หลิวอี้เดินเครื่อง [วิชากลั่นลมปราณเบญจธาตุ 3.0] ทันใดนั้น [ปราณิญญาฟ้าดิน] ก็ทะลักเข้าสู่ร่างกายของเขาราวกับเขื่อนแตก ก่อนจะถูกเปลี่ยนให้เป็ [พลังปราณเบญจธาตุ] อย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางเสียง 'หึ่ง' ที่ดังก้อง ปราณิญญาโดยรอบยิ่งรวมตัวกันเร็วขึ้น เขาไม่รอช้ารีบคว้าเศษหินิญญาขึ้นมาและดูดซับปราณภายในอย่างบ้าคลั่ง
สามชั่วโมงผ่านไป คลื่นปราณที่เชี่ยวกรากค่อยๆ สงบลง
หลิวอี้ลืมตาขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขา [ทะลวงด่าน] สำเร็จแล้ว... แต่แทนที่จะก้าวเข้าสู่ [ขอบเขตสร้างรากฐาน] เขากลับทำได้แค่บรรลุ [กลั่นลมปราณระดับสิบ] เท่านั้น
"จบกัน... จบเห่กันหมดแล้ว!"
ความสิ้นหวังเกาะกุมหัวใจ เขาพึมพำกับตัวเอง "เป็แบบนี้ไปได้ยังไง? มันไม่สมเหตุสมผลเลย!"
กำหนดการประเมินผลของสำนักใกล้เข้ามาเต็มที การติดแหง็กอยู่ที่ระดับสิบ ทำให้เขาไม่มีเวลาพอที่จะบำเพ็ญเพียรให้ถึง [กลั่นลมปราณระดับสิบสองขั้นสมบูรณ์] อีกแล้ว
ที่เลวร้ายกว่านั้น คืออายุขัยของเขาเหลือเพียงแค่สี่ปี การถูกขับออกจากสำนักดูเหมือนจะเป็เื่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เนิ่นนานกว่าที่หลิวอี้จะข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านลงได้ เขาบังคับตัวเองให้ใจเย็นและเริ่มทบทวนหาสาเหตุของการทะลวงด่านล้มเหลว
ทันใดนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวดุจสายฟ้าฟาด
หรือว่าการควบแน่นจุดชีพจรทั้ง 129,600 จุด จะไปขัดจังหวะวิถีการบำเพ็ญเพียรปกติ?
นี่อาจเป็สาเหตุที่ทำให้การสร้างรากฐานจากระดับเก้าเป็ไปไม่ได้ และบางที... ต่อให้ถึงระดับสิบสองขั้นสมบูรณ์ ก็อาจจะไม่รับประกันความสำเร็จในการสร้างรากฐานด้วยซ้ำ
เมื่อคิดได้ดังนี้ สีหน้าของหลิวอี้แปรเปลี่ยนไปมาด้วยความสับสน เต็มไปด้วยความเสียใจจนอยากจะตบหน้าตัวเองสักสองฉาด
แม้ว่ายิ่งระดับกลั่นลมปราณสูงเท่าไหร่ [รากฐาน] สำหรับการสร้างรากฐานในอนาคตจะยิ่งมั่นคง และศักยภาพหลังเลื่อนขั้นจะยิ่งมหาศาล แต่นั่นมันใช้ได้เฉพาะกับผู้บำเพ็ญเพียรที่มีอายุขัยเหลือเฟือเท่านั้น
สำหรับหลิวอี้ สิ่งสำคัญเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่รากฐานที่ล้ำลึก แต่เป็การสร้างรากฐานให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้อยู่ในสำนักต่อและยืดอายุขัยของตนเอง
"หลุมพรางชัดๆ! หลุมพรางขนาดมหึมาเลย!"
หลิวอี้ถอนหายใจอย่างปลงตก "แต่ในความมืดมิดย่อมมีแสงสว่าง ถึงจะถูกไล่ออกจากสำนัก ข้าก็ยังบำเพ็ญเพียรต่อใน [โลกมนุษย์] ได้ โอกาสสร้างรากฐานยังไม่หมดไปเสียทีเดียว"
"เพียงแต่ปราณิญญาที่นั่นเบาบางเกินไป... เว้นเสียแต่ว่าข้าจะหาแหล่งพลังงานใหม่มาใช้บำเพ็ญเพียรได้"
"แหล่งพลังงานใหม่... แหล่งพลังงานใหม่..." หลิวอี้พึมพำซ้ำไปซ้ำมา รีดเค้นสมองหาทางออก
จู่ๆ ดวงตาของเขาก็สว่างวาบ "ในชาติที่แล้วมีพลังงานแสงอาทิตย์! ในชาตินี้ก็มีเคล็ดวิชาที่ดูดซับพลังจากดวงอาทิตย์เหมือนกัน"
"ไม่ว่าจะเป็เคล็ดวิชาวรยุทธ์หรือวิชาเซียน ล้วนมีอยู่จริง แต่ประสิทธิภาพมันต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แถมความเสี่ยงยังสูงลิบลิ่ว"
"แต่ถ้าข้าปรับปรุงและแก้ไขเคล็ดวิชาได้ ข้าก็จะแก้ปัญหาเื่แหล่งพลังงานได้!"
"พลังงานแสงอาทิตย์นั้นไม่มีวันหมด ไม่ต้องกลัวว่าจะขาดแคลน ยิ่งไปกว่านั้น แสงจันทร์และแสงดาวในโลกบำเพ็ญเพียรนี้ก็เอามาใช้ฝึกตนได้เหมือนกัน!"
แต่ไม่นาน สีหน้าของเขาก็กลับมาจริงจังอีกครั้ง การใช้พลังงานแสงอาทิตย์บำเพ็ญเพียรนั้นอันตรายเกินไป ผิดพลาดนิดเดียวอาจถูกเผาจนไหม้เกรียม
"ข้าต้องทดลองอย่างหนักและค่อยๆ ศึกษาไปทีละขั้น ทุกขั้นตอนของเคล็ดวิชาต้องผ่านการตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อความปลอดภัย ไม่อย่างนั้นข้าคงกลายเป็เถ้าถ่านก่อนจะได้สร้างรากฐาน"
"แล้วถ้าข้าเลียนแบบแบตเตอรี่จากชาติที่แล้ว สร้าง [อุปกรณ์กักเก็บพลังงาน] เพื่อเก็บพลังงานแสงอาทิตย์โดยตรงล่ะ? มันก็ไม่ต่างอะไรกับ [หินิญญา] เลยไม่ใช่หรือ?"
ดวงตาของเขาลุกวาวด้วยความตื่นเต้นจนแทบจะะโตัวลอย
ครู่ต่อมา หลิวอี้สงบสติอารมณ์ กลั้นหายใจและใช้ [จิตัั] ตรวจสอบการไหลเวียนภายในเส้นชีพจร จุดชีพจรทั้ง 129,600 จุดระยิบระยับดุจดวงดาวอันเจิดจรัส พลังปราณเบญจธาตุไหลเวียนผ่านเส้นชีพจรราวกับแม่น้ำสายใหญ่ที่เชี่ยวกราก กล้ามเนื้อทุกมัดและกระดูกทุกชิ้นเปล่งประกายสีทองเรืองรองจากการหล่อเลี้ยงด้วยพลังปราณ
ในเวลานี้เขามั่นใจว่า ลำพังแค่ [พละกำลังกายเนื้อ] เขาสามารถต่อยผู้ฝึกตนระดับเก้าตายได้ในหมัดเดียว
ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ การควบคุม [ห้วงมิติกาลเวลา] ของเขาเพิ่มขึ้นเป็ 3% อย่างเงียบเชียบ ตัวเลขที่ดูเหมือนน้อยนิดนี้ กลับทำให้ [พลังการคำนวณ] ของเขาเพิ่มขึ้นเป็สองเท่า และยังช่วยให้เขาเริ่มจับััความลึกลับของกาลเวลาและมิติได้ลางๆ
เมื่อมีพลังการคำนวณที่สูงขึ้น เขาก็ยิ่งมั่นใจในแผนการสำหรับอนาคตมากขึ้น เขารีบเก็บเศษหินิญญาที่เหลือ 20 ก้อนซุกไว้ในอกเสื้อ แล้วมุ่งหน้าไปยัง [หอคัมภีร์]
เขาคาดว่าอาจจะพบคัมภีร์ลับเกี่ยวกับการ [หลอมศาสตรา] และวิธีบำเพ็ญเพียรที่ดูดซับพลังแสงอาทิตย์ แสงดาว และแสงจันทร์ ได้จากตำราโบราณบนชั้นสองของหอคัมภีร์
หนึ่งเดือนกว่าผ่านไป... ในที่สุดวันที่หลิวอี้ต้องจากสำนักเทียนฉีก็มาถึง
ณ ลานเทียนฉี ของสำนักเทียนฉี ศิษย์สายนอกกว่าร้อยชีวิตมารวมตัวกัน เช่นเดียวกับหลิวอี้ พวกเขาทั้งหมดกำลังจะถูกขับออกจากสำนักเพราะหมดหวังที่จะบรรลุขอบเขตสร้างรากฐาน
รอบบริเวณนั้นเนืองแน่นไปด้วยศิษย์สายนอกและศิษย์สายในที่มามุงดูเื่สนุก คนเหล่านี้ชี้ชวนกันดูและซุบซิบด้วยสายตาดูแคลน ราวกับกำลังมองฝูงมดปลวกที่ไร้ค่า
ทันใดนั้น เสียงะโที่คุ้นเคยก็ดังขึ้น "พี่อี้! ในที่สุดข้าก็หาท่านเจอ"
หลิวอี้หันไปมอง เห็นเฉียนตัวตัวเบียดฝูงชนเข้ามาอย่างยากลำบาก วิ่งตรงมาหาเขาพลางะโเรียก
"เ้าอ้วนเฉียน นึกไม่ถึงว่าเ้าจะอุตส่าห์มาส่งข้าด้วย"
เฉียนตัวตัวถอนหายใจเบาๆ ควักเศษหินิญญา 20 ก้อนออกมาและยื่นให้
"พี่อี้ ถือว่าเศษหินิญญาพวกนี้เป็น้ำใจเล็กน้อยจากข้า รับไว้เถอะ บางทีมันอาจช่วยให้ท่านสร้างรากฐานสำเร็จ"
หลิวอี้รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน "ไม่ได้การ! ข้ายังติดหนี้เ้าอยู่ตั้งร้อยกว่าก้อน จะให้ข้ารับของเ้าเพิ่มได้ยังไง?"
"อย่าทำเป็คนอื่นคนไกลไปหน่อยเลย!" เฉียนตัวตัวยัดเศษหินิญญาใส่มือเขา
"20 ก้อนสำหรับข้ามันเื่เล็ก แป๊บเดียวก็หาคืนได้ แต่สำหรับท่าน มันอาจเป็กุญแจสำคัญในการทะลวงด่าน"
หลิวอี้กำเศษหินิญญาแน่น นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างซาบซึ้ง "เ้าอ้วนเฉียน บุญคุณนี้ข้าจะไม่ลืม วันหน้าถ้าข้าได้ดี ข้าต้องตอบแทนเ้าแน่!"
เฉียนตัวตัวพยักหน้า ทั้งสองพูดคุยรำลึกความหลังกันสั้นๆ แล้วเขาก็ขอตัวจากไป
ในขณะนั้นเอง เรือเหาะขนาดั์ยาวกว่าสามร้อยเมตรก็แหวกอากาศเข้ามา และค่อยๆ จอดลงเหนือลานเทียนฉี ประตูห้องโดยสารเปิดออก หญิงสาวในชุดขาวก้าวออกมา ท่วงท่าของนางเ็า รูปร่างงดงาม ผิวพรรณเปล่งปลั่งดุจหยก
นางผู้นี้คือ 'เย่ชิงเสวี่ย' [ธิดาศักดิ์สิทธิ์] แห่งสำนักเทียนฉี ผู้ [รากปราณน้ำแข็งกลายพันธุ์] และได้สร้างรากฐานสำเร็จจากระดับสิบสองขั้นสมบูรณ์ หลังจากบำเพ็ญเพียรมา 20 ปี บัดนี้บารมีของนางอยู่ที่ระดับ [ขอบเขตจินตาน (แก่นทองคำ) ขั้นต้น] นางคือหญิงในฝันของศิษย์นับไม่ถ้วนในสำนัก
ทุกย่างก้าวที่นางผ่าน ศิษย์โดยรอบต่างเผลอกลั้นหายใจ เสียงเซ็งแซ่เงียบลงทันตา เหลือเพียงสายตาชื่นชมบูชาที่มองตามหลังนางไป
ติดตามหลังนางมา คือศิษย์สายในระดับจินตานสองคน และศิษย์ใหม่กว่าร้อยชีวิตที่เพิ่งผ่านการคัดเลือกจาก [พิธีคัดเลือกศิษย์] พวกเขามีทั้งที่ดูคึกคักห้าวหาญและที่ดูประหม่าสงบเสงี่ยม แต่ทุกคนล้วนไม่อาจปิดบังแววตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนาต่อชีวิตใหม่ในสำนักและการแสวงหาความเป็ะ
หลิวอี้มองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกซับซ้อนในใจ วันนี้ช่างเหมือนกับเมื่อวาน ราวกับวัฏจักรที่หมุนวนกลับมาที่เดิม
128 ปีก่อน เขาเคยยืนอยู่บนลานเทียนฉีแห่งนี้ ด้วยความหวังที่จะเป็เซียนะเช่นเดียวกัน แต่วันนี้ เขากลายเป็ผู้ล้มเหลวที่ถูกสำนักทอดทิ้ง
ความโหดร้ายของเส้นทางเซียนฉายชัดขึ้นในความคิด... ศิษย์สายนอกนับไม่ถ้วนกลายเป็แรงงานทาสของสำนัก ต้องเดินเครื่องค่ายกลหามรุ่งหามค่ำเพื่อผลิตปราณิญญา เพียงเพื่อจะถูกเขี่ยทิ้งอย่างไร้เยื่อใยเหมือนเขาในท้ายที่สุด
เมื่อคิดได้ดังนี้ หลิวอี้กำหมัดแน่น ไฟแห่งความคับแค้นลุกโชนในดวงตา เขาสาบานกับตัวเองอย่างเงียบงันว่า เขาจะต้องทะลวงสู่ขอบเขตสร้างรากฐานให้จงได้ จะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกเหยียดหยามอีกต่อไป
เขายังสัญญากับตัวเองว่าจะทำลายพันธนาการเื่พร์และกำแพงสูงตระหง่านของการผูกขาดทรัพยากรให้พังทลาย เขาจะทำให้การบำเพ็ญเพียรไม่ใช่เอกสิทธิ์ของคนกลุ่มน้อยอีกต่อไป และจะลากพวกผู้ฝึกตนที่วางตัวสูงส่งเ่าั้ลงมาจากบัลลังก์
"ข้าไม่ยอมรับมัน!"
"ทำไมพวกมันถึงได้สูงส่งนัก?"
"ข้าจะต้องลากพวกมันลงมาจากก้อนเมฆ! ให้พวกมันมาแข่งกับมดปลวกอย่างพวกเรา มาเกลือกกลิ้งในโคลนตมไปด้วยกัน"
ความคิดนี้ช่างบ้าคลั่ง แต่สำหรับโลกบำเพ็ญเพียรที่วิปริตผิดเพี้ยนใบนี้ ถ้าไม่บ้าให้สุด ก็ยากที่จะมีชีวิตรอด
ยิ่งไปกว่านั้น นี่ไม่ใช่ความหวังลมๆ แล้งๆ ตลอดเดือนที่ผ่านมา เขาได้อะไรมามากมายและมีแผนการใหม่สำหรับอนาคต รอเพียงเวลาที่จะทำให้มันเป็จริงทีละขั้น
บางทีสายตาของหลิวอี้อาจจะรุนแรงเกินไป ในภวังค์นั้น เขารู้สึกเหมือนเย่ชิงเสวี่ยจะหันกลับมาชำเลืองมองเขาแวบหนึ่ง
ทันใดนั้น เสียงเ็าก็ดังก้องเหนือลานเทียนฉี
"ศิษย์ที่ถูกขับออกจากสำนัก รีบขึ้นเรือเหาะได้แล้ว!"
หลิวอี้สะดุ้งตื่นจากภวังค์ ข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านในอก แล้วก้าวเท้าอันหนักอึ้งเดินตรงไปยังเรือเหาะ
