แอนพยายามลุกขึ้นเดิน เท้าเปล่าที่เปลือยเปล่าเหยียบย่ำลงบนหิมะหนา ความเ็ปแล่นริ้วขึ้นมาจนต้องร้องคราง แต่เธอกัดฟันสู้ เดินโซซัดโซเซไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ทิ้งรอยเท้าเล็กๆ และหยดเืจางๆ ไว้บนพื้นหิมะสีขาวบริสุทธิ์
ทันใดนั้นพื้นดินก็เริ่มสั่นะเื
กุบกับ กุบกับ กุบกับ
เสียงฝีเท้าม้า?
หูที่อื้ออึงของแอนจับทิศทางเสียงได้ แววตาที่สิ้นหวังกลับมามีประกายแห่งความหวังอีกครั้ง
“ทางนี้ ช่วยด้วย ฉันอยู่ทางนี้!”
เธอรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย วิ่งถลากายออกไปสู่ลานโล่งกว้าง โบกไม้โบกมือทั้งที่ร่างกายสั่นเทา สไบหลุดลุ่ยเผยให้เห็นหัวไหล่เนียนมนและเนินเนื้ออวบอิ่มที่ขาวสว่างจ้าตัดกับบรรยากาศมืดทึมของป่าสน
*****************************
จากชายป่าด้านทิศเหนือ ปรากฏกลุ่มควันสีขาวฟุ้งกระจาย ก่อนที่เงาทะมึนของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่จะพุ่งทะยานออกมา มันคือกองทัพม้าศึกสีดำทมิฬนับสิบตัว แต่นี่ไม่ใช่ทีมงานกู้ภัย หรือชาวบ้านธรรมดา
ผู้ที่นั่งอยู่บนหลังม้าเ่าั้สวมชุดเกราะโลหะหนักสีดำสนิทที่ดูดุดันและน่าเกรงขาม ผ้าคลุมไหล่ขนสัตว์สีเทาเข้มปลิวสะบัดไปตามแรงลม ที่เอวของพวกเขาคาดดาบยาวรูปทรงประหลาด และในมือถือธนูเตรียมพร้อมรบ
แอนชะงักฝีเท้า รอยยิ้มดีใจค่อยๆ เลือนหายไปจากใบหน้า แทนที่ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ชายผู้ขี่ม้าตัวใหญ่ที่สุดนำหน้าขบวน ดูโดดเด่นและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าใคร ร่างกายของเขาสูงใหญ่กำยำเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่อัดแน่นอยู่ภายใต้เกราะหนังเสือดาวหิมะ ใบหน้าครึ่งบนถูกปิดบังด้วยหน้ากากเหล็กสีเงิน สลักลวดลายพยัคฆ์แยกเขี้ยว เหลือให้เห็นเพียงริมฝีปากหยักลึกได้รูปที่เม้มแน่น และดวงตาคู่หนึ่งที่มองผ่านช่องหน้ากากออกมา
ดวงตาสีนิลกาฬที่คมกริบดุจเหยี่ยว ร้อนแรงดั่งเพลิง และเ็าดุจน้ำแข็งในเวลาเดียวกัน
ทันทีที่เห็นร่างของสตรีแปลกหน้ายืนขวางทางม้า ท่านอ๋องหลี่เหว่ยกระตุกบังเหียนม้าคู่ใจ เ้าทมิฬให้หยุดกะทันหัน เสียงม้าร้องคำรามก้องป่า ยกขาหน้าตะกุยอากาศจนหิมะฟุ้งกระจาย
แอนหวีดร้อง ยกมือขึ้นป้องหน้าด้วยความใ ขาอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นหิมะ สภาพของเธอในตอนนี้ช่างล่อแหลมและยั่วยวนเกินกว่าจะเป็มนุษย์ปกติ
สไบที่หลุดลุ่ยร่วงลงมากองที่เอว เผยให้เห็นท่อนบนที่เกือบจะเปลือยเปล่า ผิวพรรณขาวจัดที่สะท้อนแสงหิมะจนแสบตา เรือนผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มที่เปียกลู่แนบไปกับลำคอและแผ่นหลัง และดวงตาที่ฉ่ำน้ำตาราวกับลูกกวางน้อยที่าเ็
สำหรับหลี่เหว่ยภาพตรงหน้าคืองานศิลปะที่อันตรายที่สุด ในดินแดนเหนือที่หนาวเหน็บ สตรีพื้นเมืองมักสวมใส่เสื้อผ้าหนาเตอะ ผิวพรรณหยาบกร้านเพราะลมหนาว แต่สตรีผู้นี้ผิวของนางขาวเนียนละเอียดดุจไข่มุก รูปร่างอรชรอ้อนแอ้นแต่กลับมีส่วนเว้าส่วนโค้งที่เย้ายวนใจอย่างประหลาด โดยเฉพาะทรวงอกอิ่มที่กระเพื่อมไหวรุนแรงต่อสายตาเขา
“ปีศาจ” หลี่เหว่ยเค้นเสียงต่ำในลำคอ ภาษาที่เขาใช้หาใช่ภาษาไทย แต่เป็ภาษาโบราณที่แอนฟังไม่ออก
“ยะอย่ายิงนะ ฉันเป็คน ฉันหลงทาง” แอนะโตอบเป็ภาษาไทย พนมมือไหว้ปลกๆ ด้วยความกลัว
แต่ท่าทางนั้นกลับยิ่งทำให้หลี่เหว่ยระแวง
“นางร่ายเวทมนตร์ภาษาประหลาด ท่านอ๋อง ระวังนางอาจจะเป็ปีศาจจิ้งจอกหิมะแปลงกายมาล่อลวงทัพเรา” รองแม่ทัพข้างกายะโขึ้น
หลี่เหว่ยหรี่ตาลง เขาง้างคันธนูเหล็กกล้าขึ้น เล็งลูกธนูหัวโลหะแหลมเปี๊ยบตรงไปที่หัวใจของหญิงสาว
แอนหยุดหายใจไปชั่วขณะ ดวงตาจ้องมองปลายลูกธนูด้วยความสิ้นหวัง น้ำตาเม็ดโตไหลร่วงลงมาอาบแก้ม
“อย่า!” เธอเปล่งเสียงแ่เบา ร่างกายสั่นเทาจนควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่แค่เพราะความหนาว แต่เพราะรังสีสังหารที่แผ่ออกมาจากบุรุษหน้ากากผู้นั้น มันรุนแรงจนเธอแทบกระอัก
หลี่เหว่ยชะงัก ดวงตาคู่นั้นแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความเปราะบาง ปีศาจจะมีแววตาเช่นนี้ได้หรือ?
เขาลดคันธนูลงช้าๆ แต่ยังไม่คลายความระแวดระวัง
“ไปจับตัวนางมา ตรวจดูว่ามีอาวุธหรือไม่ ระวังมารยาของนาง” เขาตะวาดสั่งเสียงก้องกังวาน
ทหารสองนายะโลงจากหลังม้า พุ่งเข้ามาหาแอนอย่างรวดเร็ว แอนพยายามจะถอยหนีแต่ขาแข้งแข็งไปหมด เธอถูกทหารหยาบช้ากระชากแขนทั้งสองข้างขึ้นอย่างแรง
“โอ๊ย เจ็บนะ ปล่อยฉัน!”
ความเ็ปจากการถูกบีบที่ต้นแขนขาวเนียนจนขึ้นรอยนิ้วมือแดงเถือก ทำให้แอนดิ้นรนขัดขืน แต่แรงผู้หญิงตัวเล็กๆ หรือจะสู้แรงทหารศึก
หลี่เหว่ยควบม้าเข้ามาใกล้ มองดูร่างแน่งน้อยที่ดิ้นรนอยู่ในวงล้อมทหาร สายตาของเขากวาดมองสำรวจเรือนร่างของนางอย่างถือวิสาสะ ไล่ั้แ่ใบหน้างดงามที่เปื้อนคราบน้ำตา ลำคอระหง ไหปลาร้าที่นูนเด่นชัดเพราะความผอมบาง จนถึงเนินอกขาวผ่องที่โผล่พ้นผ้านุ่ง
ความรู้สึกร้อนวูบแล่นผ่านท้องน้อยของท่านอ๋องหนุ่มผู้ตายด้านอย่างไม่ทราบสาเหตุ เขารีบสลัดความคิดอกุศลทิ้ง ก่อนจะโยนโซ่ตรวนเส้นหนึ่งลงไปที่พื้นตรงหน้านาง
“ล่ามโซ่นาง นางดูอันตรายเกินกว่ารูปลักษณ์ภายนอก นำตัวกลับป้อมปราการทมิฬ ข้าจะเป็คนสอบสวนนางด้วยตัวเอง” หลี่เหว่ยสั่งเสียงเหี้ยม
ความเย็นเฉียบของโซ่ตรวนเหล็กที่ถูกคล้องรัดรอบข้อมือบางที่บอบบางราวกับก้านแก้ว เป็ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้สติของแอนขาดผึง
ความเ็ป ความหนาวเหน็บ ความหวาดกลัว และสายตาคมกริบดุจพยัคฆ์ร้ายภายใต้หน้ากากนั้น เป็สิ่งสุดท้ายที่เธอรับรู้
โลกหมุนคว้างร่าง ระหงทิ้งตัวอ่อนระทวยลงสู่พื้นหิมะราวกับตุ๊กตาที่สายเชือกขาด
ท่ามกลางความมืดมิดที่เข้าครอบงำ แอนไม่รู้เลยว่า ชะตากรรมของเธอนับจากวินาทีนี้จะต้องตกเป็ทาสในกรงขังของปีศาจน้ำแข็งผู้นี้ ทั้งทางกายและทางใจตลอดกาล
