“ท่านลุง ดูท่านพูดเข้าสิ ครอบครัวเราก็มีคนหนึ่งมาจากจวนตระกูลหวงไม่ใช่หรือ ได้ยินท่านย่าบอกว่า ชุ่ยหลิวเป็ถึงบ่าวรับใช้ขั้นหนึ่งของฮูหยินใหญ่ ชงอย่างไรก็คงชงได้ดีกว่าข้าแน่นอน ได้ยินว่านางเคยเห็นทุกเื่ราว คิดว่าคงมีวิสัยทัศน์กว้างไกล”
ได้ตบหน้าเบาๆ ช่างสะใจจริงๆ!
นอกจากหลิวต้าฟู่ นางไม่ได้มีความรู้สึกที่ดีต่อคนอื่นๆ ในตระกูลหลิวแม้แต่คนเดียว!
ดวงตาของหลิวสี่กุ้ยเผยความรําคาญ
“พี่ใหญ่ เด็กน้อยไม่ประสีประสา ท่านอย่าได้ถือสาไป”
หลิวซานกุ้ยช่วยออกหน้าแทน
หลิวสี่กุ้ยจึงไม่อาจต่อว่าหลิวเต้าเซียงได้
หากบอกว่านางจงใจแกล้งทำ? แต่นางก็บอกอยู่ว่า ชุ่ยหลิวมาจากจวนตระกูลหวง ถึงอย่างไรก็ต้องรู้เื่มากกว่าเด็กชนบทเช่นนางอยู่แล้ว
หากจะบอกว่านางี้เี? นางก็ไม่ได้ี้เี กระทั่งคุณชายจวนอ๋องยังชมว่านางทำอาหารรสมือดี
ทันใดนั้นหลิวสี่กุ้ยก็รู้สึกเหมือนมีฟันงอกยาวออกมา จนปัญญาที่จะต่อว่าหลิวเต้าเซียงได้
เมื่อหลิวซานกุ้ยเห็นเช่นนี้ จึงรีบแกล้งตวาดใส่บุตรสาว “ยังยืนซื่อบื้อที่ประตูอยู่อีก รีบไปต้มน้ำในครัว ไม่เห็นหรือว่าน้องเ้าหนาวจนหน้าเขียวหมดแล้ว”
เมื่อโดนขับไล่ หลิวเต้าเซียงก็สนองตาม
ในไม่ช้านางก็รีบหายไปในห้องปีกตะวันตก รอจนเวลาอาหารค่ำจึงออกมา
แน่นอนว่าเื่ที่หลิวสี่กุ้ย้าดื่มชาลู่อันกัวเพี่ยน นางก็ไม่ได้ใส่ใจ
พริบตาเดียวก็ถึงวันที่สิบห้าค่ำ เดือนหนึ่ง
เนื่องจากครั้งนี้มีธุระที่บ้าน หลิวสี่กุ้ยจึงลากลับบ้านเป็เวลาหลายวัน
ประเพณีของราชวงศ์โจวที่ยิ่งใหญ่ หลังจากวันที่สิบห้าของเดือนแรกจึงจะนับว่าผ่านพ้นเทศกาลปีใหม่ สามารถแบกจอบทำงาน รวมถึงสามารถใช้คำพูดที่ไม่สามารถพูดใน่เดือนมงคลเดือนแรก
หลังจากรับประทานอาหารค่ำในวันที่สิบหกของเดือนหนึ่ง หลิวซานกุ้ยรู้ว่าไม่ได้เป็ที่ชื่นชอบของคนในครอบครัวเท่าใด จึงพาภรรยาและลูกๆ กลับเข้าห้องก่อน
เขามัวแต่สนใจเล่นกับบรรดาลูกๆ อยู่ครึ่งเดือน จนลืมการบ้านในตำราไปไม่น้อย
ขณะนี้ในห้องปีกตะวันตก หลิวซานกุ้ยกำลังพลิกอ่านคัมภีร์หลุนอวี่ ตอนนี้เขาชอบสอนบุตรสาวตนเอง ดังที่ในตำรากล่าวไว้ว่า การอ่านทบทวนมักได้ความรู้ใหม่เสมอ
ทุกครั้งที่เขาได้ถ่ายทอดให้บุตรสาวทั้งสอง ความเข้าใจที่มีต่อเนื้อหาในตำราก็ลึกซึ้งมากขึ้น
หลิวเต้าเซียงถามด้วยสีหน้ากังวลว่า “ท่านพ่อ ท่านปู่กับลุงใหญ่ ลุงรองและอาสี่กำลังพูดคุยกันในห้องโถง ท่านจะไปนั่งด้วยหรือไม่”
หลิวซานกุ้ยไม่ได้พูดอะไร
สภาพจิตใจของเขาเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน หลังจากที่ทำงานหนักมาทั้งวัน เขาอยากจะเข้านอนเร็วหน่อย!
หลิวสี่กุ้ยและหลิวเหรินกุ้ยเป็พวกเ้าแผนการ ไม่แน่ว่าเมื่อสองคนรวมกันอาจจะคิดแผนชั่วอะไรขึ้นมาได้อีก
หลิวเต้าเซียงไม่รู้เลยว่าตนเองกำลังเข้าใกล้สู่ความจริงแล้ว
ในห้องโถง ท่ามกลางหมอกควัน หลิวต้าฟู่นั่งอยู่ที่โต๊ะและกำลังก้มศีรษะสูบยาสูบอยู่
เขามีท่าทางเคร่งเครียด และดูไม่ค่อยสบายใจนัก!
เสียงประตูไม้ดังเอี๊ยดทําลายความเงียบสงบในห้องโถง
หลิวฉีซื่อเดินออกมา สวมเหมียนอ๋าวตัวยาวและยกน้ำชาร้อนมาหนึ่งถ้วย
สถานการณ์เช่นนี้นางจำเป็ต้องแสดงตัว หากไร้ซึ่งนาง การปรึกษาและตัดสินใจคงเป็อันเปล่าประโยชน์
หลิวฉีซื่อพอใจกับสายตาที่ทุกคนมองมา นางเดินอย่างวางมาดแล้วนั่งลงข้างหลิวต้าฟู่
หลิวต้าฟู่รีบลุกขึ้นยืนเพื่อช่วยนางขยับเก้าอี้และรอให้นางนั่งลง
โดยปกติแล้วเวลาที่ต้องเจรจาเื่ใหญ่โต หลิวฉีซื่อจะไม่ให้ชุ่ยหลิวเข้ามาอยู่ด้วย
นางสั่งให้ชุ่ยหลิวไปต้มน้ำร้อนให้นายผู้ชายทั้งหลายในบ้าน
ซึ่งจำนวนของผู้ชายน้อยใหญ่ในห้องนี้ ชุ่ยหลิวต้องใช้เวลาในการต้มน้ำสักระยะหนึ่ง
“ท่านแม่!”
“ท่านย่า!”
ผู้ชายน้อยใหญ่ทั้งหลายรอจนนางนั่งลง แล้วก็ขานเรียกนางอย่างพร้อมเพรียง
หลิวฉีซื่อพยักหน้าอย่างพอใจและเอ่ยว่า “มาเริ่มกันเลย”
คนแรกที่พูดคือหลิวสี่กุ้ย เขากระแอมขึ้นมาแล้วมองไปยังน้องชาย บุตรชายและหลานชายตนเอง จากนั้นจึงเอ่ย “ก่อนอื่นข้าจะบอกว่า จื้อเซิ่งของเราสอบผ่านถงเซิงแล้ว”
เมื่อเขาเอ่ยปาก ทุกคนก็แสดงสีหน้าแตกต่างกันไป
เนื่องจาก่ปีใหม่แต่ละคนต่างไปเยี่ยมเยียนญาติมิตรสหาย ่เวลานั้นจึงลืมถามไถ่เื่นี้ จวบจนตอนนี้ที่หลิวสี่กุ้ยได้พูดออกมา
หลิวต้าฟู่ดีอกดีใจ ส่วนหลิวฉีซื่อมีสีหน้าได้ใจ นางมีเื่ให้ไปโอ้อวดกับฮูหยินเซียงเซินอีกแล้ว
ครอบครัวหนึ่งมีถงเซิงถึงสามคน ใครรู้เข้าก็คิดว่าตระกูลหลิวต้องรุ่งโรจน์เป็แน่
ใบหน้าของหลิวเหรินกุ้ยกระตุกเล็กน้อยก่อนจะเค้นรอยยิ้มออกมาและกล่าวแสดงความยินดี
หลิวจื้อไฉแสดงท่าทีได้ใจ จากนั้นก็ส่งเสียงหัวเราะตามบิดาของตน
เขานึกเปรียบเทียบในใจ หลิวจื้อเซิ่งอายุสิบสามแต่เพิ่งจะสอบผ่านถงเซิง มีอะไรน่าดีใจ
เพียงแต่ปากก็เอ่ยแสดงความยินดีกับครอบครัวลุงใหญ่ไปด้วย
ใบหน้าของหลิววั่งกุ้ยดูไม่ค่อยดีนัก เดิมทีผิวหน้าที่ขาวอยู่แล้วก็ยิ่งซีดขาวไปอีก
มือคู่นั้นที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกำหมัดแน่น ช่างน่าขายหน้าเหลือเกิน มีเื่ให้ขายหน้ากว่านี้อีกหรือไม่!
ส่วนหลิวสี่กุ้ยดีใจจนยิ้มไม่หุบ
สำหรับจุดประสงค์ของการคุยในวันนี้คืออะไร ทั้งสามพี่น้องต่างมีความคิดเดียวกัน เพิ่งพ้นจากวันที่สิบห้าก็รีบร้อนอยากคุยเื่แยกบ้าน
หลิวสี่กุ้ยพูดเื่หลิวจื้อเซิ่งสอบติดถงเซิงเพียงแค่้าให้ทุกคนดีใจกันก่อน เพราะตอนที่เอ่ยเื่แยกบ้าน รอยยิ้มบนใบหน้าคงไม่ได้ชัดเจนเช่นนี้แล้ว
พวกเขาเชื่อว่ามารดาของตนคงไม่้าเห็นพวกเขาอารมณ์ดีและทำหน้าระรื่น
หลิวฉีซื่อหัวเราะอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ดีแล้ว บ้านเรามีบุญ ลูกหลานเก่งกันทุกคน นี่เป็เื่ดี”
“ท่านแม่ นอกจากน้องสาม จื้อเอ๋อร์กับหลานชายครอบครัวพี่ใหญ่ก็เก่งมาก ดูท่าแล้ว ครอบครัวเราคงจะเจิดจรัสเป็แน่”
นี่เป็การปูเื่เพื่อจะเปิดหัวข้อการแยกบ้าน
หลิวเหรินกุ้ยกับหลิววั่งกุ้ยมีความสัมพันธ์ที่ดี แล้วยังไปมาหาสู่ใกล้ชิดกับหลิวสี่กุ้ย ไม่ว่าบ้านใดได้ดี ครอบครัวเขาเองก็คงมีส่วนได้รับผลประโยชน์ด้วย
“พี่สามไม่มีคนสืบสกุล หลังจากนี้ข้าจะลงสนามสอบ หรือไม่ก็รีบคุยเื่หมั้นหมายให้ชิวเซียงกับเต้าเซียง จะได้ง่ายกับครอบครัวเรา”
หลิววั่งกุ้ยยิ้มอย่างเืเย็น ไม่ได้คำนึงถึงสัมพันธ์ทางสายเืแต่อย่างใด
เื่หมั้นหมายที่ว่ามานั้นเป็เพียงการช่วยให้เขาเข้าสู่หนทางการเป็บัณฑิต โดยการยกหลานสาวของตนให้เป็ภรรยาน้อยของผู้อื่น
หลิวฉีซื่อวาดหวังอย่างแน่วแน่ว่าจะยกระดับสถานะของตนเอง จึงเห็นด้วยกับคำพูดของหลิววั่งกุ้ย
“เื่นี้ค่อยๆ ถกกันทีหลังย่อมได้ ยังไม่รีบ ก่อนที่จะคุยเื่หมั้นหมายของพวกนาง ก็ต้องหาว่าที่เ้าสาวให้เ้าและรอน้องสาวเ้าออกเรือนไปก่อน ยิ่งไปกว่านั้น ไม่แน่ว่าคุณชายน้อยท่านนั้นอาจจะมาเมื่อไรก็ได้”
หลิววั่งกุ้ยเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าหลิวเต้าเซียงทำอาหารถูกปากคุณชายสูงศักดิ์ท่านนั้น
“ชิวเซียงเองก็โตแล้ว เช่นนั้นก็ควรให้นางแต่งก่อน!”
เขาได้ยินมาว่ามีคนมากมายที่จะลงสอบในปีหน้า หลิววั่งกุ้ยจึงอยากรับประกันความปลอดภัย จึงเสนอความคิดนี้ขึ้นมา
หลิวฉีซื่อโบกมือ “ไม่ต้องร้อนใจไป เ้าเพียงแค่ตั้งใจเล่าเรียน นับประสาอะไรกับซิ่วไฉ ต่อไปแม่แค่ขอให้ทางจวนตระกูลหวง่ทำเื่ให้ย่อมได้”
นางรู้สึกว่าลำพังการสอบซิ่วไฉ หากจัดการให้หลิวชิวเซียงแต่งออกไป เช่นนี้เป็การใช้ของสิ้นเปลือง อาวุธที่ดีต้องเก็บไว้ใช้ยามจำเป็
หลิวสี่กุ้ยสบตากับหลิวเหรินกุ้ย
นิสัยของหลิวสี่กุ้ยมีความคล้ายคลึงกับหลิวฉีซื่อ ชอบคิดมากกับทุกเื่เพราะกลัวว่าตนเองจะเสียเปรียบ
ส่วนหลิวเหรินกุ้ยเป็คนที่เห็นคนจะพูดภาษาคน เห็นผีก็พูดภาษาผี
คําพูดของหลิวฉีซื่อทําให้ทั้งคู่ไม่ค่อยชอบใจนัก หลิวเสี่ยวหลันคือผู้าุโน้อยก็จริง แต่ก็ไม่ควรเอาเื่ที่หลิวเสี่ยวหลันยังไม่ได้แต่งงานมาทำให้บุตรสาวของตนเสียเวลา
เมื่อได้ยินคำพูดของหลิวฉีซื่อ เช่นนี้ก็เท่ากับเอาบุตรสาวของพวกเขาไปเติมเต็มอนาคตของน้องสี่ไม่ใช่หรือ?
ทั้งคู่เป็คนที่มีบุตรชายเช่นกัน จึงไม่มีทางยอมเสียเปรียบหลิววั่งกุ้ย
โชคดีที่วันนี้จะพูดเื่แยกบ้านเป็หลัก หลังจากแยกบ้านแล้ว เื่งานแต่งของบุตรจะยกให้บิดามารดาเป็ผู้ตัดสินใจ
ด้วยเหตุผลบางประการ ในเื่นี้หลิวสี่กุ้ยกับหลิวเหรินกุ้ยจึงไม่ได้จงใจไปสะกิดใจหลิววั่งกุ้ย
“ท่านแม่ ข้าว่ารอน้องสี่สอบซิ่วไฉแล้ว สมควรหาคู่ครองได้แล้ว เช่นนี้เมื่อมีความช่วยเหลือจากข้างนอก คิดว่าต่อไปน้องสี่คงก้าวย่างดุจเมฆที่ล่องลอย ยิ่งไปกว่านั้นหลานชิวเซียง ข้าว่าคงคล้ายกับพ่อแม่นางนั่นแล”
หลิวสี่กุ้ยเป็พี่คนโต คำพูดของเขานั้นหลิวฉีซื่อค่อนข้างรับฟัง
เช่นเดียวกับเวลานี้ หลิวฉีซื่อฟังคำพูดของเขาแล้วรู้สึกว่ามีเหตุผล ถึงอย่างไรก็อยู่กันคนละฝั่ง หัวใจก็ห่างกันยิ่งนัก หากนางเด็กนี่ทำเื่ผิดพลาดและทำลายอนาคตของบุตรชายตนเอง เช่นนั้นคงไม่คุ้ม
หลิวเหรินกุ้ย้าหาสามีที่ดีให้แก่หลิวจูเอ๋อร์ ต่อไปจะได้ช่วยเหลืออุ้มชูน้องชายทั้งสอง ด้วยเหตุนี้จึงโน้มน้าวอีกแรง “นั่นสิ ท่านแม่ ข้าว่าเราค่อยๆ หาไป หากมีที่เหมาะสม ท่านแม่ค่อยบอกมาก็ได้”
ปีนี้ หลิวฉีซื่อไม่เคยรู้สึกว่าทำสิ่งใดแล้วจะราบรื่นเท่านี้มาก่อน
“เห็นทีครอบครัวเรากำลังจะยกระดับขึ้นมาแล้ว”
ขณะที่พูดเช่นนี้ นางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วหันไปทางหลิวสี่กุ้ย
“สี่กุ้ย เื่คราวก่อนที่เ้าพูด ข้ากับพ่อของเ้าตกลงกันแล้ว”
หมายความว่าหลิวต้าฟู่เห็นด้วยแล้วหรือ?
หลิวฉีซื่อพยักหน้าเงียบๆ
นางดีใจที่ได้ฟังคำโน้มน้าวของบุตรชายคนโตเื่ยกบ้านพร้อมกับที่ดินหนึ่งไร่ให้หลิวซานกุ้ย
หลิวสี่กุ้ยมองไปที่หลิวต้าฟู่ที่กําลังสูบยาสูบ จากนั้นขมวดคิ้วเล็กน้อย เหมือนว่าบิดาของตนจะชื่นชอบการสูบยาสูบมากกว่าที่คิด
“ท่านพ่อ ตอนนั้นข้าปรึกษากับท่านแม่ คิดว่าน้องสะใภ้สามให้กำเนิดแต่บุตรสาว ท่านดูสิ ทั้งสามคนล้วนเป็ผู้หญิง ต่อไปหากเกิดพวกเขาสองคนจากไป ข้าจะให้เซิ่งเอ๋อร์ช่วยเผากระดาษและส่งดวงิญญาขึ้นเขา เื่นี้ท่านพ่อวางใจได้
หลังจากหลิวต้าฟู่ได้ฟังจึงเอ่ย “ในเมื่อเ้าพูดเช่นนี้ พ่อเชื่อว่าเ้าคงไม่กลับคำพูด ตระกูลหลิวของเราแม้จะไม่ใช่ตระกูลขุนนาง บรรพบุรุษก็ไม่เคยมีใครที่ร่ำรวยยิ่งใหญ่ เป็เพียงคนทำไร่ทำนา ชีวิตก็ถือว่าพอไปได้ ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนคนข้างนอกที่พบเจอกับความยุ่งวุ่นวาย ครอบครัวเราควรจะทำทุกอย่างให้มันถูกต้องสมควร ไม่ว่ามนุษย์จะทำอะไร ์ย่อมเห็นทั้งสิ้น”
หลิวสี่กุ้ยรีบตอบว่า “ท่านพ่อพูดถูกต้อง ลูกจำไว้แล้ว”
“พวกเ้าทุกคนต่างก็ได้ดิบได้ดี พ่อเองก็ดีใจนัก ต่อไปเกิดลงไปในปรภพ จะได้มีหน้าไปพบเจอกับบรรพบุรุษของพวกเ้า แต่ว่าน้องสามเ้าวาสนาไม่ดี ชั่วชีวิตนี้คงต้องอยู่แต่ในหมู่บ้านสามสิบลี้ อย่างน้อยเขาก็มีลูกสาวสามคน ทั้งห้าคนมีที่ดินเพียงหนึ่งไร่ก็น้อยไป ต้องแบ่งเพิ่มอีกสักไร่ ส่วนที่นาหนึ่งไร่นั้น ข้าคุยกับแม่เ้าว่าจะเอาออกมาจากยี่สิบห้าไร่ในส่วนของเรา”
หลิวต้าฟู่รู้ดีว่าในสถานที่ใหญ่โตข้างนอกมีค่าใช้จ่ายมากกว่า แต่การอยู่ในชนบทก็มีข้อดีของมัน
ดังนั้นในตอนที่หลิวฉีซื่อคัดค้านไม่ให้หลิวซานกุ้ยเล่าเรียน เขาจึงเห็นด้วย
เขารู้สึกว่าบรรพบุรุษของตระกูลหลิวทำเกษตรกรรมมาทุกรุ่น จำเป็ต้องมีการส่งต่อ และไม่ควรหยุดลงที่รุ่นเขา
โชคดีที่หลิวซานกุ้ยเป็เด็กที่ซื่อสัตย์และฟังการโน้มน้าวของเขา
อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่้าปฏิบัติต่อหลิวซานกุ้ยอย่างเลวร้ายเกินไป
-----
