ในตอนแรก หลังจากแน่ใจว่าฉินอวี่ไม่ได้เข้าร่วมการท้าประลองในครั้งนี้ พวกเหลยเฉียนหลงและอินิต่างก็เป็กังวลในใจ และท้ายที่สุด หากฉินอวี่เข้าร่วมการท้าประลองในครั้งต่อไป เช่นนั้นแล้ว ตัวแปรก็จะยิ่งมากขึ้นไปอีก
และเมื่อตอนที่อยู่ในป่า และได้ยินว่าหลี่โหย่วฉายได้เข้าร่วมการท้าประลองครั้งนี้ และยังคงอยู่ในป่าแห่งนี้อีกด้วย ในใจของพวกเขาต่างดีใจเป็อย่างยิ่ง และเริ่มรวมตัวกันทำตามแผนการที่วางไว้ เพื่อตามหาตัวฉินอวี่
แต่เนื่องจากผืนป่ามีขนาดที่ใหญ่เกินไป หาก้าตามหาตัวฉินอวี่ก็เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร เพื่อไม่ให้ล่าช้ากับการท้าประลอง พวกเขาจึงตั้งใจจะปิดล้อมฉินอวี่ที่ด่านจิตใจ แต่กลับนึกไม่ถึงว่า เขาจะอยู่ในด่านจิตใจแล้ว
“พี่อิน... อย่าผลีผลามอย่างเด็ดขาด พลังกดขี่ของด่านจิตใจไม่สามารถทำอะไรหลี่โหย่วฉายได้ เขาวิ่งไปได้ไกลถึงห้าพันจ้างแล้ว” มีผู้ฝึกตนบางคนที่จำอินิได้ รีบพูดแนะนำขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“อะไรนะ?” สีหน้าของอินิมีรอยยิ้มอันชั่วร้ายปรากฏขึ้นทันที แม้แต่เหลยเฉียนหลง หลัวอวิ๋นทุน และอัจฉริยะหนุ่มกว่าร้อยคนต่างมองไปทางผู้ฝึกตนคนนั้นอย่างตกตะลึง
“พลังกดขี่ของด่านจิตใจไม่สามารถทำอะไรหลี่โหย่วฉายได้! หากพวกเ้าไม่เชื่อ ก็ลองถามคนอื่นดูก็ได้” ผู้ฝึกตนคนนั้นตอบกลับมา
พวกเหลยเฉียนหลงต่างสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และมองไปทางฉินอวี่ที่อยู่ห่างออกไปห้าพันจ้าง พวกเขาต่างประหลาดใจอย่างเกินจะบรรยาย ทำอะไรไม่ได้อีกแล้วหรือ?
สามารถเข้าใกล้แผ่นผนึกว่านเซี่ยงได้ในระยะสองจ้าง ในตอนนี้ก็ยังไม่สนใจไยดีต่อแรงกดขี่ของด่านจิตใจอีก? ผู้เฒ่าร้องไห้มอบอะไรให้กับหลี่โหย่วฉายกันแน่? ทำไมหลี่โหย่วฉายจึงโชคดีได้ถึงเพียงนี้?
ต้องบอกว่า ทุกคนต่างมองว่าความไม่ธรรมดาของฉินอวี่จะต้องมาจากผู้เฒ่าร้องไห้ และในฐานะของผู้สืบทอดสายตรงของผู้มีอำนาจต่างๆ นอกจากจะใกับสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะมีเื่ของความอิจฉาในตัวฉินอวี่!
“เดี๋ยว!”
เหลยเฉียนหลงตื่นขึ้นจากอาการใโดยทันที สีหน้าของเขาซีดไปอย่างกะทันหัน มองฉินอวี่อย่างเอาแน่ไม่ได้
“ไม่สนใจกับพลังกดขี่... และในตอนนี้ หลี่โหย่วฉายผู้นี้ยังนั่งขัดสมาธิอยู่ในระยะที่ไกลออกไปห้าพันจ้าง... หันหน้าไปทางด้านนอก... หรือว่า...” เหลยเฉียนหลงสูดลมหายใจเข้าทันที และเริ่มมีลางสังหรณ์ที่ไม่ดีขึ้นในใจ มองไปทางฉินอวี่ด้วยสายตาที่เริ่มหวาดกลัว
“แม้ว่าเขาจะไม่เกรงกลัวต่อการบีบบังคับของพลังนี้แล้วจะทำไม? ขอเพียงพวกเราร่วมมือกัน ก็จะสามารถสังหารเขาได้อย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้น ก็คงไม่มีผู้ใดกล้าจะเข้าร่วมการทดสอบจิตใจ!” ในตอนนี้ หลิวชิงอวี้ที่ถูกฉินอวี่ผลักกระเด็นออกไปก็ได้เดินกลับเข้ามาด้วยใบหน้าที่ขุ่นเคือง
หลังจากถูกฉินอวี่กระแทกจนกระเด็นออกไป หลิวชิงอวี้ก็เริ่มดิ้นรนมากขึ้น เขาไม่มีวันยอมแน่นอน แต่หากจะไปต่อในด่านจิตใจ เขาก็กลัวว่าจะเป็การยั่วโมโหฉินอวี่อีกครั้ง และกลัวว่าฉินอวี่อาจจะลงมือฆ่าเขา ด้วยเหตุนี้ หลิวชิงอวี้จะรุกก็ไม่ได้ถอยก็ไม่ได้ เขาจึงได้แต่รอคอยโอกาส รอให้เหลยเฉียนหลงและคนอื่นๆ มาถึง
“เ้าแน่ใจนะว่าเขาไม่ถูกควบคุมโดยแรงกดดัน?” เหลยเฉียนหลงถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ใช่ๆ เขาปล่อยพลังมากระแทกข้าจนกระเด็นนี่” หลิวชิงอวี้พูดด้วยสีหน้าดุร้าย
“ซี้ด!” พวกหลัวอวิ๋นทุนต่างสูดลมหายใจเข้าอย่างรวดเร็ว ทุกคนต่างมีสติกลับมา และหันมองหลิวชิงอวี้ที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง จากนั้นจึงมองกลับไปทางฉินอวี่ที่นั่งขัดสมาธิห่างออกไปในระยะห้าพันจ้าง แต่ละคนต่างมีใบหน้าซีดเซียวทันที
เดิมทีคิดว่าหลี่โหย่วฉายผู้นี้จะเป็เหมือนปลาบนเขียง แต่กลับนึกไม่ถึงเลยว่าจะกลับกันเช่นนี้ หลี่โหย่วฉายกลับเป็มีด!
“กลัวอะไรกัน? หลี่โหย่วฉายก็แค่คนขั้นกุมารทิพย์ระดับกลาง ต่อให้เขาจะเพิกเฉยกับพลังที่กดดันมาได้ แต่หากพวกเราเข้าไปพร้อมกัน หลี่โหย่วฉายก็ไม่มีทางทำอะไรได้?” อินิพูดอย่างขึงขัง
เหลยเฉียนหลงนิ่งเฉยไม่พูดจา จ้องตรงไปทางฉินอวี่ที่กำลังนั่งอยู่ตรงนั้น คิดทบทวนอยู่ในใจ ต้องบอกเลยว่า การที่เหลยจั๋วเยว่ส่งตัวเหลยเฉียนหลงมาขัดขวางฉินอวี่จากเข้าร่วมการท้าประลอง เขาจะต้องมีเหตุผลบางอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็เื่ของพละกำลังหรือกลยุทธ์ เหลยเฉียนหลงมีความสามารถด้านนี้อย่างยิ่ง
ขณะที่อยู่ในป่าและได้ยินว่าฉินอวี่เข้าร่วมการท้าประลองครั้งนี้แล้ว เหลยเฉียนหลงก็เริ่มรู้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ เขารู้ทันทีว่าได้พลาดโอกาสที่ดีที่สุดในการสังหารเขาตามแผนการไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ตามแผนการที่วางไว้ จะมียอดฝีมือขั้นเทพ์กว่าร้อยคนคอยเฝ้าดูผู้ฝึกตนขั้นกุมารทิพย์ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ไม่แน่ชัด ทำให้หลี่โหย่วฉายสามารถโผล่เข้ามาร่วมการท้าประลองได้
เพียงแต่ ยังโชคดีที่อยู่ในก้าวแรกของแผนการ และตามแผนการที่วางไว้ หากหลี่โหย่วฉายเกิดโชคดีสามารถเข้าถึงผืนป่าได้ก็ไม่กังวล เพราะท้ายที่สุด ด่านจิตใจก็ถือว่าเป็ด่านที่มีความยากอย่างยิ่ง และด้วยระดับฝึกฝนอย่างหลี่โหย่วฉาย จิตใจของเขายังไม่สูงส่งแน่นอน หาก้าผ่านด่านจิตใจคงเป็เื่ที่ยากมาก
แต่เื่จริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า เกินความคาดหมายของเหลยเฉียนหลงและเหลยจั๋วเยว่ยิ่งนัก ทั้งสองคนไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่าฉินอวี่จะสามารถเพิกเฉยต่อแรงกดดันของด่านจิตใจได้
เมื่อมองไปทางฉินอวี่ที่นั่งอยู่ไกลออกไปห้าพันจ้าง ในใจของเหลยเฉียนหลงก็แอบรู้สึกเสียใจ อันที่จริง... เขาก็คาดเอาไว้แล้วว่าหลี่โหย่วฉายอาจจะมาเข้าร่วมการท้าประลองแล้ว แต่เขายังหวังจะให้โชคเข้าข้าง ให้โชคดีที่หลี่โหย่วฉายไม่เข้าร่วม หรือต่อให้หลี่โหย่วฉายเข้าร่วมแล้ว ก็ยังสามารถสกัดกั้นเขาที่ด่านจิตใจ แล้วสังหารเขา...
แต่ตอนนี้... ทุกอย่างล้วนเกินความคาดหมาย แผนในขั้นที่สองล้มเหลวลงเสียแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น... พวกเขายังพบเจอกับปัญหาใหญ่ นั่นก็คือ หาก้าผ่านด่านจิตใจ ยังต้องผ่านด่านของหลี่โหย่วฉายอีกด่านหนึ่ง และส่วนสำคัญในตอนนี้ก็ถูกหลี่โหย่วฉายยึดไปแล้ว ซึ่งหลี่โหย่วฉายคงจะขัดขวางอย่างสุดกำลัง
“เฮ้อ!” เหลยเฉียนหลงถอนหายใจ ในใจของเขารู้สึกสับสนอย่างยิ่ง สิ่งต่างๆ กลับกลายเป็เื่ยาก เมื่อลองคิดทบทวนดู คงมีเหลือเพียงวิธีเดียว ต้องทำอย่างที่หลิวชิงอวี้พูดไว้... เข้าสังหารหลี่โหย่วฉายพร้อมๆ กัน
“พวกเราบุกเข้าไปเถอะ! หากหลี่โหย่วฉายตอบโต้ ก็อย่าได้รามือ ฆ่าได้ฆ่า!” เหลยเฉียนหลงแอบส่งเสียงไปแจ้งทุกคน เหลยจั๋วเยว่กำชับทุกคนว่า ถ้าขัดขวางได้ก็ให้ทำแค่ขัดขวาง หากขัดขวางไว้ไม่ได้ ก็ฆ่าฉินอวี่เสีย อย่างไรก็ตามอย่าให้ฉินอวี่กลายเป็เจ็ดสิบสองอสูรธรณีเด็ดขาด!
ทันใดนั้น เหลยเฉียนหลงก็ได้นำพาคนกลุ่มหนึ่งเข้าสู่ด่านจิตใจ และผู้ฝึกตนที่เฝ้าดูอยู่เงียบๆ ต่างก็ทยอยกันเข้าร่วมทันที
เพียงแต่ แม้ว่าทุกคนต่างมีความเข้าใจตรงกันในการโจมตีฉินอวี่ แค่ในความคิดอะไรก็ดูดี แต่ในความเป็จริงกลับเป็ความโหดร้าย ทันทีที่เข้าสู่ด่านจิตใจ ทุกคนต่างรู้สึกได้ถึงพลังกดดันอันแข็งแกร่งที่แพร่กระจายเข้ามา
เมื่ออยู่ในระยะร้อยจ้าง ทุกคนสามารถใช้ความเร็วได้อย่างเต็มที่ แต่เมื่อถึงระยะร้อยจ้างขึ้นไป ทุกอย่างกลับยากขึ้น
หลังจากพ้นระยะพันจ้าง คนที่เดิมมีอยู่กว่าสองพันคน เริ่มมีเหลืออยู่ไม่ถึงห้าร้อยคน
เมื่อเข้าสู่ระยะสองพันจ้าง ความเร็วของเหลยเฉียนหลงไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่คนที่สามารถตามเหลยเฉียนหลงมาได้ กลับมีจำนวนไม่ถึงห้าสิบคน...
เมื่อเข้าสู่ระยะสามพันจ้าง เหลยเฉียนหลงเริ่มกระหืดกระหอบ และข้างกายของเขามีคนเหลือไม่ถึงสิบคน แม้แต่พวกอินิและหลัวอวิ๋นทุน ต่างก็ยังตามหลังเขาอยู่กว่าหนึ่งร้อยจ้าง
เมื่อมองไปยังฉินอวี่ที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงหน้า เหลยเฉียนหลงก็เริ่มมีแววตาที่บ้าคลั่ง
ในระยะสองพันจ้าง ตอนนี้ยังมีระยะห่างจากฉินอวี่อีกสองพันจ้าง โดยปกติแล้วระยะทางสองพันจ้างที่เหลือจะใช้เวลาเพียงอึดใจเดียว แต่ตอนนี้... สองพันจ้างสุดท้ายนี้กลับเหมือนร่องน้ำธรรมชาติ ที่ทำให้เหลยเฉียนหลงรู้สึกเหมือนยากที่จะผ่านได้
เมื่อถึงระยะที่สี่พันจ้าง ก็ไม่รู้เช่นกันว่าเหลยเฉียนหลงมาถึงขีดจำกัดแล้ว หรือกำลัง้ารอคนข้างหลัง เข้าค่อยๆ นั่งขัดสมาธิลง และเตรียมเข้าสมาธิ
แต่ในขณะที่เขากำลังจะเข้าสู่สมาธินั้น ฉินอวี่ที่อยู่ห่างออกไปพันจ้างก็ลืมตาขึ้น สายตาจ้องตรงไปยังเหลยเฉียนหลงอย่างเ็า มุมปากของเขาเผยรอยยิ้มที่ดูเย้ยหยันขึ้นมาทันที
เมื่อถูกฉินอวี่จ้องมองเช่นนี้ หัวใจของเหลยเฉียนหลงก็แทบรู้สึกห่อเหี่ยว ว่าตอนนี้ยังไม่ใช่ขีดจำกัดสูงสุดของเขา แต่ที่แห่งนี้ก็กินแรงเขาไปมาก หากฉินอวี่ลงมือในตอนนี้ คนที่เสียเปรียบต้องเป็เขาแน่นอน
“เ้าคือเหลยเฉียนหลงใช่หรือไม่? เหลยจั๋วเยว่สั่งให้เ้ามาขัดขวางข้าใช่หรือไม่?” ฉินอวี่ะโขึ้นมาเสียงดัง
เหลยเฉียนหลงไม่ตอบอะไร ในเวลานี้ พูดให้น้อยไว้ดีที่สุด
ฉินอวี่ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ปัดเศษฝุ่นบนร่างกายตนเอง และพูดอย่างเฉยเมย “เ้าจะกลับไปของเ้าเอง หรือจะให้ข้าส่งกลับ?”
ดวงตาของเหลยจั๋วเยว่ดุร้ายขึ้นทันที จ้องตรงไปทางฉินอวี่ และยังคงนิ่งสงบไว้
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ ข้าจะเป็คนส่งเ้ากลับเอง!” ฉินอวี่เยาะเย้ย และค่อยๆ เดินเข้าหาเหลยเฉียนหลง
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเหลยเฉียนหลงกระตุกขึ้น มองดูฉินอวี่ที่ค่อยๆ เดินใกล้เข้ามา สายตาทั้งคู่ของเขาก็หรี่ลงทันที ไม่รู้จะทำอย่างไรในใจ ครู่หนึ่ง เขาจึงพูดกลับออกไป “หลี่โหย่วฉาย เ้า้าจะเป็ศัตรูกับตระกูลเหลย และผู้มีอำนาจในแดนต้าโหมวเทียนหรือ? หากต้องเสียหน้าขึ้นมา แม้แต่ผู้เฒ่าร้องไห้ก็คงช่วยเ้าไม่ได้หรอกนะ”
“เป็ศัตรู? พูดอะไรแบบนี้?” ฉินอวี่กล่าวอย่างเฉยเมย
“เ้ารู้ดีแก่ใจว่าเ้าคิดอะไรอยู่ ข้าขอแนะนำให้เ้าอย่าได้ร้อนใจเลย การแก้แค้นที่นี่ จะมีแต่ทำให้เื่มันแย่ลง...” เหลยเฉียนหลงยังไม่ทันพูดจบก็ถูกฉินอวี่ขัดจังหวะ
“แก้แค้น? เ้าคงสำคัญตัวเองมากไปหน่อยแล้ว เ้าไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะให้ข้าต้องแก้แค้น ข้าอยู่ที่นี่ก็แค่รอคนเท่านั้นเอง ใน่ที่เขายังไม่มา ใครก็ตามที่จะผ่านการทดสอบได้ ก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของข้า และแน่นอนว่าเมื่อเห็นเ้า ข้ารู้สึกอารมณ์เสียชะมัด!”
