ภารกิจในครั้งนี้เบื้องหน้าคือการคุ้มกันเสบียง แต่เื้ัแฝงไปด้วยพระประสงค์ของฮ่องเต้ที่้าตรวจตาายแดน ิหยวนเคยพบหน้าบุคคลผู้เป็ผู้นำทัพผู้นั้นอยู่หลายครั้ง เขาผู้นั้นคือหวังอี้จือ บุตรชายคนโตของตระกูลหวัง เขาเป็ถึงหลานชายสายตรงของตระกูลหวัง มีฐานะสูงส่ง อีกทั้งยังดำรงตำแหน่งขุนนาง แม้ตระกูลหวังกับตระกูลเซี่ยจะร่วมมือกันปกครองใต้หล้า แต่ก็มิใช่คนตระกูลเดียวกัน การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ไม่ทำให้เซี่ยไท่ฟู่ขุ่นเคืองใจ อีกทั้งยังเป็การถ่วงดุลอำนาจอีกด้วย ด้านิหยวนได้รับมอบหมายให้เลือกคนมาช่วยงานอีกสองคน คาดว่าอีกฝ่ายคง้าให้เขาเป็ผู้จัดการทุกอย่าง
การขนส่งเสบียงเป็หน้าที่ของสำนักเลขานุการ เดิมทีิหยวนคิดว่าทางฝ่ายหวงซื่อเหว่ยคงส่งคนของตนมาช่วยงาน ทว่ากลับไม่เป็เช่นนั้น เนื่องจากขุนนางในกระทรวงเห็นว่าหวงซื่อเหว่ยวู่วามเกินไป จึงส่งหนิงตวนเฉิงที่สุขุมรอบคอบมารับหน้าที่แทน ส่วนอีกสองคน ิเยี่ยเสนอตัวทันที ได้ยินว่าหากไม่ให้เขาไปด้วย เขาจะตัดขาดความเป็พี่น้องกับิหยวน ด้านเฉาอู๋จิ่วก็อยากไปด้วย แม้จะโกรธเคืองมากเพียงใด แต่ก็ยังเป็ห่วงหม่านสือชี จึงอยากไปด้วย ทว่าตอนนี้เขามีฐานะเป็ถึงทายาทอดีตเชื้อพระวงศ์ คาดว่าทางราชสำนักคงไม่ยอมให้เขาเดินทางไปชายแดนอย่างอิสระ ยิ่งไปกว่านั้นการกระทำดังกล่าวยังอาจนำความเดือดร้อนมาสู่ิหยวน เฉาอู๋จิ่วจึงตัดสินใจปฏิเสธ ส่วนเยี่ยนหรงชิวก็เสนอตัวเช่นกัน แต่สถานการณ์ในค่ายผู้อพยพเพิ่งจะสงบลง หากิหยวนจากไปตอนนี้คงไม่สบายใจ เขาจึงมอบหมายให้เยี่ยนหรงชิวดูแลเื่นี้แทน ส่วนพี่น้องตระกูลเฉาเพิ่งเดินทางมาถึงเมืองเจี้ยนคัง ยังไม่ได้เข้ารับการศึกษา หากเกิดเื่ไม่คาดฝัน ิหยวนคงไม่สามารถรับผิดชอบได้ เขาจึงให้ทั้งสองช่วยเยี่ยนหรงชิวจัดการทุกอย่าง
ในสายตาของิหยวน การเดินทางไปชายแดนครั้งนี้เป็โอกาสอันดีที่จะได้เปิดหูเปิดตา เขาจึงไปถามสหายร่วมชั้นหลายคนที่เกิดในตระกูลผู้ดี ทว่าทุกคนล้วนส่ายหน้า ปฏิเสธไม่ขอรับหน้าที่นี้ ทุกคนล้วนทำได้เพียงรับราชการในแต่ละกรม จะมีเรี่ยวแรงที่ไหนออกรบในสนามรบ อันที่จริงก็พอมีคนที่เต็มใจ แต่ติดที่ทางบ้านไม่อนุญาต ิหยวนจึงไม่คิดจะฝืนใจ
หลังจากทุกอย่างเรียบร้อย ิหยวนกำลังคิดว่าควรจะไปคารวะหวังอี้จือก่อนออกเดินทางหรือไม่ ทว่าจู่ๆ อีกฝ่ายก็มาเยือนถึงที่พัก
ิหยวนแปลกใจเป็อย่างมาก พูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง จึงถือโอกาสเอ่ยถาม “สหายหวังเป็ถึงคุณชายตระกูลใหญ่ เหตุใดท่านอัครเสนาบดีหวังถึงยอมให้ท่านเดินทางไปยังสถานที่ห่างไกลและอันตรายเช่นนั้น?”
หวังอี้จือเผยยิ้มบางๆ อย่างสุขุม “ข้าทำให้ไจ้เฉินหัวเราะเยาะแล้ว อันที่จริงเื่นี้เป็เื่ภายในตระกูล ไม่ควรนำมาเล่าให้ผู้อื่นฟัง แต่ในเมื่อวันนี้ข้าเอ่ยปากแล้วก็จะขอพูดตามตรง แม้ตระกูลข้าจะเป็ถึงตระกูลใหญ่ แต่บรรดาอาผู้ชายกลับชอบโอ้อวด ดูถูกผู้อื่น ส่วนคนรุ่นใหม่ก็ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่หมกมุ่นอยู่กับภาพวาดอักษร ก็เอาแต่สนใจปรัชญา บางคนถึงกับใช้ชีวิตอยู่กับผงห้าศิลา พวกเขาไม่เคยสนใจเื่บ้านเมือง หากเอ่ยถึงเื่ราชการ พวกเขาก็จะทำหูทวนลม ราวกับเป็เื่สกปรกโสมม แม้ตระกูลข้าจะเป็ถึงขุนนางมาหลายชั่วอายุคน แต่กลับมีเพียงคำว่าสูงส่งเท่านั้น แม้แต่ข้าเองยังไม่เคยก้าวขาออกจากเมืองเจี้ยนคังแห่งนี้เลย ท่านปู่เห็นเป็เช่นนั้นจึงเป็กังวล คิดจะหาโอกาสให้พวกเราได้ออกไปผจญภัยโลกกว้าง”
เื่ภายในครอบครัวของผู้อื่นิหยวนไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว จึงได้แต่เอ่ยปลอบใจ “ลูกหลานตระกูลหวังล้วนสง่างามทั้งสิ้น ภาพวาดอักษรล้วนเป็สื่อกลางในการแสดงความรู้สึก ยิ่งไปกว่านั้นความสามารถของสหายหวังหาได้ด้อยไปกว่าผู้ใด ท่านอัครเสนาบดีหวังไม่ต้องเป็กังวล”
“ไจ้เฉินไม่ต้องมาชมข้าหรอก หากเทียบกันแล้ว ประสบการณ์ของเ้ามีมากกว่าข้าเสียอีก การเดินทางครั้งนี้ข้าต้องรบกวนเ้าแล้ว”
ิหยวนเอ่ยอย่างนอบน้อม ฐานะของหวังอี้จือสูงส่งกว่าเขามากนัก การที่อีกฝ่ายยอมเดินทางไปด้วยเช่นนี้ ย่อมทำให้การเดินทางราบรื่นขึ้น ทว่าพอคิดถึงเซี่ยฉีที่ประจำการอยู่ชายแดน ก็อดกังวลไม่ได้ ิหยวนจึงคิดจะปล่อยให้เป็เื่ของอนาคต พวกเขาต้องร่วมมือกันทำงานย่อมต้องสนิทสนมกันมากกว่านี้ ิหยวนจึงให้คนไปเชิญิเยี่ยกลับมาเพื่อปรึกษาเื่การเดินทางกับหวังอี้จือ
เมื่อทุกอย่างพร้อม ิหยวนจึงสั่งให้คนเตรียมตัวออกเดินทาง ทว่ากลับมีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยือน จางจิ่วรั่งยืนขวางประตูทางออกไม่ยอมให้ิหยวนจากไป ิหยวนได้แต่ถอนหายใจ “ข้าจะไปคุ้มกันเสบียง มิใช่ไปเล่นหมากรุกเสียหน่อย”
“ข้าไปคุ้มกันเสบียงกับเ้า เ้าก็เล่นหมากรุกกับข้า เป็อย่างไร?” จางจิ่วรั่งเอ่ยอย่างมั่นใจ กระทั่งสัมภาระเดินทางเขาก็เตรียมพร้อมแล้ว “สองสามเดือนมานี้ข้าเบื่อจะแย่อยู่แล้ว คนที่เล่นหมากรุกเก่งๆ ในสำนักศึกษาหลวงมีอยู่ไม่กี่คน พวกเ้าแต่ละคนก็ยุ่งจนไม่มีเวลาว่าง ข้าประลองระหว่างมือซ้ายกับมือขวาจนแขนแทบพันกันแล้ว”
ิหยวนยิ้มออกมา “เรายังเหลืออีกหนึ่งกระดานมิใช่หรือ?”
“เ้ายังจำได้อีกหรือ!”
“เ้าชนะข้าไปกี่แต้ม?”
“สี่แต้มครึ่ง” จางจิ่วรั่งเผลอหลุดปากพูดออกมา แต่จู่ๆ เขาก็หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ “...”
ิหยวนยิ้มออกมา เหมือนรู้คำตอบอยู่ก่อนแล้ว “ขอบใจที่ยอมอ่อนข้อให้ ฝีมือข้ายังอ่อนหัด เทียบกับสหายจิ่วรั่งไม่ได้หรอก ในเมืองหลวงมีผู้ที่เชี่ยวชาญด้านหมากรุกมากมาย ท่านอยู่ที่นี่เถิด”
“พวกคนแก่พวกนั้นน่าเบื่อจะตาย มีแต่เ้าที่เล่นด้วยแล้วสนุก ข้ายอมเล่นกับเ้า” จางจิ่วรั่งสะพายกระบอกสุราไว้บนหลังตั้งใจจะติดตามิหยวนไปให้ได้ ิหยวนเกาศีรษะอย่างจนใจ ก่อนจะเอ่ยปากถอนหายใจ “ก็ได้ อย่างนั้นข้าจะไปแจ้งเพิ่มชื่อเ้าในรายชื่อ แต่ต้องตกลงกันก่อนว่า เวลาออกไปข้างนอก ต้องเชื่อฟังคำสั่ง ห้ามบ่น และห้ามออกนอกลู่นอกทางเด็ดขาด”
“ไม่มีปัญหา”
กว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยก็ผ่านไปครึ่งเดือน เนื่องจากตรงกับวันคล้ายวันเกิดของท่านอัครเสนาบดีหวัง ทางสำนักเลขานุการจึงเลื่อนกำหนดการเดินทางออกไปอีกห้าวัน ิหยวนรู้สึกไม่พอใจนัก เพราะตอนนี้เสบียงที่ชายแดนกำลังขาดแคลน มีหนังสือแจ้งข่าวร้ายมาทุกวัน ด้านหวังอี้จือเองก็รู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากคัดค้าน จึงได้แต่จำใจยอมรับน้ำใจนี้
ในที่สุดก็ถึงวันออกเดินทาง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อพยพก่อความวุ่นวาย แย่งชิงเสบียง ทางหน่วยงานจึงจัดให้พวกเขาเดินทางออกจากเมืองตอนกลางคืน พอฟ้าสางพวกเขาก็เดินทางออกจากเมืองเจี้ยนคังได้ไกลกว่าร้อยห้าสิบลี้แล้ว ยิ่งเดินทางิหยวนก็ยิ่งใ เพราะเมืองที่อยู่รอบนอกเมืองหลวงต่างเงียบเหงา ราวกับเมืองร้าง บนหลังคาบ้านเรือนไม่มีควันไฟ บนท้องถนนไม่มีผู้คน สภาพคลองส่งน้ำอุดตัน ผืนดินแห้งแตกระแหง พอพวกเขาหยุดพักเพื่อหุงหาอาหาร ชาวบ้านต่างก็มามุงดูด้วยแววตาว่างเปล่า
ิเยี่ยทนเห็นภาพเช่นนั้นไม่ไหว จึงกวักมือเรียกเด็กคนหนึ่งเพื่อแบ่งขนมแห้งให้
ทว่ากลับถูกิหยวนห้ามไว้ พร้อมกับใช้สายตาส่งสัญญาณเตือน “มีตั้งหลายคน เ้าแบ่งไหวหรือ? หากเด็กคนหนึ่งได้กิน เด็กคนอื่นๆ ก็ต้องมารุมล้อมเ้า เ้าแบ่งไหวแค่ไหนกัน? หากชาวบ้านพากันมาแย่งชิงเสบียง พวกเราจะทำอย่างไร?”
ิเยี่ยรู้ว่าที่ิหยวนพูดนั้นถูกต้อง แต่ในใจก็อดโกรธไม่ได้ จึงโยนขนมปังในมือทิ้งด้วยความโมโห “เ้าเอาแต่พูด ไม่ได้ลงมือทำเองนี่!”
ว่าจบเขาก็เดินหนีไป ิหยวนมองขนมปังที่ถูกโยนทิ้ง ก่อนจะก้มลงเก็บมันขึ้นมาปัดฝุ่นออก แล้วค่อยๆ กินมันอย่างช้าๆ ิเยี่ยที่ยืนอยู่ไม่ไกลเห็นเช่นนั้น ก็รู้สึกผิดขึ้นมาฉับพลัน อยากจะเดินเข้าไปพูดคุยด้วย แต่ก็ไม่กล้า จึงได้แต่ยืนเตะฝุ่นอยู่ข้างกำแพง
พอิหยวนกินข้าวเสร็จก็เรียกิเยี่ยให้รีบออกเดินทาง ิเยี่ยรีบเดินเข้ามาหา ก่อนจะควบม้าเคียงข้างเขา ิเยี่ยอึกๆ อักๆ อยากจะพูดบางอย่าง แต่ก็ไม่กล้า ทันใดนั้นท้องเขาก็ก้องขึ้นมา เสียงนั้นทำเอาิเยี่ยทั้งอายทั้งโกรธ ิหยวนเห็นดังนั้นก็อดขำไม่ได้ จึงหยิบขนมปังอีกชิ้นที่ยังไม่ได้กินออกมาส่งให้เขา “เยี่ยเก้อเอ๋อร์ ท่านไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกที่หิวโหยมันทรมานเพียงใด แต่ข้ารู้ดี ยามนั้นข้าคอยลอกข้อสอบ ช่วยพวกท่านทำการบ้านทุกวันไม่ใช่เพราะข้าอยากทำ แต่เพราะเงินที่ได้มาจะทำให้ที่บ้านมีข้าวกิน พี่สาวและน้องสาวของข้าจะได้ไม่ต้องทนหิว”
“ยามที่ผู้คนหิวโหย พวกเขาทำได้ทุกอย่าง”
-----
