“โอ๊ย!” ลู่เต้าร้องพลางเอามือกุมบั้นท้าย เขารู้สึกได้ว่าแสงปีศาจในทะเลสาบสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง แผ่นดินสั่นะเืตามมาติดๆ
ลู่เต้าชี้ไปที่ทะเลสาบัทมิฬแล้วร้องะโ “เมื่อครู่เ้าไม่เห็น! คราวนี้เ้าเห็นหรือยัง!”
ไป๋เสียปรากฏกายขึ้นข้างๆ ลู่เต้า เขาจ้องแสงปีศาจที่ก้นทะเลสาบซึ่งมีรูปร่างคล้ายใบหน้ามนุษย์ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วพึมพำว่า “ที่ก้นทะเลสาบมีผนึกโบราณอยู่จริงๆ ด้วย!”
ทันใดนั้นเขาก็หันไปถามลู่เต้า “ในวัฏสงสารที่แล้ว หลังจากที่เ้าถูกเ้าใบ้เฉาช่วยชีวิตไว้ เขาน่าจะพาเ้าไปที่กลางทะเลสาบใช่หรือไม่”
ลู่เต้าเอียงศีรษะครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ามั่นใจ “ใช่แล้ว”
“บัดซบ” ไป๋เสียกล่าว “ดูเหมือนว่าเมื่อไม่มีเ้าเข้าไปแทรกแซง เื่ราวก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางอื่นแล้ว”
เขาเดินวนไปวนมา นิ้วแตะคางครุ่นคิด “ตอนนั้นเฉายวนิน่าจะให้เ้าดูแลเด็กสาว จากนั้นเขาก็ไปจัดการกับผนึกด้วยตัวเอง”
“ตอนนี้ไม่มีใครช่วยดูแลแล้ว เ้าใบ้เฉาจึงทำได้แค่ส่งเธอกลับไปก่อน”
ลู่เต้ารู้สึกว่าแผ่นดินสั่นะเืรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จึงถามว่า “เ้าจัดการเื่นี้ได้หรือไม่”
“ไม่ได้ พลังของข้าในตอนนี้ยังรับมือกับสิ่งที่ถูกผนึกเอาไว้ไม่ได้หรอก ยิ่งไปกว่านั้น ลมปราณของเ้าก็อ่อนด้อยเกินไป” เมื่อคิดถึงตรงนี้ ไป๋เสียก็รู้สึกเศร้าใจ “หากเป็เมื่อก่อน ข้าไม่แม้แต่จะชายตามองผนึกเล็กๆ เช่นนี้ด้วยซ้ำ”
หลังจากที่แผ่นดินสั่นะเืถึงขีดสุดแล้วหยุดลงเช่นเดียวกับครั้งที่แล้ว ใบหน้ามนุษย์ใต้ก้นทะเลสาบก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กับแสงปีศาจที่เลือนหาย
น้ำในทะเลสาบที่เคยกลายเป็สีเขียวมรกตก็กลับเป็สีดำสนิทดังเดิม ไร้ซึ่งความแปลกประหลาดใดๆ อีก
“หยุดแล้วหรือ” ลู่เต้ามองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง
บริเวณโดยรอบทะเลสาบัทมิฬเงียบสงัดลงอย่างน่าประหลาด แม้เสียงแมลงก็ไร้วี่แวว และท่ามกลางความสงัดเงียบนั้น เสียงกรีดร้องอันน่าสะพรึงกลัวก็แว่วมาลิบๆ
ทั้งสองคนสบตากัน ไป๋เสียพลันหายตัวไปทันที ลู่เต้าก็รีบวิ่งตะบึงไปทางต้นเสียง
เสียงร้องนั้นช่างทรมานราวกับขาดใจ คล้ายกับกำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่าง ปากก็ร้องะโไม่หยุด “ไป...ไปให้พ้น! อย่า...อย่าเข้ามานะ!!!”
เสียง “นะ” สุดท้ายลากยาวและดังกึกก้อง หลังจากนั้นบริเวณรอบทะเลสาบก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
ลู่เต้าวิ่งไปเรื่อยๆ ก็เห็นโคมไฟตกอยู่บนพื้น เทียนไขกำลังเผาไหม้กระดาษที่หุ้มโคมไฟอยู่ เปลวเพลิงลุกโชนอยู่บนพื้น ส่วนเ้าของโคมไฟนอนจมกองเือยู่ข้างๆ เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยเื และแน่นิ่งไปแล้ว
เมื่อลู่เต้าเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย ดวงตาก็เบิกกว้างด้วยความใ เพราะคนที่นอนอยู่บนพื้นคือเถ้าแก่แผงขายน้ำชา!
ทันใดนั้นก็มีดวงตาสีแดงก่ำคู่หนึ่งส่องประกายอยู่กลางอากาศท่ามกลางม่านวิกาล ทว่าไม่ได้เข้ามาในขอบเขตแสงไฟ จึงไม่มีใครเห็นรูปร่างที่แท้จริงของมัน
ลู่เต้าแผดเสียงก้อง “หยุดนะ!”
อีกฝ่ายใจึงรีบะโลงไปในทะเลสาบจนน้ำกระเซ็นสูงกว่าสามจั้ง
“บัดซบ!มันหนีไปแล้ว!”
ลู่เต้ารีบวิ่งไปที่ข้างกายเถ้าแก่แผงขายน้ำชาเพื่อตรวจสอบลมหายใจ แต่น่าเสียดายที่เขามาช้าไปก้าวหนึ่ง ใบหน้าของเถ้าแก่แผงขายน้ำชาที่เต็มไปด้วยาแได้สิ้นใจไปแล้ว บนร่างไม่เพียงแขนขาขาดด้วนเท่านั้น แต่ยังมีาแถูกของมีคมกรีดทั่วร่างกาย เพียงแค่เืที่ไหลออกมาจากาแนับไม่ถ้วนเหล่านี้ก็เพียงพอที่จะคร่าชีวิตเขาได้แล้ว
ลู่เต้าที่ไม่อยากจะเชื่อเอ่ยด้วยริมฝีปากสั่นเทา “ถะ...เถ้าแก่แผงขายน้ำชา”
ไป๋เสียที่ตรวจดูศพเถ้าแก่แผงขายน้ำชาผ่านดวงตาของลู่เต้ากล่าวว่า “าแพวกนี้...ไม่ใช่น้ำมือของผีพราย”
“ไม่ใช่น้ำมือของผีพรายงั้นหรือ” ลู่เต้ากล่าวอย่างไม่เข้าใจ “เช่นนั้นจะเป็ใครได้เล่า”
“หึ ถามมันเองไม่ง่ายกว่าหรือ ิญญาเพิ่งจะออกจากร่าง ิญญากับร่างกายคงยังไม่ได้แยกจากกันโดยสมบูรณ์” ไป๋เสียคิดในใจ เท้าขวาของลู่เต้าก็ก้าวไปเหยียบศพโดยไม่รู้ตัว ปากก็เอ่ยเสียงเ็า “ลุกขึ้นมา!”
เถ้าแก่แผงขายน้ำชาที่นอนอยู่บนพื้นพลันลืมตาขึ้นมาผุดลุกขึ้นนั่งในท่าเดิม ราวกับคนตายแล้วฟื้นขึ้นมา เพียงแต่ในดวงตากลับไร้ซึ่งตาดำ มีแต่เส้นเืที่แผ่กระจายไปทั่วดวงตาสีขาวเท่านั้น
“ที่นี่ที่ไหน” เถ้าแก่แผงขายน้ำชาที่กลับมามีชีวิตอีกครั้งมองไปรอบๆ ด้วยท่าทีหวาดกลัว “ขะ...ข้าเป็อะไรไป”
“ที่นี่คือริมทะเลสาบัทมิฬ” ไป๋เสียปรากฏกายขึ้นตรงหน้าเขา มองต่ำลงมาพลางเอ่ยว่า “เ้าตายแล้ว”
“ขะ...ข้าตายแล้วหรือ” ในตอนแรกเถ้าแก่แผงขายน้ำชาไม่เชื่อ จนกระทั่งเขาเห็นว่าแขนกับขาของตัวเองหายไป จึงนึกถึงความเ็ปก่อนตายได้
เถ้าแก่แผงขายน้ำชาพลันลงไปดิ้นทุรนทุรายกับพื้น ปากก็ร้องอย่างทรมาน “เจ็บ...เจ็บเหลือเกิน! ช่วยข้าด้วย!”
ไป๋เสียที่ไม่สนใจความรู้สึกของเขาแม้แต่น้อยถามต่อว่า “บอกมา สิ่งที่ฆ่าเ้าคือสิ่งใด”
เถ้าแก่แผงขายน้ำชากรีดร้องดังลั่นพลางดิ้นกระเสือกกระสนบนพื้นราวกับลา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “ไม่...ไม่รู้! เจ็บ! เจ็บเหลือเกิน!”
“พูดไร้สาระ!” ไป๋เสียขมวดคิ้ว “ก่อนตายเ้าต่อสู้อยู่นาน เหตุใดถึงไม่รู้”
หลังจากพูดจบ เพื่อเป็การลงโทษที่เถ้าแก่แผงขายน้ำชาไม่ยอมพูดความจริง ไป๋เสียจึงทำให้เขารู้สึกถึงความเ็ปตอนที่กำลังจะสิ้นใจอีกครั้ง
เถ้าแก่แผงขายน้ำชารู้สึกทรมานสุดจะทนทาน คราวนี้เขาดิ้นรนพร้อมกับส่งเสียงร้องโหยหวน มิอาจพูดออกมาได้แม้แต่คำเดียว
“พอได้แล้ว!” ลู่เต้าทนดูต่อไปไม่ไหวเอ่ยห้ามไป๋เสีย
ไป๋เสียแค่นเสียง ก่อนจะปล่อยเถ้าแก่แผงขายน้ำชาที่แสนน่าเวทนาไป แล้วถามต่อว่า “บอกมา เ้าเห็นอะไร!”
เถ้าแก่แผงขายน้ำชาเอ่ยอย่างอ่อนแรง “ไม่รู้...หลังจากที่ข้าตกกุ้งเสร็จ ก็กำลังจะกลับบ้าน ใครจะรู้ว่าจู่ๆ ก็เห็นแสงประหลาดส่องแสงออกมาจากก้นทะเลสาบ ขณะที่ข้ากำลังจ้องอย่างใจจดใจจ่อ ก็ถูกสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งโจมตีจากในน้ำ”
“สัตว์ประหลาดตนนั้นมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร”
“มองไม่ชัด...โคมไฟหลุดมือไป ข้ามองไม่เห็นอะไรเลย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไป๋เสียก็รู้สึกหนักใจ “แย่แล้ว ที่แท้มันก็มองไม่เห็น มิน่ามันถึงบอกว่าไม่รู้ ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เบาะแสอะไรจากมันแล้ว”
ไป๋เสียยกนิ้วขึ้นเตรียมจะปลดปล่อยเถ้าแก่แผงขายน้ำชา ทว่าลู่เต้ากลับขัดขวางเขาไว้เสียก่อน เขาก้าวเท้าไปนั่งยองๆ ตรงหน้าเถ้าแก่แผงขายน้ำชา แล้วถามอย่างสุภาพ “ท่านมีเื่ไม่สบายใจอะไรหรือไม่”
เถ้าแก่แผงขายน้ำชาร้องไห้โฮออกมาทันที “คุณชาย...ข้า...ข้าเป็ห่วงครอบครัวของข้า...ขอรบกวนท่านช่วยดูแล...”
เถ้าแก่แผงขายน้ำชาที่ตอนแรกยังร้องไห้อย่างน่าเวทนา แต่พูดได้เพียงครึ่งเดียวก็กลับกลายเป็ศพนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นไป
ไป๋เสียเอ่ยด้วยความไม่พอใจ “อย่าไปรับปากคนอื่นง่ายๆ แบบนี้สิ!”
เมื่อนึกถึงครอบครัวของอีกฝ่ายที่้าการดูแล ลู่เต้าก็ยิ่งรู้สึกเศร้าใจ เขามองศพเถ้าแก่แผงขายน้ำชาด้วยสีหน้าคร่ำเครียด “ในวัฏสงสารที่แล้ว เขายังไม่เป็อะไรเลย เหตุใดครั้งนี้เขาถึงได้พบกับเื่ร้ายเช่นนี้”
“นั่นก็หมายความว่านี่คือ ‘โชคชะตา’ ของเขา” ไป๋เสียกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ยิ่งไปกว่านั้น ใช้ชีวิตเขาเพียงชีวิตเดียว แลกกับชีวิตคนทั้งหมดในจวนสกุลหงเป็ร้อยชีวิต การค้าครั้งนี้ไม่ว่าอย่างไรก็คุ้มค่าแล้ว”
“แต่ไม่อาจวัดชีวิตคนเช่นนี้ได้! เขามีภรรยาและลูกๆ ที่ต้องดูแล!”
“โอ้? หรือว่าในจวนสกุลหงไม่มีคนสำคัญที่ต้องดูแลกัน” ไป๋เสียมองลู่เต้า “ในวัฏสงสารที่แล้ว เ้าปล่อยให้ข้าจัดการก็ได้ เช่นนั้นคนที่ตายก็ไม่ใช่เขาแล้ว แต่เ้ากลับเลือกที่จะสละชีวิตเพื่อช่วยจวนสกุลหงกับเด็กสาวคนนั้น ข้าขอบอกว่านี่คือราคา ใช้ชีวิตคนเพียงชีวิตเดียวก็ถือว่าดีมากแล้ว”
ลู่เต้าไม่พูดอะไร เพราะยิ่งไป๋เสียพูด เขาก็ยิ่งรู้สึกผิดกับเถ้าแก่แผงขายน้ำชา คิดว่าอีกฝ่ายกลายเป็เหยื่อที่ตนต้องใช้ชีวิตเพื่อแลกมา
******
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น เสียงคร่ำครวญน่าเศร้าดังกึกก้องไปทั่วเมืองัทมิฬ
ศพเถ้าแก่แผงขายน้ำชาถูกนำกลับบ้านด้วยรถลากไม้ ร่างกายถูกคลุมด้วยผ้าขาว วางไว้ที่สวนหลังบ้าน ภรรยาและลูกๆ ของเขากอดผ้าขาวร้องไห้ปานจะขาดใจ
ภรรยาที่ป่วยกระเสาะกระแสะร่ำไห้จนเป็ลมไปหลายครั้ง คนอื่นๆ ต้องช่วยกันพยุงเข้าไปในบ้าน ส่วนลูกชายก็เอาแต่ร้องไห้กอดศพพ่อไม่ยอมห่าง “ท่านพ่อ ต่อไปข้าจะไม่ดื้อแล้ว! ข้าจะเชื่อฟังท่าน! ท่าน...ท่านอย่าไป!”
แต่น่าเสียดายที่ผู้ล่วงลับมิอาจรับรู้สิ่งใดได้อีกต่อไป ต่อให้สัญญามากมายเพียงใด อีกฝ่ายก็มิอาจได้ยินสิ่งใดทั้งนั้น
ไกลออกไป ลู่เต้ายืนมองครอบครัวของเถ้าแก่แผงขายน้ำชาอยู่บนต้นไม้สูงด้วยสีหน้าสลดใจ
