~ ด้านนอกถ้ำหยวนหยาง ~
ใกล้เคียงกับแท่นเคลื่อนย้ายสีขาวขนาดใหญ่ที่สามารถจุได้หลายร้อยคน เหนือแนวกั้นโขดหินที่ราบลุ่มเผยให้เห็นกลุ่มบุคคลในอาภรณ์สีดำขรึมทั้งหกกำลังนั่งสมาธิเข้าฌาณเพื่อรักษาอาการาเ็ โดยมีชายวัยกลางคนกำลังนั่งเฝ้ามองจากเื้ัด้วยสีหน้าหน่ายๆ
พวกเขาคือกลุ่มเยาวชนทั้งหกของตระกูลตงฟางที่ถูกตัดสิทธิ์ไปก่อนหน้านี้ แต่แล้วผู้าุโของตระกูลตงฟางกลับมิได้ติเตียนหรือดุด่าสิ่งใด เขาแค่ถอนหายใจเบาๆเท่านั้น
เป็ที่เข้าใจได้ว่าตระกูลตงฟางมีชื่อเสียงและความถนัดในฐานะมือสังหารเด่นชัด ดังนั้นแล้วหากเป็การแข่งขันปกติโดยมิได้สังหารผู้ใด จะกลับกลายเป็เื่ที่ยากยิ่งสำหรับตระกูลตงฟาง ฉะนั้นพวกเขาจึงไม่ได้เอาแน่เอานอนกับผลลัพธ์ในวันนี้มากนัก
"เพื่อนคนนั้นช่างน่ากลัวจริงๆ" ตงฟางกั๋วลืมตาขึ้นหลัังจากฟื้นฟูร่างกายจนสมบูรณ์ เขาอดไม่ได้ที่จะสั่นเทาเมื่อนึกถึงการเผชิญหน้าสามต่อหนึ่งกับหลี่ชิงหยุนเมื่อครู่
"นายน้อย บุรุษผู้นั้นเป็ปีศาจ แม้นว่าเราจะไม่เคยพบเจอเขามาก่อน แต่ทางที่ดีอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับมันดีกว่า" ชายร่างบางเองก็พยักหน้าเห็นด้วยเช่นกัน
ชายร่างอ้วนทอดถอนหายใจ "ทักษะของคนผู้นั้นช่างลึกล้ำ แม้แต่ทักษะปกปิดลมหายใจของพวกเราก็มิอาจเทียบเคียงกับคนผู้นั้นได้"
"หืม? พวกเ้ากำลังหมายถึงชายหนุ่มอาภรณ์สีขาวนั่นงั้นหรือ?" ผู้าุโตงฟางได้ยินการสนทนาระหว่างทั้งสามก็สอดแทรกคำถามอย่างสนใจ
ตงฟางกั๋วพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม "ถูกต้อง หากจะให้พูดตามตรง คนผู้นั้นมีคุณสมบัติของมือสังหารมากกว่าข้าเสียอีก สัญชาตญาณบอกกับข้าว่าบุรุษผู้นั้นเกิดมาเพื่อเป็เครื่องจักรสังหาร!"
ผู้าุโตงฟางแลดูประหลาดใจไม่น้อย "โอ้? แม้แต่เ้าก็ยังต้องปริปากชมเชย หายากยิ่งนักที่เ้าจะยอมรับความพ่ายแพ้ด้วยตนเองเช่นนี้"
ตงฟางกั๋วนึกคิดในใจ 'คนบ้าผู้นั้นสามารถนำแม้กระทั่งเส้นผมมาเป็อาวุธได้ ผู้ใดบ้างที่จะริอาจทำเื่บ้าบอเช่นเขา'
ก่อนที่เขาจะพยักหน้าและแสดงความคิดเห็น "แม้นว่าข้าจะไม่สามารถััถึงจิตสังหารของเขาได้ แต่ทุกท่วงท่าและทุกการเคลื่อนไหวของเขาไร้ที่ติและสมบูรณ์แบบมาก..."
ถัดไปไม่ไกลนักเยว่หลิวลี่อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นเยว่หลิงเสวี่ย เยว่หานยี่และเยว่นู๋จากภาพฉายร่วมกับตระกูลกู่ในสภาพที่ไม่มีสิ่งใดร้ายแรงเกิดขึ้น สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าตระกูลเยว่ก็ได้รับสิทธิ์ในการเข้าสู่ตำหนักน้ำพุิญญาเช่นกัน
แม้นว่าในใจยังมิอาจตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างเยว่หลิงเสวี่ยและชายหนุ่มอาภรณ์สีขาวได้ ว่าเหตุใดเยว่หลิงเสวี่ยที่รังเกียจบุรุษจนแทบจะคลื่นไส้กลับแลดูสนิทสนมกันได้ถึงเพียงนี้?
แต่ทว่าเมื่อชายหนุ่มผู้นั้นได้ช่วยเยว่หลิงเสวี่ยในการรับตราสีเงินจากเฉียนหวน นางก็โล่งใจไปได้เปราะหนึ่ง ส่วนเหตุผลนั้นจำต้องไถ่ถามหลังจากที่เยว่หลิงเสวี่ยออกมา
ด้านข้างสมาชิกตระกูลเยว่อีกสามคนที่ถูกกำจัดก่อนหน้าก็อดไม่ได้ที่จะมองหน้ากันอย่างปิติยินดี เพียงเท่านี้สิทธิ์ในการเข้าสู่ตำหนักน้ำพุิญญาก็สัมฤทธิ์ผลตามความ้า
"พี่สาวแข็งแกร่งมาก" สมาชิกตระกูลเยว่ผู้หนึ่งกล่าวอย่างเทิดทูนบูชา
"อัจฉริยะที่บรรลุระดับการฝึกฝนรวดเร็วที่สุดในราชวงศ์จี ซ้ำยังสามารถบรรลุทักษะเทวะจันทราได้สมบูรณ์แบบเช่นนี้ ในเยาวชนรุ่นเดียวกันคงไม่มีผู้ใดจะเอาชนะพี่สาวไปได้เป็แน่" สตรีอาภรณ์สีเขียวอ่อนพยักหน้าเห็นด้วย
ไม่จำเป็ต้องกล่าวถึงตระกูลกู่ ทั้งหนิงหยางและหนิงฉุ่ยกำลังส่งเสียงเชียร์อย่างสนุกสนานด้วยสีหน้าปลาบปลื้ม
"น้องชายน้อย ช่างหล่อเหลาและแข็งแกร่งจริงๆ..." หนิงฉุ่ยปิดปากหัวเราะอย่างมีเสน่ห์ "หนิงหยาง เ้ามองเห็นสีหน้าที่หวาดกลัวในวินาทีสุดท้ายของเ้าเฉียนหวนหรือไม่?"
หนิงหยางกล่าวพร้อมพยักหน้าอย่างทะเล้น "สีหน้าของมันราวกับเห็นผีอย่างไรอย่างนั้น"
กู่หลิงเจี้ยนกอดอกพยักหน้าด้วยรอยยิ้มแจ่มใส ตนรู้อยู่แล้วว่าตัวแปรหลักของตระกูลกู่ในครั้งนี้อยู่ที่หลี่ชิงหยุนเพียงผู้เดียว
ั้แ่การทำลายข้อจำกัดระดับ 6 ซ้ำยังสามารถวางข้อจำกัดอาณาเขตระดับ 6 เพิ่มเติมได้ เป็สิ่งที่ตนก็ยังไม่กล้าที่จะคิดมาก่อนว่าความสามารถหลากหลายจะมาอยู่ในร่างของคนๆเดียว
เจตนากระบี่!
พลังปราณที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว!
ไหนจะพลังิญญาที่แม้แต่ข้อจำกัดระดับ 6 ก็มิอาจต้านทานได้แม้นหนึ่งลมหายใจ!
กู่หลิงเจี้ยนเองก็ไม่รู้จะสรรหาคำกล่าวใดมาบ่งชี้ถึงอัตลักษณ์ของหลี่ชิงหยุนได้นอกเสียจากคำว่า 'อัจฉริยะที่ชั่วร้ายแห่งยุค!'
กู่เย่และกู่ิลูบเคราอย่างยินดีด้วยรอยยิ้มมุมปาก เป็อีกคราที่ตระกูลกู่กอบกู้ชื่อเสียงของอัจฉริยะรุ่นเยาว์ไว้ได้
ต้องเข้าใจว่าตำหนักน้ำพุิญญานั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาในอนาคต มันจะช่วยสร้างรากฐานทางพลังิญญาได้ ซ้ำยังสามารถช่วยพัฒนาเส้นทางการฝึกยุทธ์ได้อย่างไร้ขีดจำกัด
ต้องบอกว่าการแสดงออกของสามตระกูลไม่มีสิ่งใดติดขัด
เว้นเสียแต่ตระกูลเฉียนที่แทบจะลุกเป็ไฟ!
ผลงานในครั้งนี้ส่งผลให้ชื่อเสียงของตระกูลเฉียนเป็ไปในทางลบมากขึ้น ั้แ่การเข้าควบคุมสัตว์อสูร แม้นว่าจะไม่มีกฏข้อห้าม แต่ก็นับว่าน่าอับอายยิ่งเพราะแม้นจะใช้วิธีสกปรกเช่นนี้ก็มิอาจคว้าชัยกลับมาได้
เฉียนเฟิงหลัวมองไปยังเฉียนหวนด้วยสีหน้าเ็าราวกับไม่พอใจอย่างยิ่งสำหรับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
เฉียนเฟิงหลัวกล่าวราวกับว่ากำลังจะกลืนกินเขาทั้งเป็ "เฉียนหวน ข้าผิดหวังในตัวเ้าจริงๆ ชื่อเสียงของตระกูลเฉียนคงจะถูกทำลายเป็แน่หากมันต้องตกอยู่ในมือของเ้าในภายภาคหน้า"
เยาวชนตระกูลเฉียนทั้งหมดก้มหน้าลงอย่างละอายใจและไม่มีผู้ใดกล่าวสิ่งใดต่อต้าน
เฉียนหวนทำได้เพียงแค่ก้มหน้าลงกัดฟันกรอดโดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
เห็นได้ชัดว่าอารมณ์โกรธแค้นและไม่เต็มใจกำลังถาโถมโหมกระหน่ำในจิตใจของมันจนตับแทบจะะเิ!
[หากไม่ใช่เพราะไอ้หนุ่มหน้าหวานผู้นั้น ข้าจะตกอยู่ในสภาพนี้ได้อย่างไร?]
หลี่ชิงหยุนได้ทำการขัดขวางและสะบั้นศีรษะของพยัคฆ์ทมิฬคราแรก ส่งผลให้เฉียนหวนไม่มีทางเลือกอื่น จนจำเป็ต้องหลบหนีหางจุกตูดไปเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีอีกระลอก
แต่แล้วผู้ใดจะคาดคิดว่าในขณะที่มันกำลังจะหลบหนีอีกครา และโอกาสการเข้าสู่ตำหนักน้ำพุิญญาที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม กลับเป็ชายหนุ่มอาภรณ์สีขาวผู้เดิมที่ขัดขวางตนจากการหลบหนี ซ้ำยัง่ชิงตราสีเงินและทำลายหยกของมันโดยไม่ลังเล!
และมันยังเชื่อว่าเหตุผลที่หยกหลบหนีไม่ทำงานในยามนั้น ต้องเกิดจากฝีมือของชายผู้นั้นอย่างแน่นอน เพราะหยกหลบหนีของมันสามารถใช้งานได้ตลอดเวลา และไม่เคยข้อผิดพลาดแม้แต่ครั้งเดียว
ทว่าเมื่อชายหนุ่มปรากฏตัวขึ้น หยกหลบหนีกลับไม่ทำงานเสียอย่างนั้น
และข้อจำกัดที่ตนวางไว้ก็มิอาจหยุดยั้งหลี่ชิงหยุนได้
ดังนั้นแล้วคำตอบเดียวที่พอจะรองรับสาเหตุทั้งหมดได้นั้น ต้องเกิดจากหลี่ชิงหยุนทั้งสิ้น!
ความเคียดแค้นของเฉียนหวนทั้งหมดได้มุ่งเป้าไปยังหลี่ชิงหยุนเพียงผู้เดียว!
เนื่องจากหลี่ชิงหยุนไม่ได้เป็ส่วนหนึ่งของตระกูลดั้งเดิม และเขาเป็แค่เพียงผู้คนจากราชวงศ์อื่นเท่านั้น ดังนั้นแม้นว่าตนจะระบายความโกรธกับเขาเพียงใด ก็คงไม่มีผู้ใดยื่นหน้าปกป้องเขาอย่างแน่นอน
แววตาของเฉียนหวนเป็สีแดงจากความอาฆาตมาดร้าย แผนการชั่วร้ายกว่าสิบแผนผุดขึ้นมาในหัวของมันอย่างไหลลื่น
ทว่ามันจำต้องตอบกลับเฉียนเฟิงหลัวไปด้วยข้อแก้ตัวสารพัด "ขออภัยด้วยผู้าุโ พวกมันรวมกลุ่มกันมากเกินไปและข้ามิอาจหนีรอดจากพวกมันได้จริงๆ"
"โดยเฉพาะชายหนุ่มผู้นั้น..." เฉียนหวนได้โยนความผิดทั้งหมดตกอยู่ที่ศีรษะของหลี่ชิงหยุนเพียงผู้เดียว
ทุกตระกูลด้านนอกต่างก็กำลังกล่าวถึงหลี่ชิงหยุนทั้งสิ้น หากจะกล่าวได้ว่าตัวแปรที่สำคัญของชัยชนะครานี้ของตระกูลกู่คือหลี่ชิงหยุนอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
ชายวัยกลางคนที่กำลังฟังเฉียนหวนอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะเย้ยหยัน "เฮ้! เ้าเฒ่าเฉียน นี่เป็เพียงแค่การแข่งขันระหว่างรุ่นน้องเท่านั้น ไฉนเ้าจึงได้อารมณ์เสียเช่นนี้? เป็ไปได้หรือไม่ว่าตระกูลเฉียนไม่้ายอมรับความพ่ายแพ้แม้นจะใช้วิธีสกปรกแล้วก็ตาม?"
"ตระกูลเฉียนของเ้าแพ้ไม่เป็หรืออย่างไร? เมื่อพ่ายแพ้และไม่พอใจ เ้าก็กล่าวโทษแก่เยาวชนเช่นนี้ ต้องกล่าวว่าความไร้ยางอายของตระกูลเฉียนไม่เป็สองรองใครอย่างแท้จริง" คำพูดคำจาราวกับยาพิษของชายวัยกลางคนสาดใส่อย่างไม่หยุดยั้ง เฉียนเฟิงหลัวเหลือบมองด้วยสีหน้าเ็า แววตาสีดำลึกล้ำคู่นั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหารจนทำให้ผู้คนรอบๆรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง
"เ้ากล่าวอ้างถึงตระกูลเช่นนี้... เป็ไปได้ไหมว่าเ้า้าก่อาระหว่างตระกูล?" เฉียนเฟิงหลัวกัดกล่าวฟันกล่าวด้วยสีหน้าเย็นเยียบ ทุกถ้อยคำของมันอัดแน่นไปด้วยจิตสังหารที่แทบจะปะทุทุกขณะ
"หึ! คิดว่าพ่อคนนี้จะกลัวเ้าหรือไม่!?" พลังปราณที่อัดแน่นไปด้วยจิติญญาแห่งวีรชนะเิออกประดุจการปะทุของูเาไฟ กระแสพายุโหมกระหน่ำโดยมีร่างหนึ่งอยู่กึ่งกลาง ง้าวสีทองยาวสองเมตรปรากฏขึ้นประดุจแม่ทัพา ชายวัยกลางคนยืดง้าวชี้หน้าเฉียนเฟิงหลัวอย่างเหยียดหยาม
"พอได้แล้ว! นี่เป็เพียงแค่เกมของเด็กๆเท่านั้น…" ชายชราปิดตำราในมืออย่างสงบ ก่อนจะสอดส่องหางตาไปยังชายวัยกลางคน "หยูอู่เหลียง เ้าเองก็ด้วย อย่าให้มันมากนัก"
"ฮึ่ม!" หยูอู่เหลียงดึงง้าวกลับคืน ทว่าสายตาเหยียดหยามยังคงจดจ้องไปยังเฉียนเฟิงหลัวราวกับกำลังยั่วยุเขาให้ได้อย่างไรอย่างนั้น
ชายชราอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย สองคนนี้ต่างก็เป็อริกันมาเนิ่นนาน เมื่อเจอะเจอหน้ากันก็จะเป็เช่นนี้ทุกครา
"ดูเหมือนว่าองค์หญิงน้อยจะไม่ได้รับอันตรายใดๆ" หญิงชราด้านข้างถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อมองไปยังภาพฉายลานหิมะขนาดใหญ่
"ดูเหมือนจะเป็เช่นนั้น" ชายร่างเตี้ยยกมุมปากโค้งขึ้น
"แม้นว่าองค์หญิงน้อยจะไม่ได้สิ่งใดติดมือกลับมา หากแค่เพียงนางได้รับประสบการณ์ในโลกที่โหดร้ายเช่นนี้ได้ ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว" แววตาของหญิงชราเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกสงสารต่อองค์หญิงน้อย
องค์หญิงจีชิงอี้ไม่ได้รับรู้ความเป็จริงและสัจธรรมของโลกใบนี้มากนัก ที่พวกเขานำจีชิงอี้มาในครั้งนี้ ก็เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเข้าร่วมสำรวจมิติโบราณที่กำลังจะเกิดขึ้น
ต้องเข้าใจว่าการเข้าสำรวจมิติโบราณนั้น เป็สิ่งที่อันตรายอย่างยิ่งและมีโอกาสตายสูงมาก ดังนั้นหากเป็หญิงสาวบริสุทธิ์ที่อ่อนต่อโลกก็มิอาจอยู่รอดในสถานที่ที่โหดร้ายได้เป็แน่
อีกด้านหนึ่งชายชราพลางเก็บตำราก่อนจะปรากฏขึ้นเบื้องหน้ากู่หลิงเจี้ยนด้วยความเร็วดุจดั่งเงาไร้ภาพติดตา
ชายชราผู้นี้นามว่าเหวินเหรินซู เขากล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม "นายน้อยกู่ ชายชราผู้นี้มีเื่อยากจะถามสักสองสามข้อ ไม่ทราบว่าเ้าพอจะมีเวลาหรือไม่?"
เมื่อเห็นร่องรอยและแววตาที่จริงจังของชายชรา กู่หลิงเจี้ยนอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นไปชั่วขณะ "นะ-แน่นอน ผู้าุโเหวินท่านสามารถถามข้าได้"
เหวินเหรินซูพยักหน้าอย่างเป็มิตรก่อนจะเอื้อนถามอย่างสงสัย "บุรุษอาภรณ์สีขาวผู้นั้นเป็ใครกัน? แล้วเขามีที่มาอย่างไร?"
กู่หลิงเจี้ยนประหลาดใจเล็กน้อยก่อนจะถามซ้ำเพื่อความแน่ใจ "ผู้าุโ ท่านกำลังหมายถึงหลี่ชิงหยุนหรือไม่?"
เหวินเหรินซูผงกศีรษะเบาๆ
กู่หลิงเจี้ยนตอบอย่างตรงไปตรงมา "แท้จริงแล้ว ข้าเคยเจอเขาแค่เพียงครั้งเดียวเท่านั้นในขณะที่ข้าเดินทางไปทั่วอาณาจักรเพื่อตามหาผู้ที่รักษาพลังปราณสีดำที่แทรกซึมเข้าสู่เส้นลมปราณของข้า ขณะนั้นหลี่ชิงหยุนเป็เพียงผู้าุโรับเชิญจากสมาคมการแพทย์ของเขตหยวนและข้าก็บังเอิญพบเจอเขาที่นั่น และด้วยที่เขา้าแกนกลางสัตว์อสูรสายเืั เขาจึงช่วยขับปราณสีดำให้แก่ข้าเพื่อเป็การแลกเปลี่ยน... หากจะพูดตามตรงข้าก็ไม่ทราบมาก่อนเช่นกันว่าทักษะด้านศิลปะการต่อสู้ของเขาจะแพรวพราวถึงเพียงนี้ ข้ารู้จักเขาในฐานะแพทย์ระดับ 5 ที่อายุน้อยที่สุดเท่านั้น"
"หืม? แพทย์ที่อายุน้อย? บุรุษผู้นั้นมีอายุเท่าใดกัน?" เหวินเหรินซูลูบเครา พร้อมหรี่ตาเอ่ยถาม
"เขาเพิ่งจะอายุ 15 ปี" กู่หลิงเจี้ยนตอบกลับด้วยเสียงต่ำ
"เ้าพูดว่าอะไร!? 15 ปี! แพทย์ระดับ 5 เมื่ออายุ 15 ปี! ซ้ำยังเป็ผู้ฝึกฝนระดับลมปราณโลก! อีกทั้งเขายังเป็ผู้ที่บรรลุสภาวะเต๋าอีกด้วย... จะเป็ไปได้อย่างไรที่หลายคุณลักษณะเด่นจะปรากฏขึ้นในคนๆเดียว?" ด้วยความตกตะลึงจนสุดขีด เหวินเหรินซูเผลอกระชากเคราจนหลุดออกมาสี่เส้น
เป็ที่ทราบกันว่าการบ่มเพาะพลังปราณและการบ่มเพาะพลังิญญานั้นเป็สองเส้นทางที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ผู้ที่บ่มเพาะพลังปราณส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่บ่มเพาะิญญาเนื่องจากเส้นทางทั้งสองมีความเสี่ยงที่ไม่ลงรอยกัน และคงจะเป็การยากที่จะประสบความสำเร็จทั้งสองเส้นทางในอนาคต
เช่นเดียวกับบรรพบุรุษหยวนเหลียง แม้นว่าเขาจะเป็ผู้บ่มเพาะระดับลมปราณลึกซึ้ง ทว่าระดับพลังของเขานั้นได้มาด้วยการกินยาอายุวัฒนะไปมากมายโดยมิได้เน้นไปที่การฝึกพลังปราณเป็หลัก ดังนั้นแล้วทักษะการแพทย์ของหยวนเหลียงจึงเป็ที่ยอมรับมากกว่าศิลปะการต่อสู้เป็ไหนๆ
แต่แล้วบรรพบุรุษหยวนเหลียงก็นับว่าเป็กรณีพิเศษอยู่บ้าง เนื่องจากเขาได้ฝึกฝึนทักษะทางด้านร่างกายควบคู่ไปกับพลังิญญาไปด้วยเช่นกัน
และในอาณาจักรเซวียนนั้นแทบจะมีไม่ถึงหนึ่งในแสนคนที่เลือกฝึกฝนทั้งสองเส้นทางเช่นนี้ แต่กลับสามารถบรรลุผลให้มีระดับที่เท่าเทียมกันได้ดั่งเช่นหลี่ชิงหยุน
เหวินเหรินซูอ้าปากค้างอย่างโง่งมราวกับหลงอยู่ในห้วงความคิดลึกซึ้งจนแมลงวันแทบจะบินเข้าไปได้
กู่หลิงเจี้ยนอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขมขื่นก่อนจะกล่าวต่อ "ผู้าุโเหวิน พูดตามตรง ข้าไม่เคยคาดคิดด้วยซ้ำว่าน้องชายหลี่จะเชี่ยวชาญศิลปะการต่อสู้ถึงขั้นนี้ จนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันก่อนที่เขามาเยือนที่ตระกูลกู่ และตอนนั้นเองที่ข้าได้เห็นทักษะกระบี่ยุทธ์อันล้ำลึกของเขา"
"อืม..." เหวินเหรินซูลูบเคราอย่างเบามือพร้อมพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม รอยย่นบนหน้าผากปรากฏร่องรอยตรึกตรองราวกับกำลังพิจารณาบางสิ่งบางอย่าง
ไม่นานนักเขาก็ถอนหายใจยาวและตอบเสียงแ่ "เอาล่ะ เ้าไปเถิด"
กู่หลิงเจี้ยนโค้งคำนับอย่างสุภาพก่อนจะประสานมือและเดินหันหลังจากไป
"อัจฉริยะหนุ่มที่หาตัวจับยากเช่นนี้ น่าเสียดายที่เขาไม่ได้เกิดในราชวงศ์จีของเรา" เหวินเหรินซูถอนหายใจยาวอย่างช่วยไม่ได้
ในใจลึกๆตนยังคงมีความคิดที่จะรับสมัครหลี่ชิงหยุนอยู่บ้าง ทว่าด้วยบุคลิกที่แสดงออกมา เขาไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถดึงดูดใจหลี่ชิงหยุนได้เลยแม้แต่น้อย
แม้นว่าเขาจะมองเห็นหลี่ชิงหยุนผ่านภาพฉายเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยรัศมีที่ครอบงำและท่าทางอันองอาจนั้น บ่งบอกได้ถึงคุณลักษณะที่ชายหนุ่มทั่วไปนั้นไม่มี
แม้นว่าเขาจะดูไม่โดดเด่นในฝูงชนเนื่องจากรัศมีบางส่วนที่หลี่ชิงหยุนระงับไว้ แต่แล้วการแข่งขันในถ้ำหยวนหยางกลับบ่งชี้ว่าหลี่ชิงหยุนต้องมีบางสิ่งที่ไม่ธรรมดาที่ยังไม่ได้เปิดเผยออกมา
จากความเข้าใจส่วนตัวของเหวินเหรินซู บุรุษผู้นี้ไม่มีความกระหายในอำนาจและความแข็งแกร่ง ราวกับว่าเขามีชีวิตอยู่เพื่อเป้าหมายที่สงบสุขเท่านั้น
ดังนั้นการที่จะล่อลวงหลี่ชิงหยุนด้วยความมั่งคั่งหรือชื่อเสียงนั้นยิ่งเป็ไปไม่ได้แล้วใหญ่
ทว่ากลับมีจุดอ่อนหนึ่งที่เผยให้เห็นเด่นชัด นั่นก็คือคนรอบข้างของเขา ทุกอย่างที่หลี่ชิงหยุนแสดงออกมานั้นเห็นได้ชัดว่าเขาเป็ห่วงเป็ใยคนรอบข้างมากเพียงใด หากจะต้องทำบางสิ่งให้ชายหนุ่มประทับใจ ตนต้องเข้าหาเขาด้วยรูปลักษณ์ที่เป็มิตรเท่านั้น
ทันใดนั้นแท่นเคลื่อนย้ายขนาดใหญ่พลันส่องแสงสีขาวบริสุทธิ์ดุจดั่งไข่มุกก็มิปาน เผยให้เห็นร่างของผู้ชนะสองกลุ่มของการแข่งขันในครั้งนี้
นำมาด้วยกลุ่มของกู่หลิงหลง หลี่ชิงหยุน นาหลันเสี่ยวฉี และโจวหลันฮุ่ย
และตามมาด้วยกลุ่มของเยว่หลิงเสวี่ยซึ่งประกอบไปด้วย เยว่หานยี่และเยว่นู๋ด้วยรอยยิ้มเบิกบานที่มิได้ปกปิด
