ผมของจ้าวซีเหอเปียกแนบลู่ไปกับศีรษะ เมื่อลมพัดผ่าน ร่างกายเขารู้สึกหนาวะเืขึ้นมาทันที เขายิ้มแหย ก่อนจะเดินไปนั่งข้างกองไฟเพื่อผิงไฟ
เขามองหนิงมู่ฉือที่ยิ้มกว้างจนดวงตาเปล่งเป็ประกาย เขารู้ดีว่ารอยยิ้มนี้เป็รอยยิ้มที่มาจากใจ หรือว่าการที่นางอยู่กับเฉินเกอ นางจะมีความสุขมากกว่าอยู่กับเขา
เขาเกิดความคิดอยากถอยห่างออกมา มองทั้งสองคนพูดคุยหัวเราะคิกคัก เขาเกิดความรู้สึกว่าไม่ควรเข้าไปรบกวนคนทั้งคู่
เขาไม่ได้นอนหลับสนิทมานานแล้ว ความง่วงจึงเข้ามาจู่โจม หนังตาหนักจนแทบจะยกไม่ขึ้น จนในที่สุดเขาก็ฟุบหน้าลงผล็อยหลับไป
หนิงมู่ฉือควักเครื่องในปลาออกมาและล้างจนสะอาดเอี่ยม ก่อนจะพบว่าข้างกายนางไม่มีแม้แต่เงาของจ้าวซีเหอ นางลุกขึ้นยืนอย่างใ แม้แต่ปลาในมือก็ไม่สนใจ ปล่อยให้ตกลงพื้น “ซื่อจื่อเล่า!”
เฉินเกอได้ยินเช่นนั้นก็ชี้ไปยังทิศทางที่จ้าวซีเหอหลับอยู่ “หลับอยู่ตรงนั้น สงสัยเพราะเหนื่อยเกินไป”
หนิงมู่ฉือพยักหน้ารับรู้ก่อนจะหยิบปลาที่ตายแล้วขึ้นมาส่งให้เฉินเกอ “จอมยุทธ์น้อยเฉิน ท่านช่วยข้าขอดเกล็ดปลาได้หรือไม่ ข้าจะไปดูเขาสักหน่อย ร่างกายซื่อจื่ออ่อนแอ ไม่สบายง่าย” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใย
เฉินเกอชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะพยักหน้า เขามองหนิงมู่ฉือเดินไปหาจ้าวซีเหอ จากนั้นก้มหน้าขอดเกล็ดปลาอย่างเงียบๆ
หนิงมู่ฉือค่อยๆ เดินเข้าไปหาจ้าวซีเหออย่างเงียบเชียบ นางนั่งลงด้านข้าง มองผมที่เปียกชื้นจนแนบไปกับใบหน้าของเขา ริมฝีปากยกเป็รอยยิ้มโดยไม่รู้ตัว
ริมฝีปากเขาเม้มแน่นจนกลายเป็เส้นตรง ดวงตาปิดสนิทจนเห็นขนตางอนยาวได้อย่างชัดเจน คิ้วขมวดเป็ปมแน่นราวกับถูกจับมัดเอาไว้
นางยื่นมือไปที่คิ้วของเขา เพื่อจะคล้ายปมให้
เสียงลมหายใจของเขาดังกว่าเดิมเล็กน้อย กลิ่นดอกบัวก็แรงกว่าเดิมเล็กน้อยเช่นกัน นางถูกกลิ่นดอกบัวจากตัวเขาทำให้เหม่อไปครู่หนึ่ง ทว่าต่อมาไม่นานนางก็สะบัดศีรษะและเรียกสติตัวเองกลับคืนมาได้
นางหยิบเสื้อคลุมมาคลุมให้เขา นั่งมองเขาอย่างเหม่อลอย จ้าวซีเหอมีหน้าตาหล่อเหลา ไม่รู้ว่ามีสตรีกี่คนยื้อแย่งอยากเป็เ้าของ ทว่าตอนนี้เขากลับมานั่งหลับอยู่ข้างกายนางโดยไร้การป้องกันและไม่ระวังตัวใดๆ
นางมองขอบตาดำคล้ำของเขา ซึ่งทำให้นางรู้สึกปวดใจยิ่งนัก ดูท่าตอนที่นางไม่อยู่ เขาคงจะรู้สึกผิดมาก แต่มันก็เป็เื่ที่ช่วยไม่ได้ แค้นของสกุลนางยังไม่ได้รับการชำระ นางจึงไม่สามารถคิดเื่รักใคร่ระหว่างชายหญิงได้
ครั้นนางเห็นจ้าวซีเหอขยับริมฝีปาก นางนึกว่านางกวนจนเขาตื่น รอยยิ้มที่แต้มอยู่บนริมฝีปากเปลี่ยนเป็รอยยิ้มแห้ง แม้แต่ลักยิ้มบนแก้มก็หายไป
นางรีบเดินไปหาเฉินเกอ พบว่าเขาขอดเกล็ดปลาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังช่วยล้างปลาจนสะอาดให้นางอีกด้วย นางพยักหน้าพร้อมกับมองเขาอย่างพึงพอใจ “จอมยุทธ์น้อยเฉิน ข้าต้องมองท่านในแง่ใหม่เชียวนะ ท่านขอดเกล็ดปลาได้ ทั้งล้างปลาได้สะอาดดีจริงๆ”
เฉินเกอเช็ดเืปลาที่เปรอะบนใบหน้า ยิ้มเขินอายให้หนิงมู่ฉือ “ฉือเอ๋อร์ชมเกินไปแล้ว”
สีหน้านางเปลี่ยนเป็เรียบเฉย หยิบมีดสั้นออกมา กรีดลงไปบนตัวปลา เพียงไม่นานนางก็เลาะเอาก้างปลาออกมาได้สำเร็จ
“คนที่เลาะก้างปลาออกได้แบบนี้แสดงว่าต้องเข้าใจเื่วัตถุดิบเป็อย่างดี และต้องใช้เวลาฝึกฝนฝีมืออยู่หลายปี ฉือเอ๋อร์ เ้ายังอายุน้อย เ้าทำได้อย่างไร”
เฉินเกอมองหนิงมู่ฉือเลาะก้างปลาโดยที่เนื้อปลาไม่มีส่วนไหนเสียหายเลยแม้แต่น้อยด้วยสีหน้าตกตะลึง เขาเคยเห็นคนอายุใกล้เจ็ดสิบคนหนึ่งเลาะกระดูกปลาด้วยวิธีเช่นนี้ ซึ่งมันเป็วิธีที่ต้องใช้ฝีมืออย่างมาก
หนิงมู่ฉือได้ฟังคำชมพลันยิ้มอย่างเขินอาย “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่มีวันหนึ่งข้าสลบไป พอถูกช่วยจนฟื้นขึ้นมา ข้าก็เป็เื่พวกนี้แล้ว”
เฉินเกอได้ฟังก็นึกว่าหนิงมู่ฉือพูดล้อเล่น “ฉือเอ๋อร์ เ้าพูดล้อเล่นอีกแล้ว”
หนิงมู่ฉือทำหน้างง ที่นางพูดคือเื่จริงนะ ก่อนหน้านี้นางไม่รู้เื่การทำอาหารเลยแม้แต่อย่างเดียว
นางถอนหายใจ ถือปลาและหน่อไม้เดินไปอีกด้านหนึ่ง นางใส่ต้นหอม ขิง และกระเทียมลงไปในกระบอกไม้ไผ่ ตามด้วยปลา ใส่น้ำมัน เครื่องปรุงรสลับของนาง จากนั้นตามด้วยหน่อไม้
เฉินเกอมองปลาในกระบอกไม้ไผ่ ซึ่งยังคงขยับอยู่จึงเอ่ยถามออกมาอย่างแปลกใจ “เหตุใดปลาถึงยังขยับได้”
ได้ยินเช่นนั้นหนิงมู่ฉือมองลงไปในกระบอกไม้ไผ่ อย่างประหลาดใจ “มันยังขยับอยู่จริงๆ ด้วย หรือว่าปลาในแอ่งน้ำร้อนจะมีชีวิตยืนยาวกว่าปลาจากที่อื่น จอมยุทธ์น้อยเฉิน ปลาตัวนี้ต้องอร่อยมากเป็แน่”
เฉินเกอพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ก่อนจะหยิบน้ำขึ้นมาดื่มเพื่อคลายความหิว
จ้าวซีเหอหลับสนิท ทว่าจู่ๆ มีกลิ่นหอมของบางอย่างลอยเข้ามาในฝันจึงลืมตาตื่นขึ้นมา
“หอมเหลือเกิน กลิ่นอะไรหรือ” จ้าวซีเหอขยี้ตา สายตามองไปที่กระบอกไม้ไผ่
หนิงมู่ฉือเห็นจ้าวซีเหอตื่นแล้วจึงกวักมือเรียก “ท่านตื่นแล้วหรือ รีบมาดูเร็วว่าพวกเราทำอาหารอร่อยๆ ใดให้ท่านทาน”
จ้าวซีเหอส่ายหน้า ยิ้มพร้อมกับเอ่ยตอบ “ไม่เป็ไร เมื่อครู่ข้าอิ่มแล้ว ตรงโน้นมีผลไม้ ข้าไปเก็บผลไม้ก่อนนะ”
เขาลุกขึ้นยืน มองเสื้อคลุมที่คลุมอยู่บนตัว ในใจรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาโดยพลัน แต่เมื่อหันไปมองหนิงมู่ฉือที่นั่งอยู่ข้างเฉินเกอ ทั้งคู่ดูเหมาะสมกันมาก ในใจเขารู้สึกเ็ปจนทนไม่ไหว
“ซื่อจื่อ…” หนิงมู่ฉือร้องเรียก กลับต้องพบว่าจ้าวซีเหอหมุนตัวเดินจากไปแล้ว
จ้าวซีเหอได้กลิ่นหอมของเนื้อปลาที่อยู่ในกระบอกไม้ไผ่ เขารู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกๆ กอปรกับปลาตัวนั้นเป็เฉินเกอที่จับมา หากเขาทาน มันจะยิ่งดูแปลกเข้าไปใหญ่ เขาจึงอ้างว่าจะไปเก็บผลไม้แล้วเดินจากมา
หนิงมู่ฉือเองก็รับรู้ได้เช่นกันว่าปลามีกลิ่นแปลกๆ แม้กลิ่นจะหอม ทว่ากลิ่นดูแตกต่างจากเนื้อปลาที่นางทานตอนปกติ
นางขบคิด หรือนางใส่เครื่องปรุงรสน้อยเกินไป คิดได้เช่นนั้นนางก็ไม่คิดมากอีก
จ้าวซีเหอเดินเข้าไปที่ส่วนในสุดของแอ่งน้ำร้อน ในแอ่งน้ำร้อนยังคงมีควันลอยกรุ่นขึ้นมา อากาศเปลี่ยนเป็หนาวเย็น สายตาของเขามองเห็นหมอกจางๆ ชั้นหนึ่ง เขาเดินตรงไปข้างหน้า หมอกสีขาวจับขนตาเขาจนเป็หยดน้ำ
เขามองผลบ๊วยที่กำลังสุกได้ที่ เด็ดมันลงมา กัดเข้าไปคำเล็ก ภายในเต็มไปด้วยน้ำบ๊วยสีม่วงแดง ริมฝีปากของเขาเปลี่ยนเป็สีแดงทันที
หนิงมู่ฉือเห็นกระบอกไม้ไผ่กำลังสั่นเพราะกำลังเดือดได้ที่ ความที่นางรีบเอามันลงมา มือจึงโดนความร้อนจากกระบอกไม้ไผ่จนพอง นางรีบเอานิ้วมือเข้าปาก “จอมยุทธ์น้อยเฉิน ถ้าต้มอีกหน่อไม้ได้แข็งหมดแน่”
เฉินเกอมองนิ้วของหนิงมู่ฉือที่โดนความร้อนจากกระบอกไม้ไผ่จนนิ้วพอง สีหน้าเปลี่ยนเป็ร้อนใจ รีบยื่นมือไปดึงมือของนางมา “ฉือเอ๋อร์ ไม่เป็ไรใช่หรือไม่ นิ้วของเ้าพองหมดแล้ว”
