เย่เจิ้นกั๋วสอบถามเื่การเปลี่ยนบ้านอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทั้งยังขอดูหนังสือสัญญา เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้ว ก็วางใจลง
“กินข้าวเถอะ กินเสร็จแล้วค่อยคุยกันต่อ” เหมียวหลานจือเอ่ยขึ้นกะทันหัน
เหวินจิ้งผู้เป็พี่สะใภ้ใหญ่ลุกขึ้นเดินตรงไปยังห้องครัวทันที เย่ฟางก็ลุกตามไปติดๆ
เหมียวหลานจือนั่งอยู่ที่เดิม ทว่าสายตากลับจ้องมองไปยังฮวาเจา ฮวาเจาคิดอยู่ครู่หนึ่ง กำลังจะลุกขึ้นตามไป ทว่าฝ่ามือใหญ่ก็กดลงบนมือของเธอเบาๆ ขยับเพียงเล็กน้อย ก่อนจะยกมือของเธอขึ้นมา เสียงทุ้มนุ่มลึกดังขึ้นข้างหู “นี่ลายอะไรกันนะ เมื่อกี้ฉันมองไม่เห็นเลย”
มือของฮวาเจาร้อนผ่าวราวกับถูกลวก หัวใจพลอยเต้นระรัวตามไปด้วย เธอไม่กล้าสบตาใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้เพียงแค่คืบ แต่กลับหันไปมองคุณป้าแทน
เย่ฟางส่งสายตาให้เธอ บอกเป็นัยว่าอย่าขยับไปไหน ก่อนจะมองเย่เซินที่แสร้งทำเป็พิจารณาสร้อยข้อมือของฮวาเจาด้วยความขบขัน 'เธอไม่เคยคิดเลยว่าหลานชายคนนี้จะละเอียดอ่อนและรอบคอบได้ถึงเพียงนี้ แถมยังรู้ใจคนอื่นถึงขั้นนี้อีกด้วย' เธอมองไปยังพี่สะใภ้ รอยยิ้มจางหายไปจากใบหน้า สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็จริงจัง 'ลูกสะใภ้คนใหม่มาถึงบ้านเป็ครั้งแรก กลับต้องลงไปช่วยงานในครัวเช่นนั้นหรือ? พวกเขาเริ่มมีกฎระเบียบมากมายั้แ่เมื่อไหร่กัน? แล้วตอนที่เหวินจิ้งแต่งงาน ทำไมถึงไม่ถูกสั่งให้ไปทำครัวบ้างเล่า?'
เหมียวหลานจือหลบสายตาอย่างมีพิรุธ เมื่อเดินผ่านเย่เซินก็เหลือบมองเขาด้วยความไม่พอใจ
ในครัวยังมีคนครัวคอยดูแลเื่อาหารอยู่แล้ว เย่ฟางกับเหวินจิ้งเป็เพียงลูกมือเท่านั้น อาหารกลางวันจึงเสร็จอย่างรวดเร็ว แม้จะเทียบฝีมือของฮวาเจาไม่ได้ แต่ก็เป็ฝีมือระดับเชฟมืออาชีพ ไม่เช่นนั้นคงไม่ได้ทำอาหารให้เย่เจิ้นกั๋วรับประทาน
ทุกคนเพิ่งจะนั่งลงเตรียมตัวกินข้าว ประตูก็ถูกผลักเปิดออก หญิงสาวสองคนหอบหิ้วสัมภาระเข้ามา
“เสี่ยวซู ทำไมถึงกลับมาได้เล่า!” เย่ฟางเอ่ยด้วยความประหลาดใจ
เย่ซูวางสัมภาระลง ยิ้มทักทายคนในบ้าน “น้องชายแต่งงานทั้งที จะไม่กลับมาดูได้อย่างไรคะ”
เย่เซินดึงฮวาเจาเดินเข้าไปหาเย่ซู “พี่สาวครับ นี่ฮวาเจา” แล้วก็แนะนำฮวาเจาให้รู้จัก “นี่พี่สาวของผมเอง เย่ซู”
“สวัสดีค่ะพี่” ฮวาเจาทักทายอย่างนอบน้อม ก่อนหน้านี้เธอเคยถามเื่ครอบครัวของเย่เซินมาบ้างแล้ว จึงรู้ว่าเย่เซินมีพี่ชายหนึ่งคน พี่สาวหนึ่งคน ส่วนพี่น้องลูกพี่ลูกน้องคนอื่นๆ มีอีกมากมาย เขาไม่ได้แนะนำให้เธอรู้จักทั้งหมด
พี่สาวคนนี้อายุสามสิบปี เป็ทหารฝ่ายศิลปะ แต่งงานแล้วย้ายไปประจำการทางใต้
“สวยจริงๆ!” เย่ซูมองสำรวจฮวาเจาพลางเอ่ยชมอย่างจริงใจ “มาอยู่กองกำลังของเราสิ รับรองได้เป็ดาวเด่นแน่”
เย่เซินขมวดคิ้วในทันที “ไม่ได้หรอกพี่ เธอท้องอยู่ จะไปแสดงได้อย่างไร... แถมเธอไม่สนใจเื่การแสดงด้วย ใช่ไหม?” เขาหันไปมองฮวาเจา ทำหน้าเหมือนเธอต้องตอบว่าใช่
'การเป็ทหารฝ่ายศิลปะมันดีตรงไหนกัน? ยุ่งยิ่งกว่าพวกเขาเสียอีก ถึงตอนนั้นเขาและลูกจะอยู่กันอย่างไร? แถมยังต้องร้องเพลงเต้นรำให้ผู้ชายอื่นดู...' เย่เซินกำมือของฮวาเจาแน่นขึ้น
ฮวาเจาหัวเราะในใจ แต่ก็พยักหน้าอย่างว่าง่าย “ฉันไม่ชอบเป็นักแสดงหรอกค่ะ” เธอไม่ชอบร้องเพลงเต้นรำให้คนอื่นดูจริงๆ หากมีเวลาเช่นนั้น เอาไปปลูกดอกไม้ เลี้ยงลูก ดีกว่าไหม?
“ก็ได้” เย่ซูไม่ได้คะยั้นคะยอต่อ เธอรู้ดีว่าทหารฝ่ายศิลปะต้องเจอความยากลำบากอะไรบ้าง ต้องพลัดพรากจากกัน แถมยังมีข่าวลือมากมาย... ความสัมพันธ์กับสามีก็จืดจางลงแล้ว
“คนนี้คือใครครับ?” เย่เซินมองไปยังหญิงสาวที่อยู่ข้างกายเย่ซู หรือจะเรียกว่าเด็กสาว? ฮวาเจามองตามด้วยสีหน้าอึดอัด
'นี่มันเหมือนเธอเมื่อหลายเดือนก่อนเลย! ไม่สิ เหมือนเ้าของร่างเดิมมากกว่า' เด็กสาวคนนั้นดูจากหน้าตาแล้วน่าจะอายุไม่มาก ราวๆ ยี่สิบปี สูงไม่น้อย แต่รูปร่างอ้วนท้วนมาก อ้วนมากๆ ถ้าไม่ถึงสองร้อยชั่ง ก็คงหนึ่งร้อยแปดสิบชั่งได้ เครื่องหน้าถูกบีบจนเสียรูปไปหมด แต่ที่ต่างจากฮวาเจาคือ แม้ว่าเครื่องหน้าของฮวาเจาจะเสียรูปไป แต่ก็ยังมีดวงตาโตคู่นั้นอยู่ ทว่าคนนี้กลับมีจมูกเล็กตาเล็ก พอยิ้มก็เหมือนไม่มีอะไรเลย
เย่เซินก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ หันไปมองฮวาเจา ฮวาเจารีบเขย่าแขนของเขาอย่างเอาแต่ใจ 'รีบๆ ลืมความทรงจำพวกนั้นไปซะเถอะ!'
มุมปากของเย่เซินกระตุกขึ้น รอยยิ้มในดวงตาแทบจะล้นออกมา
เย่ซูไม่รู้ว่าทั้งสองกำลังเล่นอะไรกันอยู่ แต่บรรยากาศของทั้งคู่สนิทสนมกลมเกลียวจนคนอื่นแทรกเข้าไปไม่ได้ เธอยิ้มมอง ก่อนจะแนะนำสาวอ้วนที่อยู่ข้างๆ “นี่น้องสาวของสามีฉันเอง ข่งหนี ตามฉันมาปักกิ่ง... มาดูน้องสะใภ้”
“สวัสดีครับ/ค่ะ” เย่เซินกับฮวาเจาทักทายพร้อมกัน
แต่ข่งหนีกลับจ้องแต่เย่เซิน ดวงตาเบิกกว้าง พอเห็นเย่เซินคุยกับเธอ ก็หน้าแดงระเรื่อ รีบตอบอย่างอายๆ “สวัสดีค่ะ”
ฮวาเจา.....
เย่ซูลอบเหลือบมองบน จากนั้นก็รีบผลักเย่เซินกับฮวาเจาไปที่โต๊ะ
“คุณปู่ คุณพ่อคุณแม่! ฉันกลับมาเยี่ยมทุกคนแล้ว ทำไมไม่มีใครแสดงความยินดีเลยล่ะคะ!”
“ฉันได้ยินแล้วว่าเธอมาดูน้องสะใภ้ ไม่ได้มาดูฉันสักหน่อย” เย่เจิ้นกั๋วแซวอย่างอารมณ์ดี
“คุณปู่!” เย่ซูเบียดเข้าไปใกล้ชิดกับครอบครัว หัวเราะพูดคุยกันอย่างมีความสุข
เย่เซินกับฮวาเจานั่งลงเงียบๆ มองดูอยู่
เย่ฟางหาเก้าอี้ให้ข่งหนีด้วยตัวเอง จัดให้นั่งข้างๆ ตัวเอง ให้ห่างจากเย่เซินหน่อย
เธอสนิทกับเย่ซูที่สุด หลายเื่ที่เย่ซูไม่พูดกับแม่ก็จะมาพูดกับเธอ เธอรู้ว่าความสัมพันธ์ของเย่ซูกับสามี ข่งเจี๋ย ไม่สู้ดีนัก โดยเฉพาะหลังจากที่ข่งเจี๋ยพาแม่กับน้องสาวมาอยู่ด้วยกัน สองคนก็ทะเลาะกันบ่อยครั้ง แถมทั้งสองก็ยุ่งกันมาก บางครั้งครึ่งปีก็ไม่ได้คุยกันสักคำ
บวกกับเื่ลูกที่ผ่านมา ทำให้บ้านเหมือนกับะเิที่พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
เย่ฟางมองสำรวจสีหน้าของเย่ซู
ไม่รู้ว่าครั้งนี้ที่กลับมาบ้านเกิด เป็เพราะที่นั่นะเิไปแล้ว หรือกำลังจะะเิกันแน่ แต่เธอพาข่งหนีมาทำไม?
เธอจำได้ดีว่าเย่ซูเคยบอกว่าความสัมพันธ์ของเธอกับข่งเจี๋ยไม่ดี เพราะแม่สามีกับน้องสาวสามีเป็ตัวการสำคัญ
หลังจากกินข้าวกันอย่างครึกครื้น เย่เจิ้นกั๋วก็นั่งรถออกไปทันที เพราะ่บ่ายยังมีธุระ เย่ิกับเหวินจิ้งก็ไปเช่นกัน วันนี้ไม่ใช่่วันหยุด ทั้งสองยังมีงานที่ต้องทำ
แน่นอนว่าเย่เหมาก็ไปเช่นกัน เหมียวหลานจือยังคงอยู่ที่เดิม ตอนนี้เธออยู่ในสถานะกึ่งเกษียณ ไม่มีอะไรทำ แถมลูกชายลูกสาวก็กลับมา เธอเลยอยากจะใกล้ชิดกับพวกเขาหน่อย
เย่ฟางไม่ได้ไปไหน เธอหาโอกาสคุยกับเย่ซูตามลำพัง
“พวกเธอเป็ยังไงบ้าง? ดีกันแล้วหรือยัง?” เย่ฟางถาม
“เหอะๆ” เย่ซูตอบกลับมาด้วยเสียงหัวเราะเยาะ
เย่ฟางถอนหายใจ 'เื่ที่ควรพูด วิธีที่ควรใช้ เธอก็พูดไปหลายครั้งแล้ว แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผลกับข่งเจี๋ย' เธอเลยไม่พูดอะไรอีก ถามว่า “แล้วนี่น้องสาวสามีเธอ... เธอพามาทำไมกันล่ะเนี่ย?”
ก่อนหน้านี้ในจดหมาย เย่ซูเคยพูดถึงเื่ที่น้องสาวสามีทำ แต่ไม่เคยพูดถึงรูปร่างหน้าตา ครั้งนี้พอได้เห็น เย่ฟางถึงกับใ
“หาคู่” พอพูดถึงเื่นี้ เย่ซูก็หัวเสียขึ้นมา “คนในตระกูลข่งนี่คงไม่เคยส่องกระจกดูตัวเองเลยกระมัง! ถึงได้กล้าอยากจะหาคู่ให้ข่งหนีเป็นายทหารยศร้อยโทขึ้นไป!”
เย่ฟางขมวดคิ้ว “ถ้าอยากจะหา ก็ให้พี่ชายของเธอหาให้สิ”
“เหอะๆ” เย่ซูหัวเราะเยาะ “พี่ชายหาให้จนทั่วแล้วก็หาไม่ได้ ก็เลยมาหาฉันแทน แม่เขาบอกว่าตระกูลเย่ของพวกเราสูงส่ง จะสุ่มๆ หาให้นายทหารยศร้อยโทคนไหนก็ได้! ที่สำคัญต้องหน้าตาดี ฐานะดีด้วย”
