หลิงเยว่เซวียนเห็นท่าทีของสามี ในใจรู้สึกทนไม่ได้ จึงตัดสินใจรับกล่องไม้ที่อยู่ในมือของเขามา “สามีอย่าโกรธเลย ข้ากินก็ได้” ถึงแม้เขาจะยิ้ม แต่นางก็รู้ดีว่า แท้จริงแล้วในใจของสามีไม่ได้มีความสุขเลยสักนิด
เป็สามีภรรยากันมาสิบกว่าปี นางจะไม่เข้าใจเขาได้อย่างไร
อวี๋อ๋องมองหลิงเยว่เซวียนที่ค่อยๆ กลืนยาเม็ดนั้นลงไป ในใจก็ยิ่งไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือหงุดหงิดใจดี ทว่า นางกลับไม่ได้คิดมากเช่นเขา หลังจากกลืนลงคอไปก็ทำเพียงยิ้มแล้วกล่าวว่า “สามี ท่านไม่ได้บอกหรือว่า หากข้ากินยานี่แล้ว จะพาข้าออกไป”
อวี๋อ๋องอมยิ้มพยักหน้า “ได้ ข้าพาเ้าออกไป”
……...........................................................................................
อวิ๋นซีออกมาจากวัง ก่อนจะค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงเมื่อเข้านั่งในรถม้า อันที่จริงนางรู้ดี ไม่ว่าอย่างไรอวี๋อ๋องจักต้องนำยาเม็ดนั้นให้ชายาอวี๋อ๋องกินแน่ และเมื่อเป็เช่นนี้ ทุกสิ่งที่ผ่านมาก็เรียกได้ว่าเป็ฝุ่นผงที่ร่วงหล่นหมดแล้ว [1]
ทว่า ในตอนที่นางกำลังครุ่นคิดกับตัวเองอยู่นั้น จู่ๆ รถม้าก็หยุดลง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเด็กรับใช้ที่กล่าวรายงานจากด้านนอก “ทูลพระชายา มีแม่นางคนหนึ่งบอกว่าผู้เป็นายของนางอยากจะขอพบท่านพ่ะย่ะค่ะ”
อวิ๋นซีแสดงท่าทีให้เพ่ยเอ๋อร์เปิดประตูรถม้า จากนั้นก็มองเห็นสาวใช้ที่สวมเสื้อกันลมสีเขียวอ่อนยืนอยู่ห่างไปไม่ไกลจากตัวรถด้วยท่าทีนอบน้อม “พระชายาเพคะ ฮูหยินของหม่อมฉันอยากจะขอพบพระองค์เพคะ? ”
“ฮูหยินของเ้าคือผู้ใด? ” เพ่ยเอ๋อร์ถาม
สาวใช้ได้ยินคำถามชัด แต่กลับไม่ได้ตอบออกไปตามตรง นางมองไปทางอวิ๋นซีแล้วพูดขึ้น “ฮูหยินกล่าวว่า พระชายาจะทรงคาดเดาได้เองว่านางเป็ใครเพคะ”
มุมปากอวิ๋นซีโค้งขึ้นน้อยๆ นางพูดกับเพ่ยเอ๋อร์ “ด้านนอกหนาวนัก พวกเ้าพาจวิ้นจู่และนายน้อยกลับไปก่อน ส่วนเปิ่นเฟย เมื่อเสร็จธุระแล้วจะกลับเอง”
ทันทีที่เพ่ยเอ๋อร์ได้ยินคำสั่งนั้น แน่นอนว่าไม่ยินดี แต่เมื่อเห็นสายตาแน่วแน่ของอวิ๋นซีก็รู้ได้ในทันที ไม่ว่าตนจะพูดอย่างไร พระชายาก็ไม่มีทางเปลี่ยนความคิดแน่ นางจึงทำเพียงพยักหน้า ทั้งยังไม่ลืมกำชับให้อวิ๋นซีระวังตัว
อวิ๋นซียิ้ม “พวกนางไม่กลัวตายถึงกล้ามาหาเื่เปิ่นเฟย เปิ่นเฟยเองก็ไม่ติดที่จะเล่นกับพวกนางสักหน่อย”
แน่นอนว่าเพ่ยเอ๋อร์รู้ เ้านายของตนเป็วรยุทธ์ แต่จะอย่างไรคนก็ยังเป็สตรี ทั้งยังเป็พระชายาผู้สูงศักดิ์ หากได้รับาแเล็กๆ น้อยๆ กลับมา ก็ไม่รู้ว่าท่านอ๋องจะทรงปวดพระทัยไปอีกนานเท่าใด
อวิ๋นซีตามสาวใช้ผู้นั้นเข้าไปในห้องพิเศษของหอเซียนเมาเมรัย ก่อนจะเห็นสุภาพสตรีชราที่แต่งกายเรียบๆ คนอายุราวห้าสิบต้นๆ สีหน้าท่าทางสงบนิ่ง แต่ดูแล้วเป็คนที่มีเมตตายิ่งผู้หนึ่ง
ยิ่งกว่านั้น สุภาพสตรีชราผู้นี้ยังมีใบหน้าที่ละหม้ายคล้ายจ้าวลี่เจียและหลิงเยว่เซวียนอยู่สามส่วน ชั่วขณะนั้นนางก็เข้าใจว่า สุภาพสตรีชราตรงหน้านี้คือผู้ใด อีกฝ่ายย่อมต้องเป็ฮูหยินผู้เฒ่าของจวนอวิ๋นอานโหว หรือก็คือท่านยายของนาง อวิ๋นซี
ท่านผู้นี้ ต่อให้จะเป็ในชาติก่อน คนก็เป็ฮูหยินโหวผู้ลึกลับที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน
ฮูหยินผู้เฒ่าอวิ๋นเห็นว่าอวิ๋นซีเข้ามาแล้ว ดวงตาพร่าเลือนของหญิงชราทั้งสองข้างก็จดจ้องอยู่เพียงใบหน้างามของอวิ๋นซี แม้เวลาจะผ่านไปเป็นานก็ยังไม่มีทีท่าจะเบนออกไป ยามนี้ได้เห็นดวงหน้าที่คุ้นเคยนั้นแล้ว ขอบตานางพลันแดงก่ำขึ้นน้อยๆ นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ผ่านไปยี่สิบกว่าปี บุตรสาวของนางคนนั้นที่หนีตามผู้อื่นไปก็มีหน้าตาคล้ายกับสตรีที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้เหลือเกิน
มุมปากนางสั่นน้อยๆ จากนั้นก็พูดขึ้น “เ้ามีนามว่าอาซีหรือ? ”
เมื่ออวิ๋นซีได้ยินก็พยักหน้า กล่าวตอบ “ใช่แล้วเ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่าอวิ๋น ข้าคืออาซี” ในเมื่อสุภาพสตรีชราตรงหน้าไม่ได้มองนางเป็พระชายา เช่นนั้นตัวนางก็ไม่ควรแนะนำตัวด้วยสถานะของพระชายา
อีกทั้ง ตอนนี้นางเองก็รู้สถานะที่แท้จริงของตนแล้ว หากยังจะวางท่าเป็พระชายาอยู่อีก ก็เรียกได้ว่า น่าเสียดายคำสั่งสอนที่ผ่านมาสิบกว่าปีนี้ของอวิ๋นซานแล้ว อย่างไรตาม เื่ในตอนนั้น ไม่ว่าใครจะถูกหรือผิด แต่ตามที่อวิ๋นไห่บอกเล่า ผู้บริสุทธิ์ที่น่าสงสารที่สุดก็คือผู้าุโท่านนี้
เมื่อหญิงชราได้ยินอวิ๋นซีเรียกนางว่า ฮูหยินผู้เฒ่าอวิ๋น ก็อดไม่ได้ให้แสบจมูก จากนั้นจึงพูดว่า “แท้จริงแล้วไม่ว่ามารดาของเ้าจะเป็ใคร เ้าก็ควรเรียกข้าว่า ท่านยาย”
คำกล่าวของผู้ชรา ทำให้ชั่วขณะนั้นอวิ๋นซีถึงกับอึ้งไป “ประโยคนี้ของฮูหยินผู้เฒ่าหมายความว่าเช่นไร? ”
ฮูหยินผู้เฒ่าอวิ๋นกวักมือให้อวิ๋นซีนั่งลงข้างกาย “ข้าได้เห็นชายาอวี๋อ๋อง และจ้าวลี่เจียแล้ว คิดว่าพวกเ้าคงจะประหลาดใจว่าเหตุใดพวกนางถึงได้คล้ายกันเพียงนั้น”
อวิ๋นซีพยักหน้า
อีกฝ่ายจึงกล่าวต่อไป “ที่จริงแล้วคนที่คล้ายกันไม่ได้มีแค่ชายาอวี๋อ๋องและจ้าวลี่เจีย แต่ยังมีท่านป้าใหญ่ของเ้าอีกคนที่ยามนี้แต่งให้ตระกูลเลี่ยวที่หล่งซีไปแล้ว ใบหน้าของพวกนางล้วนคล้ายข้า ใบหน้าของพวกนางล้วนคล้ายกันอยู่สองสามส่วน”
หญิงชราพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว หากอวิ๋นซียังเดาไม่ออกอีกว่า เื่ราวเป็มาอย่างไร นางก็ถือว่าโง่แล้ว “ท่านหมายความว่า มารดาข้าและชายาอวี๋อ๋องล้วนเป็บุตรสาวของท่าน? ”
ฮูหยินผู้เฒ่าอวิ๋นพยักหน้า เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ นางก็เริ่มหลั่งน้ำตาอีกครั้ง “ตอนที่ข้าอายุสิบหกปีได้ให้กำเนิดบุตรสาวฝาแฝด และเนื่องจากเป็ท้องแรก แน่นอนว่าข้าย่อมรักใคร่เป็อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็ลี่เจียหรือว่าเสี่ยวเซียง ข้าและท่านตาของเ้าพยายามทำทุกอย่างและมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้พวกนาง รวมทั้งแม่สามีของข้าเองก็ไม่ได้ปฏิบัติกับพวกนางไม่ดีเพียงเพราะเห็นว่าเป็ลูกสาว ทว่า ตอนที่พวกนางอายุได้ขวบกว่า ตัวข้าก็ตั้งครรภ์อีกครั้ง ตอนนั้นในเมืองหลวงอากาศร้อนมาก ท่านตาของเ้าจึงคิดจะให้ข้าพาบุตรสาวทั้งสองไปพักอยู่ที่อื่นสัก่หนึ่ง...”
พูดถึงตรงนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าอวิ๋นก็ปาดน้ำตาที่เอ่อคลอออกจากดวงตา นางพูดด้วยใบหน้าเศร้าโศก “มารดาเ้าถูกคนลักพาตัวไปจากที่นั่น ตอนนั้นเราได้ส่งคนออกไปตามหาไม่น้อย ตลอดหนึ่งปีเต็มพวกเราได้พลิกแผ่นดินหาทั้งรอบเรือนพำนัก และที่ที่ห่างออกไปไม่ว่าจะกี่จั้งกี่ลี้ แต่สุดท้ายก็หามารดาเ้าไม่เจอ”
อวิ๋นซีสงสัยมาตลอดว่าจ้าวลี่เจียอาจมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลอวิ๋น มิคาดคนจะเป็ถึงบุตรสาวของฮูหยินผู้เฒ่าอวิ๋น
ฮูหยินผู้เฒ่าอวิ๋นยังคงกล่าวต่อไป “ที่จริงแล้วหลายปีนี้พวกเราต่างก็ได้รับข่าวคราวเกี่ยวกับมารดาเ้า เพียงแต่ทุกครั้งที่คนจากตระกูลอวิ๋นรุดไปถึง มารดาเ้ากลับไม่อยู่แล้ว พวกเราคลาดกันไปมาเช่นนี้อยู่หลายปี มิคาดครานี้นางจะมาเมืองหลวง ถึงกระนั้นเริ่มแรกพวกเราก็ไม่รู้ว่า ควรจะเข้าใกล้มารดาเ้าอย่างไร ทั้งยังยิ่งไม่กล้าบอกกล่าวเกี่ยวกับสถานะของนาง จึงได้ปกปิดไว้มาโดยตลอด ทว่ามีอยู่หลายครั้งเช่นกันที่ข้าแอบไปดักรอเจอนางที่นอกจวนอ๋อง เพียงเพื่อจะได้เห็นหน้านางสักนิด”
เมื่อได้ยินถึงประโยคนี้ อวิ๋นซีก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ อันที่จริงนางรู้มาสักพักแล้วว่ามีคนมาจับตาดูจวนอ๋องอยู่ เพียงแต่คิดไม่ถึงว่า แท้จริงแล้วคนผู้นั้นจะเป็ท่านยายของตน และที่คิดไม่ถึงยิ่งกว่าก็คือ คนตระกูลอวิ๋นรู้ฐานะของจ้าวลี่เจียนานแล้ว
“ส่วนฐานะมารดาแท้ๆ ของเ้า จะมากน้อยพวกเราก็สามารถคาดเดาได้อยู่บ้าง แต่ว่า อาซี ไม่ว่าเ้าจะเป็ลูกสาวของใคร ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงเื่ที่เ้าเป็หลานสาวข้า หรือพวกนางเป็ลูกสาวข้าได้” ในดวงตาของฮูหยินผู้เฒ่าอวิ๋นมีความคาดหวัง หากตอนนั้นนางรู้เร็วกว่านี้ว่าบุตรสาวตนมีคนที่อยู่ในใจอยู่แล้ว นางคงไม่รอช้ารีบจัดการเื่ถอนหมั้น เพราะหากนางทำเช่นนั้น บุตรสาวและหลานสาวของตนก็คงไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเพียงนี้ใช่หรือไม่
อวิ๋นซีรู้สึกสับสนไปหมด ถึงกระนั้นความคาดหวังในดวงตาของฮูหยินผู้เฒ่าอวิ๋นก็ใช่ว่านางจะมองไม่เห็น เพียงแต่เื่ใหญ่เช่นนี้ นางจะไปบอกกับคนที่บ้านอย่างไร? นางสูดลมหายใจเข้าลึก กล่าวว่า “เื่ที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ตัวข้าเป็เพียงผู้น้อยย่อมไม่มีสิทธิ์จะพูดหรือตัดสินอะไร เื่คราวนั้นเป็พวกท่านที่ไม่ปกป้องมารดาข้าให้ดี เป็ความผิดพลาดของพวกท่านตระกูลอวิ๋น ดังนั้น ก่อนที่มารดาข้าและพวกท่านจะพบเจอกัน และยอมรับกันและกัน ตัวข้าจะยังไม่เรียกท่านว่าท่านยาย ทุกอย่างให้ขึ้นอยู่กับมารดาข้า หากนางยอมรับท่าน เช่นนั้นอาซีก็ไม่มีทางไม่ยอมรับคนจากตระกูลฝั่งมารดาเ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าอวิ๋นไม่ได้คิดอยู่แต่แรกแล้วว่าเื่ราวจะราบรื่น ดังนั้น การที่อวิ๋นซีพูดเช่นนี้ออกมา ตัวนางจึงไม่ได้ประหลาดใจเลยสักนิด เดิมทีนางคิดจะไปหาลูกสาวทั้งสองของตน ไปพบกับพวกนางก่อน แต่เป็เ้าสามที่บอกว่า หากอยากให้เื่ราวดำเนินไปอย่างราบรื่นหน่อย จะให้ดีที่สุดก็ให้มาเจอหลานสาวคนนี้ของตนก่อน
————————————————————————————————
เชิงอรรถ
[1] ฝุ่นผงที่ร่วงหล่นหมดแล้ว(尘埃落定)เปรียบเทียบว่าเื่ราวสิ้นสุดลงแล้ว
