สีหน้าของเหอชุนฮวาไม่สบอารมณ์ทันทีที่ฟังจบ นางกัดฟันคิดคำนวณในใจว่างานนี้คุ้มค่าหรือไม่?
การยืมเงินก้อนนี้จะทำให้นางมีเงินใช้ก่อน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องจ่ายคืนในอนาคต ซึ่งนี่ไม่ใช่จุดประสงค์ในการมายืมเงินในวันนี้แต่อย่างใด แท้จริงแล้วครอบครัวนางไม่ได้เดือดร้อนจนต้องยืมเงินก้อนนี้ขนาดนั้น ผิดกับการยืมเงินก้อนนี้ที่อาจทำให้ครอบครัวนางต้องเสียวัวหากคืนเงินไม่ได้
งานเพาะปลูกทั้งหมดของครอบครัวนางต้องหวังพึ่งวัวตัวนั้น เงินไม่กี่ตำลึงที่หลี่อันหรานจะให้ยืมใช้ซื้อวัวไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่นางไม่อยากแสดงความตระหนี่ต่อหน้าหลี่อันหรานจึงกล่าวออกไปว่า “วัวของป้ามีมูลค่ามาก เ้าคิดจะเอาวัวของบ้านป้าไปด้วยเงินเพียงไม่กี่ตำลึงเนี่ยนะ นี่มันจะเอาเปรียบกันเกินไปแล้ว”
หลี่อันหรานยิ้มร่า “ป้าสะใภ้รอง ข้าไม่ได้บอกว่าจะใช้เงินซื้อวัวของพวกท่านสักหน่อย ข้าหมายถึงว่า หากท่านจะยืมเงินก็ต้องมีหลักค้ำประกัน หากวันหน้านำเงินมาคืนไม่ได้ เช่นนั้นวัวของพวกท่านก็จะกลายเป็ของข้า พวกเราสามารถทำสัญญาพร้อมกับประทับลายมือและหาพยานบุคคลได้เลย ท่านคิดเห็นเช่นไรเ้าคะ?”
เหอชุนฮวาไม่ได้โง่ นางไม่ได้มายืมเงินเพราะเงินขาดมืออย่างใด แต่มายืมเพราะ้าตักตวงผลประโยชน์จากพวกหลี่อันหราน นางฟังที่หลี่อันหรานพูดแล้วรู้สึกว่าตัวเองอาจกลายเป็ฝ่ายขาดทุนเสียเอง ถ้าเช่นนั้นมีหรือยังจะยืมเงินอีก?
เหอชุนฮวาพลันโบกไม้โบกมือ “หากจะมากเื่ขนาดนี้ ข้าไม่เอาเงินของพวกเ้าแล้วก็ได้ ทั้งที่เป็ครอบครัวเดียวกันแท้ๆ”
“ถึงจะเป็พี่น้องกัน แต่เื่เงินเื่ทองต้องชัดเจน บัดนี้พวกเราแยกบ้านกันแล้ว จริงอยู่ที่บางครั้งก็ต้องเห็นแก่ความเป็ครอบครัว แต่บางครั้งที่ควรแยกแยะให้ชัดเจนก็ควรแยกแยะให้ชัดเจนนะเ้าคะ” หลี่อันหรานหรี่ตามองนาง พูดจาเหน็บแนมไม่ลดละ
เหอชุนฮวาเห็นว่าแผนการของตัวเองไม่สำเร็จก็หันไปมองเสิ่นอิ๋นหวนที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ไม่ไกล “สะใภ้สาม เ้ามัวยืนทำอันใดอยู่ที่นั่น? รีบมานี่สิ วันนี้ข้ามาหาเ้าเพราะเงินขาดมือจึงอยากขอยืมสักเล็กน้อย วันหน้าจะนำมาคืนให้แน่นอน แต่ดูลูกสาวเ้าสิ นางบอกว่าจะทำสัญญากับข้า ซ้ำยังจะยึดวัวของบ้านข้า เ้าสอนให้ลูกสาวปฏิบัติตนเช่นนี้กับคนในครอบครัวของตัวเองหรือ?”
เสิ่นอิ๋นหวนตั้งใจจะเดินเข้ามาหาแต่ถูกหลี่อันหรานหันไปจ้องเขม็งใส่ ก่อนที่วินาทีต่อมาหลี่อันหรานจะหันไปพูดเสียงดังใส่เหอชุนฮวา “ท่านเลิกเอาแต่โยนทุกอย่างไปที่ท่านแม่ของข้าเสียที ข้าเป็ผู้รับผิดชอบเงินและบัญชีของที่บ้านเอง ไม่ว่าท่านจะชักแม่น้ำทั้งห้ามาพูดอย่างไร แม่ของข้าก็ไม่มีเงินให้ท่านยืมอยู่ดี เื่นี้ขึ้นอยู่กับข้าเพียงผู้เดียว”
ยามนี้เสิ่นอิ๋นหวนเดินมายืนข้างหลี่อันหรานแล้ว นางพยักหน้าระรัวว่า “ใช่ๆ อันหรานเป็ผู้ดูแลรับผิดชอบเงินทั้งหมดภายในบ้าน ข้าไม่ได้มีเงินมากมาย พี่สะใภ้รอง พวกท่านลองหารือกันอีกครั้งดีหรือไม่?”
สีหน้าของเหอชุนฮวาย่ำแย่จนไม่รู้จะย่ำแย่อย่างไรแล้ว นึกไม่ถึงว่าแม่ลูกคู่นี้จะร่วมมือกันต่อกรตัวเอง นางแค่นเสียงเย็นว่า “ช่างเถอะ ข้าไม่อยากยุ่งยากขนาดนั้น ให้ตาย ข้านี่มันดวงซวยจริงๆ ที่ต้องมาเป็ญาติกับพวกเ้า”
เหอชุนฮวาพูดจบแล้วสะบัดผ้าเช็ดหน้าในมือเดินจากไปด้วยสีหน้ารังเกียจ
นางเดินไปด้วย คิดไปด้วย แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่สบอารมณ์ บ้านสามมีเงินแล้วก็เริ่มแข็งข้อ แข็งข้อถึงขั้นไม่เห็นสะใภ้รองอย่างนางอยู่ในสายตาเสียด้วยซ้ำ
เหอชุนฮวาเริ่มบ่นพึมพำกับตัวเอง “คิดว่าข้าอยากได้เงินของพวกเ้านักหรือไร? ครอบครัวข้าไม่ขาดแคลนอะไรทั้งนั้น”
ระหว่างที่กำลังเดิน นางเห็นเจียงเฉิงเดินมาทางนี้พอดี ท่าทางเหมือนกำลังกลับจากทำธุระ ใบหน้าบึ้งตึงของนางมีรอยยิ้มขึ้นมาทันที ก่อนที่นางจะเดินตรงไปหาเขา
“ฉางควน เ้าไปที่ใดมาหรือ?” นางถามไปด้วย พิจารณาเขาไปด้วย ต้องยอมรับเลยว่านางพอใจในหน้าตาของเขาไม่น้อย
สมัยที่ยังอยู่เมืองหลวง เหอชุนฮวาได้เรียนรู้ทักษะในการดูคน นางมั่นใจมากว่าฉางควนผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา เขาต้องมาจากครอบครัวที่ร่ำรวยหรือไม่ก็รับราชการแน่นอน ที่ก่อนหน้านี้บอกว่าตัวเองเป็คนธรรมดาเพราะ้าปิดบังตัวตนก็เท่านั้น
นอกเหนือจากเงินของหลี่อันหรานที่นางอยากได้แล้ว นางยังอยากดึงฉางควนมาเป็ลูกเขยของตัวเอง เช่นนี้ครอบครัวของนางจะได้กลับคืนสู่ความรุ่งโรจน์อีกครั้ง
เมื่อถึงวันนั้น นางจะได้ไม่ต้องมาขอยืมเงินจากหลี่อันหรานอย่างน่าสมเพชเวทนาอีก ไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานอยู่ในหมู่บ้านทุรกันดารแห่งนี้
เจียงเฉิงชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นเหอชุนฮวา เขาประสานมือทักทายอย่างสุภาพ “ท่านป้าเหอ ข้าเข้าไปในเมืองมาขอรับ”
“เ้าเดินเท้าเข้าไปในเมืองหรือ?”
“ใช่ขอรับ”
“เ้าซื้อรถม้าให้หลี่อันหรานแท้ๆ เหตุใดตัวเองยังต้องเดินเท้าเข้าเมืองอีก? สะดวกผู้อื่นแต่กลับลำบากตัวเอง”
“ไม่เป็ไรขอรับ ปกติแล้วข้าไม่ได้มีอะไรต้องทำมากนัก อันหรานใช้รถม้าเพราะมีเื่สำคัญกว่าต้องทำ” เขาตอบด้วยสีหน้าราบเรียบแล้วเตรียมจะจากไป “หากท่านป้าเหอไม่มีอะไรแล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
เจียงเฉิงจะเดินไปทางบ้านของหลี่อันหรานต่อแต่ถูกเหอชุนฮวารั้งไว้ “ตอนนี้ก็กลับถึงหมู่บ้านแล้ว จะรีบร้อนทำอันใด เ้าไม่ได้ไปดื่มชาที่บ้านป้านานแล้ว กลับไปดื่มชาเป็เพื่อนป้าดีหรือไม่? ไปกันเถอะ”
เหอชุนฮวาพูดแล้วดึงแขนเจียงเฉิงให้เดินไปทางบ้านตัวเองทันที
เจียงเฉิงดูอึดอัดใจอย่างเห็นได้ชัด “ท่านป้าเหอ ข้ายังมีธุระอย่างอื่นอีกขอรับ”
“มีธุระก็เอาไว้ก่อน ตอนนี้มันยามใดแล้ว ไปนั่งเล่นที่บ้านป้าดีกว่า” เหอชุนฮวาไม่ยอมปล่อยเจียงเฉิง นางลากเขากลับบ้านทั้งอย่างนี้
ตอนนั้นเองหลี่เยวี่ยซือกำลังรดน้ำดอกไม้อยู่ในลานบ้าน พอนางเห็นเจียงเฉิงเข้ามาก็วางกะละมังลงและเดินเข้าไปหาทันที ใบหน้าเปื้อนด้วยรอยยิ้มเบิกบาน “ท่านพี่ฉาง ท่านมาได้อย่างไร? มีธุระอันใดหรือเ้าคะ?”
เจียงเฉิงกำลังจะเอ่ยปากตอบอย่างกระอักกระอ่วนแต่ถูกเหอชุนฮวาชิงตอบก่อน “วันนี้เขาจะมากินมื้อเที่ยงด้วย รีบไปเตรียมเร็วเข้า”
หลี่เยวี่ยซือได้ยินดังนี้ก็ดีใจมาก
“เ้าค่ะท่านแม่ ข้าจะไปเตรียมเดี๋ยวนี้” หลี่เยวี่ยซือรีบวิ่งไปทางห้องครัว เจียงเฉิงกำลังจะร้องห้ามแต่ก็ไม่ทัน เขาหันไปพูดกับเหอชุนฮวา “ท่านป้า ไม่ต้องก็ได้ขอรับ ข้ายังมีธุระอย่างอื่น ไม่รบกวนพวกท่านดีกว่า”
เหอชุนฮวาจับแขนเจียงเฉิงแน่นประหนึ่งกลัวว่าเขาจะวิ่งหนี
เจียงเฉิงรู้สึกว่าทำเช่นนี้ไม่เหมาะสม แต่ทำอย่างไรก็สลัดไม่หลุด เพราะถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็สตรี ทั้งยังเป็ผู้าุโ
“เ้ามาอยู่ที่นี่ก็นานแล้ว ซ้ำยังรู้จักกับเยวี่ยซือของบ้านพวกเรา ป้าเพียงแต่ชวนเ้าทานมื้อเที่ยงเท่านั้น อย่าปฏิเสธอีกเลย มีธุระอันใดก็เอาไว้ก่อนเถิด”
สุดท้ายแล้วเจียงเฉิงก็ต้องอยู่ทานมื้อเที่ยงที่บ้านหลี่เยวี่ยซือเพราะจนปัญญาแล้วจริงๆ หลังจากทานเสร็จ เขาอยากรีบกลับบ้านเพราะเป็ห่วงหลี่อันหราน ทว่าเหอชุนฮวากลับทำทุกวิถีทางเพื่อรั้งเขาไว้
นอกจากนี้ยังทิ้งให้เขาอยู่คุยกับหลี่เยวี่ยซือตามลำพัง
หลี่เยวี่ยซือมองออกในทันทีว่าเขาไม่อยากอยู่ที่นี่ นางขมวดคิ้วว่า “ท่านพี่ฉาง ท่านไม่ชอบครอบครัวข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ท่านแม่ข้าเพียงแต่ชวนให้ท่านอยู่ทานมื้อเที่ยงด้วยกัน แต่หัวใจท่านกลับไม่อยู่ที่นี่ อย่างน้อยก็ถนอมน้ำใจท่านแม่ข้าหน่อยเถิด”
เจียงเฉิงอธิบายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “อันหรานไหว้วานให้ข้าไปทำธุระในเมือง เื่นี้ค่อนข้างเร่งด่วน ข้ากลับมาแล้วก็ควรรีบแจ้งให้นางทราบ”
