดีเลย มันขาดๆหายๆ บางครั้งข้าอยากจะให้เ้าช่วยทบทวนความจำให้ข้าในระหว่างรักษาตัว” หงเอ๋อยิ้มหน้าบาน “คุณหนูสอบถามบ่าวได้ทุกเื่เลยเ้าคะและรถคันม้าที่มันชนคุณหนูคันนั้นข้ายิ่งจำมันได้อย่างแม่นยำ”นางพูดด้วยอารมย์แค้นเคือง
ภาพของเด็กสาวที่ภักดีและทิวทัศน์อันงดงามตรงหน้าค่อยๆ สมานรอยร้าวในจิตใจของเธอ ความเครียด ความสับสน และความหวาดกลัวที่เผชิญมาตลอดสองวันเริ่มคลายตัวลง นี่คือโลกใหม่ของเธอ... และบางที มันอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด
เมื่อล้อรถเข็นเลี้ยวเข้าสู่เส้นทางเล็กๆ ที่ทอดขึ้นไปยังเชิงเขา ในที่สุดสายตาของซื่อผิงก็ได้เห็นจุดหมายปลายทางของพวกนาง
มันคือบ้านหลังเล็กๆ ที่ตั้งอยู่อย่างสงบเสงี่ยมบนที่ดินผืนย่อม ตัวบ้านสร้างจากดินเหนียวผสมฟาง หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผาสีเข้ม มีรั้วไม้ไผ่เก่าๆ ล้อมรอบอาณาเขตไว้อย่างพอเป็พิธี ในลานดินหน้าบ้านมีไก่สองสามตัวกำลังเดินคุ้ยเขี่ยหาอาหารอย่างสบายอารมณ์ รอบๆ ตัวบ้านคือแปลงผักที่ถูกจัดสรรไว้อย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย ทั้งคะน้า กวางตุ้ง หัวไชเท้า และต้นหอม ทุกอย่างบ่งบอกถึงการดูแลเอาใจใส่เป็อย่างดี แม้จะยากจน แต่ก็เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
เมื่อมองไปยังเรือนหลังน้อยนี้ ความทรงจำของจางซื่อผิงคนเดิมก็ค่อยๆผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน พร้อมกับความรู้สึกอบอุ่นที่เอ่อล้นขึ้นในอก
หงเอ๋อเห็นสายตาของคุณหนูที่ทอดมองไปยังตัวบ้านก็เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตา “คุณหนูยังจำได้ไหมเ้าคะ... ที่ดินผืนนี้ นายท่านผู้ล่วงลับเป็ผู้มอบเงินให้ท่านแม่ของข้าซื้อเก็บไว้เมื่อหลายปีก่อนท่านบอกว่าเผื่อวันหน้าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา พวกเราจะได้มีที่ซุกหัวนอนเป็ของตัวเอง... ไม่คิดเลยว่าคำพูดของนายท่านในวันนั้นจะกลายเป็ความจริงขึ้นมา”
จางซื่อผิงพยักหน้ารับช้าๆ ความรู้สึกตื้นตันใจจุกขึ้นมาที่ลำคอ ท่านพ่อคงคิดถึงเื่พวกนี้เอาไว้แล้ว นั่นคือความไม่แน่นอนของชีวิต พอถึงวันที่ไม่อาจคาดเดา...ที่ดินผืนนี้จึงไม่ได้เป็เพียงที่อยู่อาศัยของนางและบ่าวผู้ภักดี แต่มันคือมรดกชิ้นสุดท้ายที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความเมตตาของบิดา ที่ท่านได้คาดการณ์เอาไว้แล้ว
ขณะที่พวกนางกำลังจะถึงประตูรั้ว ชายชราผมขาวโพลนในชุดชาวนาเก่าๆ ที่กำลังพรวนดินอยู่ในแปลงผักข้างๆ ก็เงยหน้าขึ้นมาเห็นพอดี “อ้าว! นั่นหงเอ๋อซื่อผิงพวกเ้ากลับมาแล้ว...!”
ชายชราทิ้งจอบในมือแล้วรีบเดินตรงมาหาพวกนางด้วยสีหน้าดีใจ เขาคือลุงจิ่ว เพื่อนบ้านที่คอ ช่วยเหลือพวกนางมาตลอดเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมาั้แ่พวกนางมาอาศัยอยู่ที่นี่
“์! พวกเ้ากลับมาได้แล้วจริงๆ ด้วย! เมื่อวานตอนเ้ามาบอก ข้านึกว่าคุณหนูคงเจ็บหนักกว่านี้!” ลุงจิ่วพูดพลางมองสำรวจซื่อผิงั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า
“แล้วนี่เป็อย่างไรบ้าง? เหตุใดจึงต้องนั่งรถเข็นกลับมาเล่า?”
“คุณหนูปลอดภัยแล้วเ้าค่ะท่านลุงจิ่ว” หงเอ๋อตอบด้วยรอยยิ้มกว้าง “เพียงแต่ร่างกายยังอ่อนเพลียอยู่มาก ท่านเถ้าแก่ถังจึงให้ยืมรถเข็นมาเ้าค่ะ”
“เถ้าแก่ถังรึ! โอ้... ถือว่าโชคดีในโชคร้ายจริงๆ” ลุงจิ่วพยักหน้าอย่างโล่งอก “มาๆ เดี๋ยวลุงช่วยเข็นเข้าบ้านเอง เ้าจะได้เข้าไปดูแม่ของเ้าเสียที เมื่อเช้าลุงเพิ่งจะต้มข้าวต้มเข้าไปป้อนให้แกอยู่เลย ดูท่าจะไอหนักกว่าเดิม”
เมื่อได้ยินว่าแม่ไอหนักขึ้น หงเอ๋อก็หน้าซีดเผือดลงทันที ซื่อผิงจึงรีบเอ่ยขึ้น “ขอบคุณท่านลุงจิ่วมากเ้าค่ะที่คอยดูแลท่านป้า แต่ไม่ต้องรบกวนท่านลุงแล้ว หงเอ๋อเข็นข้าไปส่งที่หน้าชานเรือนก็พอ จากนั้นนางจะได้รีบเข้าไปดูแลท่านป้า”
ลุงจิ่วพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนจะช่วยเปิดประตูรั้วไม้ไผ่ให้รถเข็นผ่านเข้าไปได้อย่างสะดวก
เมื่อเข้ามาในเขตบ้าน กลิ่นดินที่ชุ่มชื้นและกลิ่นผักสดก็ยิ่งชัดเจนขึ้น มันเป็กลิ่นที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด หงเอ๋อเข็นรถไปจอดที่ชานเรือนไม้เล็กๆ ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในบ้านทันที
“ท่านแม่! ท่านแม่! ข้ากลับมาแล้วเ้าค่ะ!”
ซื่อผิงค่อยๆ พยุงตัวเองลุกขึ้นจากรถเข็น แล้วเดินเข้าไปในบ้านอย่างช้าๆ ภายในบ้านนั้นเรียบง่ายอย่างที่สุด มีเพียงโต๊ะไม้เก่าๆ หนึ่งตัวกับเก้าอี้สองสามตัว มีฉากกั้นแบ่งพื้นที่สำหรับทำครัวและที่นอน แต่ทุกอย่างกลับถูกจัดเก็บอย่างเป็ระเบียบและสะอาดสะอ้าน
ในห้องนอนเล็กๆ ที่กั้นไว้ด้วยม่านผ้าเก่าๆ มีร่างของหญิงวัยกลางคนนอนอยู่บนเตียง นางคือ "ป้าเหลียน" แม่ของหงเอ๋อ ร่างกายของนางผ่ายผอมจนเห็นกระดูกไหปลาร้าชัดเจน ใบหน้าซูบตอบ และมีเสียงไอแห้งๆ ดังออกมาจากลำคอเป็ระยะ
โจวเม่ยหลิงในฐานะแพทย์ มองปราดเดียวก็รู้ว่าอาการของนางน่าเป็ห่วง โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง ประกอบกับภาวะขาดสารอาหาร ทำให้ร่างกายของนางอ่อนแอเกินกว่าจะต่อสู้กับเชื้อโรคได้
นางเดินเข้าไปข้างเตียง วางห่อยาที่ได้รับจากเถ้าแก่ถังลงบนโต๊ะข้างๆ “ท่านป้า... ข้ากลับมาแล้วเ้าค่ะ”
ป้าเหลียนค่อยๆ ลืมตาขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็คุณหนูของตน นางก็พยายามจะยันตัวลุกขึ้นด้วยความดีใจ แต่ก็ทำได้เพียงแค่ไอโขลกๆ ออกมาอย่างรุนแรง
“แค่กๆ... คุณ... คุณหนู... ปลอดภัย... ดีแล้ว...”
“ท่านป้านอนพักเถิดเ้าค่ะ อย่าเพิ่งขยับ” ซื่อผิงพูดพลางยื่นมือไปแตะหน้าผากของนางเบาๆ ตัวของนางรุมๆ เหมือนมีไข้ต่ำๆ นางใช้ดวงตาทิพเพ่งมองไปที่ปอดของป้าเหลียนทันที และก็ได้เห็นภาพ "กลุ่มหมอกสีเทา" ขุ่นมัวเกาะตัวกันอย่างหนาแน่นอยู่ภายใน พร้อมกับพลังชีวิตโดยรวมที่อ่อนแอราวกับแสงเทียนใกล้จะมอดดับ
“หงเอ๋อ” ซื่อผิงหันไปสั่งบ่าวรับใช้ที่กำลังร้องไห้อยู่ข้างๆ “เ้ารีบไปต้มน้ำให้ร้อน แล้วนำยาห่อนี้ไปต้มด้วยไฟอ่อนๆ หนึ่งชั่วยาม จากนั้นไปเก็บใบขิงสดกับหัวหอมในสวนมาสักกำมือ ล้างให้สะอาดแล้วทุบให้พอแหลก ใส่ลงไปในหม้อยาตอนใกล้จะยกลงด้วย”
“เ้าค่ะคุณหนู!” หงเอ๋อรับคำอย่างแข็งขัน นางแปลกใจเล็กน้อยที่คุณหนูของตนรู้จักวิธีการปรุงยา แต่ก็คิดว่าเป็เพราะนายท่านผู้ล่วงลับเคยสอนไว้ หรือไม่ก็คงเป็ตำรายาที่นางอ่านอยู่เป็ประจำเมื่อครั้ง ที่อยู่ในเรือนตระกูลจาง หงเอ๋อรีบเช็ดน้ำตาแล้ววิ่งเข้าไปในครัวเพื่อทำตามคำสั่งทันที
ซื่อผิงหันกลับมาดูแลป้าเหลียนต่อ นางจัดหมอนให้สูงขึ้นเพื่อให้หายใจได้สะดวกขึ้น และนำผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้เพื่อลดไข้ แม้จะยังเ็ปที่แผลแต่การกระทำของนางกลับนุ่มนวลอย่างเป็ธรรมชาติ
หลังจากดูแลคนป่วยและกินยาของตนเองเรียบร้อยแล้ว ซื่อผิงก็เดินออกมานั่งที่ชานเรือนไม้หน้าบ้าน ทอดสายตามองไปยังแปลงผักสีเขียวที่อาบไล้ด้วยแสงแดดยามบ่ายแก่ๆ ลมเย็นๆ พัดโชยมาปะทะใบหน้าให้รู้สึกสดชื่น
ณ วินาทีนั้นเอง... ความรู้สึก "อบอุ่น" และ "ปลอดภัย" ก็แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจของนางอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ในโลกเก่า เธอมีทุกอย่าง... เงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ แต่กลับไม่เคยมีบ้านที่แท้จริง แต่ที่นี่... เรือนหลังเล็กๆ ที่ยากจนแห่งนี้ แปลงผักที่ต้องลงแรงพรวนดินด้วยตนเอง และสองแม่ลูกที่รักและภักดีต่อนางอย่างสุดหัวใจ... ที่นี่กลับให้ความรู้สึกเหมือนเป็บ้านมากกว่าที่ใดในโลก
นางยังมีภารกิจที่ต้องทำ มีความแค้นที่ต้องชำระ แต่ตอนนี้นางรู้แล้วว่านางไม่ได้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป นางมีบ้านให้กลับมาพักพิง และมีคนที่ต้องปกป้องดูแล
จางซื่อผิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รับเอากลิ่นอายของชีวิตใหม่เข้ามาเต็มปอด... แล้วรอยยิ้มที่แท้จริง... รอยยิ้มที่มาจากความหวังและความมุ่งมั่น ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนางเป็ครั้งแรก.!
