ระหว่างหลบจากแรงะเิที่ะเืรอบด้านตรงหน้า จิ้งิเฟิงก็พลันส่งเสียงหัวเราะประหลาดพิกลออกมา “ดูนี่!”
พร้อมกับเสียงสะบัดจากแขนทั้งสองข้าง มือทั้งคู่ของจิ้งิเฟิงเปลี่ยนเป็กรงเล็บ จากนั้นไม่นำพาต่อการจู่โจมของป้าจ้าว มันวาดมือออก --- แล้วตะปบใส่หน้าอกป้าจ้าว...
ป้าจ้าวตะลึงลานไร้คำพูด --- นี่เป็การต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกปรือิญญา! ผู้ฝึกปรือิญญาประเภทใดที่จะต่อสู้โดยการตะปบใส่หน้าอกของอีกฝ่าย? นี่เป็อุบายอันกลอกกลิ้งจากคนต่ำช้าเท่านั้น!
ด้วยสัญชาตญาณ ป้าจ้าวละทิ้งท่าจู่โจมกลางคันเปลี่ยนเป็ใช้สองมือป้องกันหน้าอกตนเอง
จิ้งิเฟิงหัวเราะอย่างชั่วร้ายพร้อมกับย่อเท้าขวาลง อาศัยแรงถีบเคลื่อนไปด้านซ้ายละทิ้งป้าจ้าวไปหาหญิงสาวที่ห่างออกไปหลายวา
“นางงามน้อย ยิ้มสิ! นายท่านไป๋หยุนเฟยมีรางวัลให้!” จิ้งิเฟิงหัวร่อก่อนจะยื่นมือไปััแก้มนาง
ใบหน้าหญิงสาวแดงเข้มยิ่งขึ้นก่อนจะโยกศีรษะหลบมืออันลามกของจิ้งิเฟิง ขณะเดียวกันสายตานางเปลี่ยนเป็โกรธแค้นยามเตะเท้าขวาอย่างอำมหิตใส่หว่างขาจิ้งิเฟิง
“โอ มารดาของเรา!” จิ้งิเฟิงร้องออกมาก่อนจะใช้มือซ้ายปิดป้องเท้าที่เตะใส่ หลังจากเคลื่อนกายไปด้านข้างหลบหลีกฝ่ามือที่ตบใส่ใบหน้าก็ถอยออกไปวาเศษพลางกล่าวอย่างหวาดหวั่น “คิดไม่ถึงเลยว่าเมื่อเทียบกับท่านป้าคนนั้น เ้าถึงกับอำมหิตกว่าอีก! ข้าแทบจะต้องสูญเสียอัญมณีประจำตระกูลเพราะเ้าแล้ว!”
ยามกล่าววาจา จิ้งิเฟิงก็พลันรู้สึกถึงลมกระโชกจากด้านหลังศีรษะ เป็สัญญาณเตือนว่าป้าจ้าวจู่โจมเข้าใส่มัน
ป้าจ้าวใบหน้าแดงฉานด้วยความเดือดดาล นางไม่คาดคิดว่าคู่ต่อสู้จะไร้ยางอายถึงเพียงนี้ นางเผลอเรอจนแทบจะปล่อยให้คนต่ำช้าผู้นี้ััถูกคุณหนูได้อีกครั้ง ชั่วขณะนี้ป้าจ้าวเพียงคิดจะฉีกบุรุษผู้นี้เป็ชิ้นๆถึงจะระบายโทสะออกไปได้
จิ้งิเฟิงหลบหลีกไปด้านข้างอย่างว่องไว จากนั้นเคลื่อนกลับเข้าหาหญิงสาวอีกครา มันะโด้วยน้ำเสียงต่ำช้าลามก “เฮ้ แม่นางน้อย ข้ามาอีกแล้ว!”
ด้วยความตระหนก ป้าจ้าวรีบเข้าไปขวางทางมันไว้
“ฮ่า ฮ่า หลงกลแล้ว!” จิ้งิเฟิงตาเป็ประกาย มือขวามันเคลื่อนไหวเร็วดุจสายฟ้ายื่นใส่ปกเสื้อใต้ลำคอป้าจ้าวขณะที่มือซ้ายยื่นออกป้องกัน ด้วยความเดือดดาลป้าจ้าวจึงชกหมัดใส่ร่างของมัน
“ปัง!”
หลังเสียงหนักทึบ ในที่สุดจิ้งิเฟิงก็รับหมัดเป็คราแรกจนลอยละลิ่วออกไป กระนั้นมันกลับเตรียมพร้อมอยู่ก่อน อาศัยแรงสภาวะพลิกร่างตีลังกากลางอากาศจากนั้นบังคับร่างลงสู่พื้น มันกัดฟันพลางสะบัดมือซ้ายก่อนจะครวญครางอย่างเ็ป แต่ทว่าในมือขวาของมัน มิคาดว่าจะมีวัตถุสีส้มอยู่ หรือว่า... หรือว่าจะเป็เสื้อผ้าที่ป้าจ้าวสวมอยู่?!
มองดูป้าจ้าวอีกครา นางยังคงยืนนิ่งแทนที่จะจู่โจมใส่จิ้งิเฟิง แขนสองข้างของนางกอดอกป้องกันทรวงอกที่สั่นสะท้าน ทั้งใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็สีม่วงคล้ำด้วยความขุ่นแค้นเดือดดาลขณะมองดูจิ้งิเฟิงด้วยแววตาหมายชีวิต
จิ้งิเฟิงถึงกับ... ถึงกับสามารถขโมยชุดชั้นในที่นางสวมอยู่ไปได้!
ตาที่เบิกกว้างของหญิงสาวมองเห็นอาภรณ์อันน่าหวาดหวั่นชิ้นนั้นในมือจิ้งิเฟิงได้อย่างชัดเจน ปากน้อยๆของนางอ้าค้างอย่างเหลือเชื่อต่อฝีมือของจิ้งิเฟิง
จิ้งิเฟิงยิ้มอย่างพอใจ เดิมทีมันคิดจะยกอาภรณ์ชิ้นนี้ขึ้นมาที่จมูกเพื่อสูดดมโดยใช้โฉมหน้าของไป๋หยุนเฟย ยิ่งมันทำตัวต่ำช้าเท่าไหร่ก็ยิ่งดี แต่ทว่าเมื่อเห็นว่าสตรีตรงหน้าโกรธแค้นเพียงใด มุมปากมันก็สั่นกระตุกไม่อาจตัดใจกระทำ สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่กระทำเื่ต่ำช้าปานนั้นลงไป
“จะ... เ้าโจรวิปริต! ข้าจะฆ่าเ้า!” ทั้งร่างป้าจ้าวสั่นระริกด้วยความโกรธแค้น นางสะบัดมือขวากระบี่ยาวสี่เชียะก็ปรากฏในมือ กระบี่ส่องประกายสีส้มส่งเสียงหวีดหวิวยามแหวกอากาศ เพียงสะบัดมือคราเดียวก็สร้างรอยแยกบนพื้นลึกถึงหนึ่งเชียะ
ยามพลังปะทุออกจากร่างป้าจ้าว ขาขวานางก็กระทืบพื้นหนักหน่วงทิ้งหลุมรอยเท้าไว้เื้ั จากระยะหลายสิบวาหดสั้นลงในพริบตา ขณะพุ่งเข้าใส่จิ้งิเฟิงสองตานางก็สาดประกายอำมหิตหมายเอาชีวิต
“มาดาของเรา ข้าล้อเล่นเลยเถิดไปแล้ว! ได้เวลาไปแล้ว!” ขณะพลังที่สะท้านปฐีขยายครอบคลุมทั่วบริเวณ สีหน้าจิ้งิเฟิงก็แปรเปลี่ยนไป คิดหาหนทางหลบหนีก็ไม่ทันการได้แต่ถ่ายเทพลังิญญาไปเสริมพลังของสองขาเร่งความเร็วสุดชีวิต จิ้งิเฟิงราวกับสุนัขเถื่อนที่หลุดจากโซ่เหินร่างไปยังทางเข้าตรอกด้านขวา
“แม่นาง สาวใช้ท่านป่าเถื่อนเกินไปแล้ว! ในเมื่อนางยืนกรานขัดขวางทางรักของพวกเรา วันนี้ข้าก็ขอแยกไปก่อน เชื่อว่าพรหมลิขิตจะนำพาเราสองมาพบกันอีก จนกว่าจะถึงเวลานั้นอย่าได้ลืมบุรุษรูปงามเช่นข้าไปเสียก่อนล่ะ!” ยามหลบหนีด้วยอย่างจนตรอกจิ้งิเฟิงยังไม่ลืมจะตอกย้ำเป็ครั้งสุดท้าย
ป้าจ้าวไล่ตามมันอย่างเร่งร้อน แต่กระนั้นนางก็ต้องหักห้ามตนเองไม่ให้ออกกระบี่จู่โจมด้วยความโกรธแค้น เมื่อพบว่าอีกฝ่ายวางแผนจะหลบหนีไปที่ถนนอันพลุกพล่าน หากออกกระบี่จู่โจมย่อมมีโอกาสที่จะทำร้ายผู้อื่นาเ็ได้
จิ้งิเฟิงก็มีความคิดเช่นดียวกัน ดังนั้นยามที่ออกไปถึงถนนมันก็ร่ำร้องเสียงดัง “ช่วยด้วย! มีฆาตกร รีบหนีเร็ว!!”
เสียงมันส่งผลให้ทั้งถนนหยุดชะงักด้วยความงงงัน หลังจากฉวยโอกาสที่ผู้คนสับสนจิ้งิเฟิงก็ก้มตัวเบียดเข้าไปในฝูงชนอย่างว่องไว
เมื่อมาถึงปากตรอก ป้าจ้าวหยุดร่างลงด้วยความคับข้องขุ่นแค้น ขณะมองดูผู้คนตรงหน้าก็คำรามออกมาแ่เบา ขณะเดียวกันก็พยายามระงับความโกรธแค้นลงเพื่อใช้พลังิญญาแผ่ขยายออกไปค้นหาพลังิญญาของจิ้งิเฟิง ครู่ต่อมาป้าจ้าวเลิกคิ้วด้วยความตกตะลึง ก่อนจะกล่าวอย่างสับสน “มันไปแล้ว? แต่ไปอย่างไร? ไม่อาจตรวจพบแม้แต่การคงอยู่ของมัน...”
“ป้าจ้าว ท่านเป็ไรหรือไม่...”
ป้าจ้าวสะดุ้งใเมื่อได้ยินเสียงคุณหนูของนางจากด้านหลัง ขณะหันกลับไปหาหญิงสาวก็สูดลมหายใจลึกหลายคราเพื่อระงับความเดือดดาลลง หลังจากเก็บกระบี่ก็ส่งยิ้มให้แก่หญิงสาวพลางสั่นศีรษะ “ข้าไม่เป็ไร แต่คนต่ำช้านั้นกลับใช้วิธีบางอย่างซ่อนพลังิญญาเอาไว้ มันจากไปแล้ว”
หญิงสาวประหลาดใจยิ่ง เพ่งตามองผู้คนที่กลับมาเป็ปกติ ก่อนจะเอ่ยปากถาม “คนผู้นั้น... ช่างประหลาดนัก! เป็ไปได้อย่างไร... ที่จะมีผู้ฝึกปรือิญญาที่ไร้ยางอายเช่นนี้ได้...”
“เฮอะ! เ้าคนวิปริตไร้ยางอายนั่น ไม่เพียงแต่จะล่วงเกินคุณหนูอย่างไร้มารยาทแล้ว มันยัง... มันยัง...” ใบหน้าของป้าจ้าวเริ่มบูดบึ้งด้วยความโกรธแค้นอีกครา ขณะเดียวกันก็ใช้สองมือปิดทรวงอกอย่างลืมตัว นางปฏิญาณอย่างโกรธแค้นว่า “หากมันกับข้าได้พบกันอีกครา ข้าจะตัดมือทั้งสองข้างของมัน! จากนั้นกระชากปากโสโครกของมันออกจากกัน!”
“เอาเถอะป้าจ้าว ระงับอารมณ์เถอะ พวกเรากลับโรงเตี๊ยมกัน หากมันปรากฏตัวอีกครั้งท่านค่อยทุบตีสั่งสอนมัน...”
ขณะที่สตรีทั้งคู่เดินไปตามทางกลับโรงเตี๊ยม ป้าจ้าวยังส่งเสียงสบถชื่อของ‘คนต่ำช้า’นั้นครั้งแล้วครั้งเล่า ขณะที่หญิงสาวคอยกระซิบคำพูดปลอบโยน
โดยที่ทั้งคู่ไม่รู้ตัว ด้านหลังห่างออกไปราวห้าสิบวากลับมีบุรุษหนวดเครารกครึ้มผู้หนึ่งสะกดรอยตามมา มันเดินตามสตรีทั้งสองกระทั่งถึงโรงเตี๊ยม บุรุษผู้นั้นมองดูโรงเตี๊ยมชั่วครู่ก็หันกายจากไป
คนผู้นี้เดินไปยังโรงเตี๊ยมอีกแห่งที่อยู่ไม่ไกล จากนั้นเปิดห้องพักหนึ่งคืน ภายในห้องที่ปิดประตูเงียบมันนั่งที่โต๊ะและรินชาให้แก่ตนเองดื่ม สองตามันทอประกายแวววับขณะพึมพำกับตนเอง
“ข้าไม่ได้เปิดเผยพลังิญญาออกไป มิหนำซ้ำยังใช้วิชาเร้นิญญาผสานลงไปด้วย ดังนั้นพวกนางต้องเข้าใจว่าข้าพยายามซุกซ่อนพลังไว้ ฮ่า ฮ่า... เมื่อเป็เช่นนี้ก็เหมาะจะป้ายความผิดนี้ให้กับใครบางคนอย่างยิ่ง...”
มุมปากมันเหยียดยิ้มอย่างมุ่งร้าย เพียงสะบัดมือขวาอาภรณ์สตรีสีส้มก็ปรากฏขึ้น หลังจากอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะรอยยิ้มบนใบหน้ามันก็ยิ่งดูชั่วร้ายขึ้นไปอีก
“ฮี่ ฮี่ ไป๋หยุนเฟย นี่เป็ราคาที่ทำให้จิ้งิเฟิงโกรธแค้น... มาดูกันว่าจะใช้เวลาเท่าใดจึงจะขยี้เ้าได้!”
…………
ภายในโรงเตี๊ยมบนถนนฝั่งตะวันออก ระหว่างเข้าสมาธิฝึกปรือจู่ๆไป๋หยุนเฟยก็รู้สึกหนาวเย็นแผ่ซ่านไปตามกระดูกสันหลัง ส่งผลให้มันสะท้านตื่นขึ้น
“เกิดอะไรขึ้นคืนนี้กัน? ไฉนข้าจึงรู้สึกกระสับกระส่าย? ราวกับหัวใจจะกระโจนออกจากอกได้ทุกเมื่อ...”
“หรือนี่เป็เพราะการเดินทางไกล? ช่างเถอะ คืนนี้ฝึกปรือพลังเสร็จแล้ว ขอหลับให้เต็มตาเถอะ...”
