แบบไหนที่เรียกว่ามืออาชีพ?
แบบนี้แหละที่เรียกว่ามืออาชีพ!
หลังจากคุยกับรั่วปินไปได้สักพัก ทำให้ฉินหลางคิดอะไรได้หลายๆ อย่าง ดั่งคำที่ว่าคนเรามีความถนัดเฉพาะด้าน ถ้าจะพูดว่าฉินหลางเชี่ยวชาญเื่พิษและศิลปะการป้องกันตัว ก็ต้องพูดว่ารั่วปินเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจด้วยเช่นเดียวกัน
แล้วอีกอย่าง รั่วปินก็พูดถูก ฉินหลางเพียงต้องทำหน้าของนักลงทุนให้ดี คอยสนับสนุนอยู่เื้ัก็พอแล้ว ไม่จำเป็ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหาร จัดการโดยตรงก็ได้ ถ้าไม่อย่างนั้น เขาจะไม่มีเวลาสำหรับฝึกยุทธ์ หรือทำสิ่งอื่นๆ แน่ การเป็นักลงทุนที่อยู่เื้ั หน้าที่ของฉินหลางก็คือฟังผู้จัดการสรุปผลการทำงาน และเสนอแผนการขยายธุรกิจเป็ระยะๆ ก็พอ
“ฉินหลาง ในเมื่อนายเลือกแล้วว่าจะเป็นักลงทุน เป็เพียงนายทุนที่อยู่เื้ั งั้นสิ่งต่อไปที่นายจะต้องทำก็คือ ลงทุน แล้วเลือกผู้บริหารและคณะผู้จัดการที่นายไว้วางใจ ถ้าต่อไปนายมีทุนมากถึงระดับหนึ่งแล้ว นายไม่ต้องวางแผนเปิดบริษัทเองก็ได้ แค่รอให้คนอื่นเอาแผนการขยายธุรกิจประเภทต่างๆ มาเสนอกับนาย จากนั้นนายก็ค่อยเลือกลงทุนกับแผนธุรกิจ หรือโครงการที่นายสนใจก็พอ”
“ฟังไปแล้ว การเป็นักลงทุนนี่สบายเหมือนกันนะ” ฉินหลางพูดด้วยรอยยิ้ม
“ไม่เสมอไป” รั่วปินกล่าว “ถ้าหากคนที่เป็นักลงทุนไม่มีวิสัยทัศน์ มีโอกาสสูงมากที่จะขาดทุนย่อยยับ เพราะถ้าบริษัทที่นายลงทุนเจ๊งเมื่อไหร่ คนที่จะได้รับความเสียหายมากที่สุดก็คือผู้ลงทุน เข้าใจแล้วใช่ไหม?”
“เข้าใจแล้ว” ฉินหลางพยักหน้า
“อันที่จริง ฉันมีความจริงในใจที่อยากบอกนาย—” รั่วปินมองฉินหลางด้วยท่าทีจริงจัง เหมือน้าพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่พูด
“พูดเถอะ คำเตือนที่จริงใจมักจะไม่ลื่นหู ฉันเชื่อว่าตัวเองสามารถรับฟังความคิดเห็นพวกนี้ได้” ฉินหลางกล่าว
“อันที่จริง ฉันคิดว่านายไม่เหมาะกับการทำธุรกิจ” รั่วปินพูดด้วยท่าทีจริงจัง
เมื่อฉินหลางได้ยินดังนั้น ก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ “ถูกแล้ว รั่วปิน เธอยอมพูดเื่นี้กับฉัน แสดงว่าเธอเห็นฉันเป็เพื่อนของเธอจริงๆ เพราะว่าคำพูดพวกนี้มีพลังทำลายล้างสูงมาก ความจริง ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับการทำธุรกิจ เพียงแต่—”
“เพียงแต่อะไร?”
“เพียงแต่คนที่อยู่ในยุทธ์ภพเลือกเองไม่ได้ มีหลายๆ เื่ ที่ตัวเองไม่อยากจะทำ แต่ก็ยังจำเป็ต้องทำ” ฉินหลางพูดออกมาตามความรู้สึก เพราะเขาถูกตาเฒ่าพิษบีบให้เข้ามาในยุทธภพ แล้วตอนนี้ ฉินหลางก็ได้ก้าวเข้าไปแล้ว ถึงอยากถอนตัวตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว
“นั่นสิ หลายๆ เื่ ต่อให้เราไม่อยากทำ แต่ก็ยังต้องทำ เลือกเองไม่ได้ เป็อย่างนั้นจริงๆ!” คำพูดของฉินหลาง เหมือนว่าจะไปสะกิดโดนแผลในใจของรั่วปิน แต่ดูเหมือนรั่วปินไม่อยากระบายความในใจของตัวเองกับฉินหลาง เธอจึงพูดต่อว่า “นายสบายใจได้ แผนธุรกิจฉบับนี้ของนาย ฉันจะเอากลับไปแก้ไขให้สมบูรณ์แบบเอง นายลงทุนเป็ครั้งแรก ฉันก็ไม่อยากให้นายขาดทุนหรอก”
“ขอบใจเธอมากนะ” ฉินหลางพูดด้วยรอยยิ้ม
“ไอ้หนู ลุกให้พี่นั่งซิ!”
ในขณะที่ฉินหลางกับรั่วปินกำลังคุยกันอย่างสนุกสนาน จู่ๆ ก็มีคนตบหัวฉินหลางด้วยความไม่สุภาพ นอกจากนี้ยังมีกลิ่นฉุนของหัวหอมลอยมาด้วย
โบราณพูดไว้ว่า ‘ผู้ชายห้ามจับหัว ผู้หญิงไม่จับเอว’ ‘หัวผู้ชาย เอวผู้หญิงจับเมื่อไหร่จะบรรลัย’ หัวของผู้ชาย เป็สิ่งที่บ่งบอกถึงฐานะ จะจับมั่วๆ ไม่ได้ แน่นอนว่า ตบมั่วๆ ยิ่งไม่ได้เลย แต่คนที่ตบหัวฉินหลาง เป็วัยรุ่นผมทองชี้ฟู ใบหน้าบอกบุญไม่รับ เห็นได้ชัดว่าเขาตั้งใจจะหาเื่ั้แ่แรก
“ตรงนี้ไม่มีที่นั่งแล้ว” ฉินหลางตอบอย่างเฉยเมย อีกประมาณ 1 ชั่วโมงก็ถึงเมืองเซี่ยหยางแล้ว ฉินหลางจึงไม่อยากให้เป็เื่
เห็นได้ชัดว่าอันธพาลผมทองคาดไม่ถึงว่าฉินหลางจะมีปฏิกิริยาแบบนี้ อันธพาลผมทองคิดไม่ถึงว่าเด็กนักเรียนตรงหน้าของเขาจะไม่รู้ที่ต่ำที่สูงขนาดนี้ ดังนั้นเขาจึงใช้สายตาที่เหี้ยมเกรียมจ้องไปที่ฉินหลาง ในฐานะที่อยู่ใน ‘ยุทธภพ’ มานาน เขามั่นใจมากว่าสายตาที่เหี้ยมเกรียมของเขาจะสามารถทำให้คนตรงหน้ากลัวได้ เพราะเขาเคยใช้สายตาแบบนี้เอาชนะเด็กนักเรียนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน บางคนถึงขั้นร้องไห้เลยด้วยซ้ำ
รู้สึกถึงรังสีอำมหิตจากสายตาของอันธพาลผมทอง ฉินหลางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เปิดเปลือกตาขึ้นเบาๆ รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง ทันใดนั้นอันธพาลผมทองเหมือนถูกแช่แข็งไปทั้งตัว ราวกับถูกสัตว์ร้ายจับจ้องอยู่ ใจนถอยหลังไปหลายก้าว ก้นกระแทกกับพื้นอย่างจัง
“เป็สายตาที่โเี้มาก!”
ถูกฉินหลางจ้องกลับไปอย่างนั้น อันธพาลขนทองขนลุกไปทั้งตัว จู่ๆ เขาก็นึกถึงตอนเขาไปดูงิ้วเื่ ‘กวนอู’ กับปู่ตอนเด็กๆ คนที่รับบทเป็กวนอูมักจะหลับตาอยู่ตลอด จนถึงตอนจะฆ่าคนเท่านั้น จึงจะลืมตาขึ้น สายตาโเี้ เต็มไปด้วยรังสีอำมหิต ตอนนั้นเขาใปล่อยโฮออกมาชุดใหญ่ พร้อมกับขว้างขนมหวานที่อยู่ในมือทิ้ง ตอนนี้ อันธพาลผมทองเดินบนทางสายนักเลงมานาน และบูชากวนอูมาหลายปีแล้ว คิดไม่ถึงว่าวันนี้เขาจะได้ัักับความรู้สึกแบบนี้อีกครั้ง—จริงที่ว่า ‘กวนอูไม่ลืมตา เมื่อลืมตาก็จะฆ่าคน’
ต่อให้อันธพาลผมทองบูชากวนอูมาหลายปีก็เปล่าประโยชน์ เขาตระหนักได้ทันทีว่าเด็กนักเรียนตรงหน้าต้องไม่ธรรมดาแน่นอน ดังนั้นเขารีบลุกแล้ววิ่งไปยังโบกี้อื่น
“สาวงามย่อมนำมาซึ่งหายนะ!”
ฉินหลางถอนหายใจเบาๆ เขารู้ว่าเป้าหมายของอันธพาลเมื่อครู่นี้ไม่ใช่เขา แต่เป็รั่วปินที่นั่งอยู่ข้างๆ เขา
รั่วปินก็ขมวดคิ้วหลายครั้ง เหมือนว่าเธอจะเริ่มรู้แล้วว่าอันธพาลผมทองเข้ามาเพราะเธอ ดังนั้นเธอจึงหยิบโทรศัพท์ออกมาเตรียมจะโทรหาใครบางคน แต่เสียดายที่ตอนนี้กลับไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ซะนี่
ฉินหลางดูออกว่ารั่วปินห่วงเื่อะไร จึงกระซิบบอกรั่วปินว่า “ยังจำได้ไหม เมื่อก่อนตอนที่เราเรียนอนุบาล เธอเรียกฉันว่า ‘เสี่ยวจินกัง’ เพราะว่าฉันสามารถปกป้องเธอได้ ไม่ให้ใครมารังแกเธอ ดังนั้น ขอแค่ฉันอยู่ตรงนี้ เธอไม่จำเป็ต้องเป็ห่วง”
“ขอร้องเถอะ เพื่อนนักเรียนเสี่ยวจินกัง ตอนนั้นอยู่ในโรงเรียนอนุบาล” รั่วปินทั้งอยากหัวเราะและร้องไห้ในเวลาเดียวกัน แต่คำพูดนี้ของฉินหลางกลับทำให้เธออุ่นใจ คิดถึงตอนเรียนอนุบาล คิดถึงฉากที่ฉินหลางคอยปกป้องไม่ให้ใครมารังแกเธอ
“ตอนอนุบาลเป็ยังไง ตอนนี้ก็ยังเป็อย่างนั้น ต่อไปก็เช่นเดียวกัน”
คำพูดของฉินหลางอาจฟังดูเรียบเฉย แต่กลับเผยให้เห็นความอบอุ่นและความเชื่อมั่นที่เขามี
แต่ตอนนี้รั่วปินมองเห็นอันธพาลผมทองเมื่อครู่ย้อนกลับมา และไม่ได้มาคนเดียวด้วย ตอนนี้อันธพาลผมทองยืนกระซิบอะไรบางอย่างกับเ้าอ้วนคนหนึ่งอยู่บริเวณทางเข้าโบกี้ แล้วยังใช้นิ้วชี้มาทางฉินหลางเป็ระยะๆ อีก
รั่วปินยังคงไม่วางใจ โทรศัพท์ก็โทรไม่ได้ ดังนั้นเธอจึงรีบพิมพ์ข้อความอย่างรวดเร็ว จะได้ส่งทันทีที่มีสัญญาณโทรศัพท์
ตอนรั่วปินเพิ่งจะกดปุ่มส่งออก อันธพาลผมทองกับเ้าอ้วนนั่นได้เดินมาแล้ว ทั้งคู่นั่งลงบนที่นั่งอีกฝั่งที่อยู่ข้างหน้าฉินหลางกับรั่วปิน ตอนแรกตรงนั้นเป็ที่นั่งของตายายคู่หนึ่ง ก่อนหน้านี้ตาที่นั่งตรงนั้นยังแอบมองรั่วปินเป็ระยะๆ แต่ตอนนี้กลับคือคติ ‘อยู่ให้ห่างเื่ของคนอื่น’ หนีไปนั่งที่อื่นแล้ว นั่นทำให้รั่วปินนึกถึงคำคำหนึ่งในโลกออนไลน์
“มุงดูเป็เื่ปกติ ดูละครเป็เื่ของสภาพจิตใจ ผดุงคุณธรรมเป็เพียงตำนาน”
“ทั้งสองท่าน ส่องไฟให้สว่างๆ หน่อย ที่ตรงนี้เป็เตาเผาหญ้าแห้ง!”
เ้าอ้วนกับผมทองเพิ่งนั่งลง ฉินหลางก็พูดคำคำนี้ ใส่ทั้งคู่ ทำเอารั่วปินเกิดเครื่องหมายคำถามขึ้นเต็มหัว
คำพูดของฉินหลางเป็คำพูดที่ใช้กันในยุทธภพ ความหมายก็คือพวกนายสองคนมองให้ไกลๆ หน่อย บนตัวของเราสองคนไม่มีของมีค่าอะไร ให้พวกนายไปหาที่อื่น แล้วยังมีความหมายแอบแฝง บอกให้คนทั้งสองรู้ว่าตนก็เป็ชาวยุทธ์เหมือนกัน วันหนึ่งอาจต้องพบกัน ดังนั้นทั้งสองฝ่ายไว้หน้ากันบ้าง
นิยายแนะนำจากท่านเทพเทียนเป่าตี้