วันต่อมา
หม่าเจี่ยซินถูกเหอชางปลุกให้ตื่นขึ้นมาั้แ่ตอนที่ฟ้ายังไม่ทันสาง หลังจากกินอาหารมื้อเช้าง่ายและฝืนดื่มยาที่แสนขมเสร็จ เหอชางที่นั่งมองนางกินยามาตลอดก็หันเก็บของที่มีอยู่เพียงไม่กี่ชิ้นในห้อง แล้วหันมาแบกนางขึ้นหลังของตนเอง
“จะไปไหนรึ”
ถูกเขาแบกออกมาจากห้อง หม่าเจี่ยซินก็พบว่าห้องที่นางนอนอยู่มาหลายวัน แท้จริงแล้วเป็เรือนทรุดโทรมที่มีเพียงห้องเดียวหลังหนึ่ง ด้านนอกมีพื้นที่ที่ใช้หุงอาหารง่ายๆ ้ามีเพิงหลังคาที่อยู่สภาพจวนเจียนจะล้มคลุมเอาไว้ ส่วนรอบบ้านถูกล้อมรอบไปด้วยทุ่งนารกๆ กับป่าเขา ไร้ร่องรอยของบ้านหลังอื่นในบริเวณนี้
“กลับบ้าน”
“กลับบ้าน? บ้านของใคร ท่านรึ”
“อืม”
“ท่านจะพาข้ากลับไปด้วยรึ”
หม่าเจี่ยซินเอ่ยถามด้วยความไม่แน่ใจ เพราะลำพังบุญคุณที่เขาช่วยชีวิตของเ้าของร่างเดิมเอาไว้ หม่าเจี่ยซินก็ไม่รู้ว่าควรจะขอบคุณและตอบแทนสหายของพี่ชายผู้นี้อย่างไรแล้ว แต่เหอชางกลับยัง้าจะพานางกลับบ้านไปกับเขาอีกด้วย
“อืม”
“ข้า.. มันจะเป็การรบกวนเกินไปหรือไม่”
นางกังวลขึ้นมาเล็กน้อย ในใจรู้สึกเกรงใจบุรุษผู้นี้ขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ เมื่อคิดว่าตนเองกำลังเป็ภาระให้กับเขา แต่ถึงอย่างนั้นหม่าเจี่ยซินกลับไม่มีความคิดที่ปฏิเสธออกไป เพราะดูเหมือนว่าตอนนี้นอกจากไปกับเหอชางแล้วนางก็ไร้ที่ให้กลับ
“ไม่หรอก”
นอกจากตอบนางไม่กี่คำเหอชางก็ไม่ได้อธิบายหรือพูดอะไรไปมากกว่านี้ หม่าเจี่ยซินที่จำต้องพึ่งพาเขา จึงไม่กล้าชวนเหอชางพูดคุยอีก แล้วนางก็คิดหาเหตุผลให้ตนเองว่า ที่เขาช่วยนางเป็เพราะเขากำลังเห็นแก่ความสัมพันธ์ที่ผ่านมาของเขาและหม่าเฉิงหนิงพี่ชายของนาง เขาถึงได้ยื่นมือมาช่วยเหลือนางเช่นนี้
ยามเช้าอากาศในชนบทอันห่างไกลที่รายล้อมไปด้วยทุ่งนาและป่าเขานั้นสดชื่นเป็อย่างยิ่ง หม่าเจี่ยซินจึงเกาะไหล่เหอชางแล้วมองสำรวจธรรมชาติตลอดทางไปเงียบๆ จนกระทั่งเส้นทางด้านหน้าเริ่มแคบลงเรื่อย ๆ สองข้างทางเริ่มไม่เห็นทุ่งนา หม่าเจี่ยซินก็เริ่มเอะใจ รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ
“ท่านจะพาข้ากลับบ้านมิใช่รึ”
นอกจากแปลกใจแล้ว นางยังเริ่มหวาดกลัวอีกด้วย เพราะทั้งชาติก่อนหม่าเจี่ยซินเคยเดินเข้าไปในป่าอยู่เพียงไม่กี่ครั้ง นางจึงอดไม่ได้ที่เกิดความกลัว
“ใช่”
“บะ บ้านของท่านไปทางนี้รึ”
เส้นทางที่เข้าสู่เขตูเาแคบลงจนเหลือเพียงทางเดินสายเล็กๆ เพียงสายเดียว สองข้างทางกลายเป็ป่าไม่มีทุ่งนาอีกต่อไป เสียงของแมลงและสัตว์บางชนิดทำให้หม่าเจี่ยซินกอดไหล่ของเหอชางแน่นมากขึ้น แม้จะเริ่มกังวลถึงจุดหมายปลายทางของเขาขึ้นมา
คนผู้นี้คงไม่ได้คิดจะพานางไปฆ่าหมกป่าใช่หรือไม่
“อืม อย่าได้กลัว ข้ากำลังจะพาเ้ากลับบ้านข้าจริงๆ”
เมื่อรับรู้ได้ถึงความหวาดหวั่นของคนบนแผ่นหลัง เหอชางก็พูดมากขึ้นอีกหลายคำเพื่อคลายความกังวลของนาง จากนั้นก็มุ่งหน้าเดินขึ้นเขาไปตามเส้นทางสายเล็ก
หม่าเจี่ยซินไม่แน่ใจว่าเป็เพราะสัดส่วนของร่างกายหรือเสื้อผ้าตามแบบฉบับที่เหล่าบัณฑิตมักจะสวมใส่ ถึงได้ทำให้ร่างกายของเหอชางนั้นมองดูจากภายนอกแล้วเหมือนค่อนข้างบอบบาง
แต่เมื่อได้ขึ้นมาอยู่บนแผ่นหลังของเขา นางก็พบว่าไหล่และแผ่นหลังของเหอชางที่ซ่อนอยู่ด้านในอาภรณ์ตัวหลมโคร่งนั้นทั้งกว้างทั้งแน่นเป็ อีกทั้งยังแข็งแรงอย่างไม่น่าเชื่อ
เหอชางแบกนางเดินมานานมากกว่าครึ่งชั่วยาม แต่ฝีเท้าของเขากลับไม่ได้ช้าลงเลยสักนิด ลมหายใจก็ยังคงปกติเป็จังหวะสม่ำเสมอแทบไม่เปลี่ยนแปลง
เมื่อเดินมาขึ้นเขาไปอีกระยะหนึ่ง เส้นทางสายเล็กเริ่มครึมครุ เรือนยอดของแมกไม้ที่ปกคลุม้า บดบังจนแสงลอดลงมาได้เพียงบางส่วน แม้จะเริ่มสายแล้วแต่อากาศกลับเย็นลงเรื่อย ๆ นั่นทำให้หม่าเจี่ยซินขดตัวอยู่บนหลังของเหอชางโดยไม่ค่อยกล้ามองไปรอบๆ ที่มีแต่ป่ารกทึบ
กระทั่งผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยาม เหอชางก็แบกหม่าเจี่ยซินเดินทะลุขึ้นมาถึงบนเนินเขาที่เปิดโล่ง สองข้างทางเต็มไปด้วยก้อนหิน แล้วเขาก็หยุดเดินและวางนางลงบนหินก้อนหนึ่งที่ค่อนข้างกว้างและแบนก้อนหนึ่ง
“พักสักหน่อย ใกล้เที่ยงแล้ว ข้าจะทำอาหารและต้มยาให้เ้าก่อน”
ลงจากแผ่นหลังของเหอชางแล้ว หม่าเจี่ยซินก็สังเกตุพบว่าแม้เขาแบกนางเดินขึ้นเขามาตลอดทั้งเช้าแต่บนร่างกายของเหอชางกลับไม่มีเหงื่อเลยสักหยด เมื่อวางนางลงแล้วเขาก็หันไปหาพื้นที่และรวบรวมกิ่งไม้แห้งมาจุดไฟทันที
ท่าทางหุงหาอาหารอย่างคล่องแคล่วของเหอชางในยามนี้ ช่างขัดแย้งกับภาพจำในความคิดของหม่าเจี่ยซิน
เป็อย่างยิ่ง สหายที่เคร่งขรึมและเต็มไปด้วยความสุขภาพราวกับคุณชายจากตระกูลใหญ่ของพี่ชายนางผู้นั้น ช่างดูขัดกับบัณทิตที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำอาหารและต้มยาตรงหน้าราวกับไม่ใช่คนๆ เดียวกัน
แต่ถึงอย่างนั้นเหอชางตรงหน้านางก็ยังคงหล่อเหลาชวนมองจนหม่าเจี่ยซินไม่ค่อยกล้ามองเขาตรงๆ มากนัก
เมื่อได้นั่งพักสักครู่ หม่าเจี่ยซินก็อดทนความอ่อนเพลียไม่ไหว นางจึงยื่นมือไปหยิบห่อผ้าที่เหอชางวางเอาไว้ไม่ไกลมาหนุนทำเป็หมอน จากนั้นนางก็ทิ้งตัวนอนแล้วหลับใหลไปทั้งเช่นนี้
ผ่านไปพักใหญ่เมื่อเหอชางทำอาหารเสร็จ เขาก็ปลุกนางให้ลุกขึ้นมากินมื้อเที่ยง หลังนางกินอาหารเสร็จเขาก็ยื่นถ้วยยามาให้ นางจึงรับมาเทใส่ปากอย่างไม่อิดออดแม้ว่าจะรังเกียจรสชาติและกลิ่นของยาสมุนไพรแทบตาย
หลังอาหารมื้อเที่ยงเสร็จสิ้นลงหม่าเจี่ยซินก็ปีนขึ้นหลังของเหอชางอีกครั้ง แล้วเขาก็พานางเดินทางกันต่อ
ตกเย็นเหอชางได้เลือกถ้ำเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ค่อนข้างสะอาดและปลอดภัยเป็ที่อาศัยของเขาและนางในค่ำคืนนี้ จากนั้นบุรุษที่แสนจะพูดน้อยท่านนี้ก็เริ่มหุงหาอาหารและต้มยาให้หม่าเจี่ยซินอย่างจริงจังอีกครั้ง
ใกล้ค่ำความมืดก็โรยตัวเข้ามาปกคลุมผืนป่าที่ไร้มนุษย์ เสียงของสัตว์หากินกลางคืนเริ่มกู่ร้องดังใกล้ไกลมาจากรอบด้าน เหอชางสุมฟืนท่อนใหญ่เข้าไปในกองไฟเพื่อสร้างแสงสว่างและขับไล่อากาศที่เริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ
“เ้านอนตรงนี้”
เหอชางปูพื้นด้วยใบไม้ใบหญ้า แล้วเขาก็หยิบผ้าบางๆ ผืนหนึ่งออกมาปู้า จากนั้นก็อุ้มร่างของหม่าเจี่ยซินไปวางบนนั้น ส่วนเขาก็นั่งลงด้านข้าง
“ท่านล่ะ”
ไม่เห็นเขาปูที่นอนให้ตนเอง หม่าเจี่ยซินก็เอ่ยถามขึ้นมาด้วยความแปลกใจ
“ข้าจะเฝ้ายาม เ้านอนเถอะ”
กลางคืนเป็่หากินของสัตว์ดุร้ายหลายชนิด เหอชางจึงไม่มีความคิดที่จะนอนพัก แม้ว่าถ้ำแห่งนี้จะถูกเขาอำพรางปิดปากถ้ำด้วยกิ่งไม้ไปแล้ว แต่นั่นก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะปลอดภัยจริงๆ
ั้แ่เล็กเหอชางเติบโตขึ้นมาในป่าเขา เขาจึงคุ้นเคยและคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมยามค่ำคืนของผืนป่าเป็อย่างดีและนักล่าเ่าั้ก็มักจะฉลาดมากกว่าที่คิดเอาไว้เสมอ เขาจึงจำต้องเฝ้าระวังอันตรายที่ไม่คาดคิด
“อ้อ”
ได้ยินเช่นนั้นหม่าเจี่ยซินก็พยักหน้าเบาๆ ให้เขาแล้วขยับนอนลงไปด้วยความรู้สึกผิดที่นางไม่อาจช่วยอะไรเขาได้ จากนั้นไม่นานหม่าเจี่ยซินก็ถูกความอ่อนล้าจากอาการป่วยและการเดินทางทำให้หลับใหลไปอย่างง่ายดายอีกครั้ง
__________________________________
