ไทเฮาชะงักเล็กน้อย จากนั้นสีหน้าก็เ็าลง น้ำเสียงอ่อนโยนแต่แฝงด้วยความเข้มงวด “ฝ่าาประทานเงินทองและอัญมณีแก่นางแล้ว ยังไม่พออีกหรือ?”
หลี่จิ่งหนานตอบกลับ “แม่ทัพฟู่ขอพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้นาง เพื่อให้มีฐานะเพียงพอที่จะดูแลการผลิตอาวุธของกรมสรรพาวุธ!”
เมื่อเอ่ยถึงฟู่ถิงเย่ สีหน้าของไทเฮาก็เจือความเ็าขึ้นหลายส่วน “สตรีนางหนึ่งจะมาดูแลงานสำคัญทางการทหาร ไม่คิดว่าน่าขันหรือ? โชคดีที่อัครมหาเสนาบดีจั่วทัดทานอย่างสุดกำลัง จึงไม่ทำให้ฝ่าาก่อความผิดพลาด! หากฝ่าาไม่ฟังคำทัดทานของขุนนางในราชสำนักจริงๆ แล้วออกราชโองการลงไป มีแต่จะทำให้คนทั้งใต้หล้าหัวเราะเยาะ! อีกทั้งยังเป็การเปิดช่องให้หนิงอ๋องฉวยโอกาสได้ด้วย!”
“แต่ครั้งนี้หวาชิงเสวี่ยมีคุณูปการในการปรับปรุงอาวุธ จะใช้เงินทองเพียงเล็กน้อยมาตอบแทนได้อย่างไร?!” ในใจของหลี่จิ่งหนานขุ่นเคืองเพราะความอยุติธรรมนี้ “เมื่อดาบและกระบี่เ่าั้หลอมสำเร็จ ก็ไม่ต้องเกรงกลัวอาวุธใดๆ ของกองทัพเหลียวอีกต่อไป! ไหนจะธนูคันนั้น! เสด็จแม่ทรงทราบหรือไม่ว่าหากนำธนูเช่นนี้ไปใช้ในสนามรบ กองทัพต้าฉีของเราย่อมไม่มีผู้ใดต้านทานได้อย่างแน่นอน! การยึดครองหกมณฑลกลับคืนมาก็รอเพียงเวลาเท่านั้น!”
สิ่งที่ทำให้หลี่จิ่งหนานรู้สึกไม่เป็ธรรมมากที่สุดก็คือเื่นี้ “หวาชิงเสวี่ยสร้างคุณูปการครั้งใหญ่ แต่กลับถูกพวกคนไร้ความสามารถตั้งข้อสงสัยเพียงเพราะอยู่ในฐานะสตรี! คนเ่าั้...แต่ละคนเอาแต่เสพสุขอยู่กับความสงบสุขของตัวเอง เจิ้นอยากจะถามพวกเขานัก เคยทำอะไรเพื่อแผ่นดินต้าฉีของเราบ้าง?!”
“ฝ่าาทรงระวังคำพูดด้วย!” ไทเฮาตวาดขึ้นมาทันที ไม่ยอมให้หลี่จิ่งหนานกล่าวต่อ “ฝ่าา...ทรงวิพากษ์วิจารณ์ขุนนางของพระองค์เช่นนี้ได้อย่างไร?”
พระนางมีสีหน้าเย็นเยียบ เห็นได้ชัดว่าไม่พอพระทัย เมื่อทอดมองโอรสของตนที่ยังเยาว์วัยและใจร้อน ก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อคลายความกังวล “...ฝ่าา ฟู่ถิงเย่ปลุกปั่นความคิดพระองค์ใช่หรือไม่? แท้จริงแล้วสิ่งเ่าั้เป็เพียงคำกล่าวอ้างของเขาแค่ฝ่ายเดียว ความสามารถในการสร้างอาวุธของสตรีแซ่หวานั้นเป็เช่นไร ยังต้องรอการยืนยันต่อไป อาจจะมีคนเก่งกาจคนอื่นซ่อนอยู่ก็ได้ ถึงอย่างไรการสร้างอาวุธโดยสตรีนั้นไม่เคยมีมาก่อน อีกอย่าง ฝ่าาอย่าได้ลืมไปว่า...”
หลี่จิ่งหนานมองไปยังไทเฮา
ไทเฮาทอดถอนพระทัย แล้วกล่าวต่อไป “ฝ่าาอย่าได้ทรงหลงลืมไปว่า ตอนนั้นฟู่ถิงเย่บีบบังคับให้พวกเราสองแม่ลูกยอมแต่งตั้งเขาขึ้นเป็อ๋องอย่างไร”
หลี่จิ่งหนานได้ฟังดังนั้นก็ขมวดคิ้ว เื่นี้เขาย่อมรู้ดีอยู่แล้ว
ตอนนั้นที่เขากำลังจะเดินทางมาถึงเมืองเซิ่งจิง ฟู่ถิงเย่บอกเขาด้วยความระมัดระวังว่าเสด็จพ่อของเขาตแล้ว และหนิงอ๋องที่เป็เสด็จอากำลังวางแผนก่อฏ สิ่งที่เขาต้องเผชิญมีเพียงสองทางเลือก
รีบหนีไปทันทีเพื่อรักษาชีวิตไว้ แล้วยกราชบัลลังก์ให้หนิงอ๋อง
หรือไม่ก็เสี่ยงเข้าเมืองหลวง ฟู่ถิงเย่สามารถคุ้มครองชีวิตของเขาจากอันตรายได้
แต่หากทำเช่นนั้น เท่ากับว่าฟู่ถิงเย่ประกาศตัวเป็ศัตรูกับหนิงอ๋องโดยตรง ด้วยเหตุนี้ ฟู่ถิงเย่จึงขอให้หลี่จิ่งหนานแต่งตั้งเขาเป็อ๋องหลังจากขึ้นครองราชย์แล้วในทันที
อ๋อง มีที่ดินในการปกครองของตนเอง ทั้งยังมีสิทธิ์ในการถือครองกำลังทหารในที่ดินนั้น
เดิมทีฟู่ถิงเย่ก็มีอำนาจล้นฟ้า ทหารเกือบครึ่งหนึ่งของต้าฉี เมื่อรวมกับมีที่ดินในการปกครอง และมีความสามารถในการรวบรวมทหารส่วนตัว เท่ากับว่าเขามีอำนาจต่อกรกับหนิงอ๋องได้ในทันที
อาจกล่าวได้ว่า หากหนิงอ๋องกำจัดฟู่ถิงเย่ไม่ได้ แม้จะได้ขึ้นเป็ฮ่องเต้ก็ไร้ประโยชน์ อาจจะถูกฟู่ถิงเย่ฆ่าตายเมื่อใดก็ได้ เขาจึงต้องกำจัดฟู่ถิงเย่ก่อน ถึงจะขึ้นครองราชย์ได้อย่างไร้กังวล
ถึงแม้หลี่จิ่งหนานจะอายุยังน้อย แต่ก็เกิดมาในราชวงศ์ และได้รับการเลี้ยงดูในฐานะรัชทายาท จึงทราบเล่ห์เหลี่ยมกลโกงเหล่านี้เป็อย่างดี ตอนนั้นเขาจึงตอบตกลงข้อเสนอของฟู่ถิงเย่โดยไม่ลังเล
แต่สำหรับไทเฮาแล้ว...ฟู่ถิงเย่ดูเหมือนจะใช้บุญคุณเพื่อหวังผลประโยชน์
ข้อความเดียวกันนี้ ฟู่ถิงเย่ก็ส่งไปถึงฮองเฮาในเวลานั้นด้วย
เขาทราบดีว่ารัชทายาทยังทรงพระเยาว์ การเกลี้ยกล่อมรัชทายาทแต่เพียงผู้เดียวคงไม่ได้ผล สิ่งสำคัญกว่าคือการทำให้ฮองเฮาและกลุ่มอำนาจของพระนางเห็นด้วย
ฮองเฮาจมอยู่กับความโศกเศร้าจากการตของฮ่องเต้ โอรสองค์เดียวของพระนางอยู่ในมือของฟู่ถิงเย่ ไม่เหลือทางเลือกอื่น แม้พระนางจะตอบรับฟู่ถิงเย่ แต่ในขณะเดียวกันก็เกลียดชังฟู่ถิงเย่เช่นกัน!
หลี่จิ่งหนานมีความเคารพอย่างยิ่งต่อแม่ทัพที่รักษาชายแดนอย่างฟู่ถิงเย่ แถมยังได้ยินเื่ราวของฟู่ถิงเย่ไม่น้อยจากเสด็จพ่อมาั้แ่ยังเยาว์ ดังนั้นถึงแม้จะถูกบีบบังคับให้แต่งตั้งอีกฝ่ายเป็อ๋อง กลับไม่มีจิตใจต่อต้านเหมือนอย่างไทเฮา
“แม่ทัพฟู่รักษาชายแดนต้าฉีของเรามาหลายปี มีชัยชนะนับครั้งไม่ถ้วน จะยกตำแหน่งโหวหรืออ๋องให้ก็เหมาะสม อีกทั้งอำนาจในราชสำนักตอนนี้ก็สลับซับซ้อน มีแม่ทัพฟู่คอยถ่วงสมดุล คนที่หนิงอ๋องส่งเข้ามาแทรกซึมในราชสำนักเ่าั้จึงพอจะสงบเสงี่ยมได้บ้าง”
หลี่จิ่งหนานเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยต่อ “อีกอย่าง หวาชิงเสวี่ยก็คือหวาชิงเสวี่ย แม่ทัพฟู่ก็คือแม่ทัพฟู่ เสด็จแม่จะนำเื่เ่าั้มาเกี่ยวข้องกันทำไม หวาชิงเสวี่ยสร้างคุณูปการใหญ่หลวง สมควรได้รับรางวัลอย่างเหมาะสม”
ไทเฮามีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้น “เงินหนึ่งหมื่นตำลึงยังไม่ถือเป็รางวัลที่เหมาะสมอีกหรือ?”
“เสด็จแม่!” หลี่จิ่งหนานจำใจตอบ “เงินตำลึงเ่าั้เป็ค่าใช้จ่ายทางการทหาร! เป็เงินที่จัดสรรให้แก่ค่ายทหารเพื่อสร้างอาวุธใหม่! ของรางวัลที่ให้หวาชิงเสวี่ยเป็เพียงเครื่องประดับอัญมณี...”
ไทเฮาเอ่ยเสียงเย็น “พระองค์จะแน่ใจได้อย่างไรว่าไม่ใช่แผนของฟู่ถิงเย่? อาจจะเป็เขาที่หลอกลวงพวกเรา เพื่อที่จะเอาเงินในท้องพระคลังไปแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนก็ได้!”
“แล้วเหตุใดต้องทำเพื่อเหตุผลนั้นด้วย? อาวุธได้รับการปรับปรุงหรือไม่ แค่ทดสอบก็รู้แล้ว! อีกอย่างแม่ทัพฟู่ก็ไม่ใช่คนเช่นนั้น...”
“ฝ่าารู้หรือว่าเขาเป็คนอย่างไร? ฟู่ถิงเย่ผู้นี้ทะเยอทะยานโฉดชั่วเสมือนหมาป่า ฝ่าาอย่าปล่อยให้เขาล่อลวงได้ หากเวลานี้ไม่มีหนิงอ๋องคอยคานอำนาจ พวกเราที่เพิ่งจะสงบสุขได้ หากไม่มีหนิงอ๋องแล้ว เกรงว่าฟู่ถิงเย่จะบุกเข้าเมืองหลวงในทันที!”
“ลูกทราบว่าเื่ที่เสด็จอาเตรียมการก่อฏทำให้เสด็จแม่ะเืใจมาก แต่ฟู่ถิงเย่กับเสด็จอาไม่ใช่คนประเภทเดียวกัน”
“ไม่ว่าจะเป็ใคร ล้วนไม่อาจต้านทานต่อแรงดึงดูดของอำนาจ” ไทเฮาไม่ยอมคล้อยตาม กล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าหมอง “เกรงว่าแม้แต่พี่น้องร่วมสายเื หรือแม้กระทั่งแม่ทัพผู้กล้าหาญ มนุษย์ ไม่ว่าใครย่อมเปลี่ยนแปลงไปได้ทั้งนั้น”
ในใจหลี่จิ่งหนานรู้สึกหมดเรี่ยวแรง
เขาอยากจะบอกว่าฟู่ถิงเย่ไม่ใช่คนเช่นนั้น แต่ก็เหมือนอย่างที่เสด็จแม่กล่าว...มนุษย์ ย่อมเปลี่ยนแปลงไปได้
เสด็จอาของเขาในอดีตก็มิได้อ่อนโยนและถ่อมตนเช่นกันหรือ? ตอนที่เสือตัวหนึ่งของสวนสัตว์ร้ายในวังหลุดออกมา เพื่อช่วยชีวิตเขา เสด็จอายอมเสี่ยงอันตรายเข้ามาช่วยจนเกือบสิ้นชีวิตใต้คมเขี้ยวของมัน ในขณะาเ็ที่หลังและมีเืไหลโชก กลับปลอบประโลมเขาที่กำลังร้องไห้เพราะความหวาดกลัว พร้อมกับเอ่ยว่า ‘บุรุษไม่ควรหลั่งน้ำตาง่ายๆ ขอแค่จิ่งหนานไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว’
เสด็จอาที่แสนใจดีของเขา ในขณะนี้ กลับเห็นแก่ที่นั่งตำแหน่งนั้น โดยไม่ลังเลที่จะผลักไสเขาไปสู่ความตาย...
หลี่จิ่งหนานจ้องมองโจ๊กบนโต๊ะอาหาร รู้สึกหมดสิ้นความอยาก
เขาขยับลุกขึ้น เอ่ยเสียงเบา “เสด็จแม่ ลูกขอตัวก่อน”
ไทเฮาขมวดคิ้วเป็ปม เดิมทีก็อยากจะเอ่ยปากสักสองสามคำเพื่อรั้งไว้ แต่พอนึกถึงคำพูดไม่รู้จักสูงต่ำของหลี่จิ่งหนานเมื่อครู่นี้ ก็เห็นว่าโอรสของพระนางยังเยาว์วัย สมควรรับการขัดเกลาอีกมาก จึงเปลี่ยนคำ “การศึกษาในแต่ละวันห้ามปล่อยปละละเลย หลักการปกครองบ้านเมืองก็ต้องจดจำไว้ให้ขึ้นใจ พระองค์ไปเถิด”
หลี่จิ่งหนานรู้สึกในใจขมปร่า บอกไม่ถูกว่ามันคือความรู้สึกอย่างไรกันแน่
เขาไม่มีแม้แต่รอยยิ้มบนใบหน้า หันหลังเดินจากไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย
พอออกมาจากพระตำหนักแห่งนั้น เขายืนอยู่บนพื้นที่ราบเรียบอย่างมั่นคง ย้อนนึกว่า เริ่มั้แ่เมื่อใดกันนะ ทุกครั้งที่มาเยือน เหตุใดสุดท้ายก็ต้องจบลงด้วยความไม่พอใจเช่นนี้ก่อนแยกจากกันเสมอ...
...
หวาชิงเสวี่ยกำลังจะออกจากค่ายทหาร
ถึงแม้ว่านายช่างเหลียงจะเน้นย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าว่าหวาชิงเสวี่ยจะกลับมาอีก แต่ก็ยังดึงดูดช่างฝีมือมากมายมาส่งนาง
ด้านนอกค่ายชิงโจวมีผู้คนมากมายมารวมตัวกัน แถมยังมีทหารบางส่วนที่ไม่ฝึกซ้อมแล้ววิ่งออกมาร่วมดูความวุ่นวายนี้
“แม่นางหวาอย่าลืมหน้าไม้ของพวกเราด้วยนะ...”
“หัวลูกศรของค่ายเราด้วย! ปรับปรุงให้มันดีกว่าเดิมได้หรือไม่?”
“แม่นางหวา! ยังเหลือค่ายเกราะของพวกเราด้วยนะ เกราะโซ่ยังสามารถปรับปรุงความทนทานได้อีกหรือไม่?”
“อย่าลืมโล่ของพวกเราด้วย! ทำอย่างไรให้มันเบาขึ้นและยังสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งได้อีก...”
เหลียงเหวินเฉิงะโเสียงดัง
“เ้าพวกนี้นี่! ติดใจการปรับปรุงอาวุธจนเกินไปแล้วหรืออย่างไร?! กลับไปทำงานกันให้หมด!”
หวาชิงเสวี่ยเอามือปิดปากกลั้นหัวเราะ
“ไปกันเถอะ” ฟู่ถิงเย่เปิดม่านรถม้า
รอบข้างเงียบเสียงลงในทันที...
คนเ่าั้ไม่รู้ว่าแม่ทัพใหญ่ยังนั่งอยู่ในรถม้า
เหลียงเหวินเฉิงมองพวกเขาด้วยสายตาดูถูก คิดในใจ ‘ตอนนี้ทำเป็เงียบได้แล้วสินะ?! ข้าบอกแล้วว่าอย่ามาวุ่นวาย!’
หวาชิงเสวี่ยโบกมือให้ทุกคนอย่างอ่อนโยน “ข้าจำไว้แล้ว แต่การปรับปรุงอาวุธไม่ใช่เื่ที่ทำได้ภายในวันเดียว ่นี้ทุกคนต้องเหนื่อยหน่อยนะ คราวหน้าข้าจะมาเยี่ยมพวกท่านอีกนะเ้าคะ”
บรรยากาศกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง!
ทุกคนเริ่มพูดคุยหัวเราะกันอีกครั้ง แต่เพราะแม่ทัพยังจ้องอยู่ข้างๆ จึงไม่กล้าจะทำตัวเหมือนเมื่อครู่นี้ ทุกคนจึงพูดจาอย่างสุภาพว่า “แม่นางหวาเดินทางโดยสวัสดิภาพขอรับ”
หวาชิงเสวี่ยนั่งลงในรถม้า
ฟู่ถิงเย่เอ่ยเสียงเข้ม “คนจากกรมสรรพาวุธพวกนี้ควรจะต้องถูกจัดการบ้างแล้ว การปรับปรุงพัฒนาอาวุธเดิมเป็หน้าที่ของพวกเขา ยามนี้กลับกลายเป็ว่า พวกเขาต้องพึ่งพาเ้าคนเดียว”
“ทุกคนขยันขันแข็งมากนะเ้าคะ” หวาชิงเสวี่ยทำตาโต พูดแทนช่างฝีมือเ่าั้ “อีกอย่างข้าก็ทำได้แค่สอนแิให้พวกเขาเท่านั้น สุดท้ายแล้วการเลือกใช้วัสดุและการผลิตก็ยังต้องพึ่งพาพวกเขาอยู่ดี”
ฟู่ถิงเย่มองนางเงียบๆ
ไม่รู้ว่าเป็เพียงความรู้สึกของนางหรือไม่ เหตุใดหวาชิงเสวี่ยถึงรู้สึกว่า...เขากำลังหึงหวง? เหมือนกับเด็กเล็กๆ อย่างไรอย่างนั้น!
“หลังจากกลับไปแล้วจะทำอะไร?” ฟู่ถิงเย่ละสายตาไปแล้วถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“อ้อ...” หวาชิงเสวี่ยเอียงคอครุ่นคิด แล้วก็ค่อยๆ ยื่นนิ้วออกมา “คงจะทำความสะอาดบ้านก่อนกระมังเ้าคะ ไม่ได้อยู่บ้านนานขนาดนั้น ฝุ่นคงจะเขรอะทั่วห้องแล้ว หลังจากนั้นก็ไปซื้อชุดใหม่ ตอนนี้อากาศเริ่มอุ่นขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ข้าตัดเย็บเสื้อผ้าไม่เป็ คงต้องไปซื้อชุดสำเร็จรูปจากร้านข้างถนน...ไม่ได้ไปหาป้าเหอตั้งนานแล้วด้วย คงต้องเยี่ยมหน่อย แล้วก็ไปซื้อข้าวกับน้ำมัน...”
นางพูดจาเรื่อยเปื่อยเป็ชุด ส่วนใหญ่เป็เื่เล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน
แต่ถึงอย่างนั้นฟู่ถิงเย่ก็ยังตั้งใจฟังเป็พิเศษ
“ข้าจะให้จ้าวเซิงไปจัดสาวใช้มาคอยช่วยเหลือเ้า” เขาพูดพลางขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว “เข้าไปพักในจวนแม่ทัพก็สิ้นเื่ จะได้ไม่ต้องมีเื่น่าปวดหัวเช่นนี้!”
หวาชิงเสวี่ยหน้าแดงระเรื่อ จากนั้นส่ายหน้าเบาๆ “ข้าไม่ชินจริงๆ เ้าค่ะ”
ฟู่ถิงเย่ยังคงมีสีหน้านิ่งๆ เหมือนไม่พอใจ
สถานการณ์ตอนนี้ของเขาคือ อยากจะประทับตราของเขาไว้บนตัวของหวาชิงเสวี่ยั้แ่หัวจรดเท้า
หวาชิงเสวี่ยครุ่นคิดแล้วกล่าวเบาๆ “แล้วก็...หลังจากกลับไปครั้งนี้ ข้าจะทำสบู่ออกมาด้วย ก่อนหน้านี้สั่งทำแม่พิมพ์ไปแล้วชุดหนึ่ง คงจะเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าการทำสบู่ครั้งนี้ราบรื่น มีความเป็ไปได้ที่จะสร้างอาวุธแบบใหม่ได้ด้วย ในเวลาที่ข้าทำงาน ข้าไม่ชอบให้มีคนอยู่ข้างๆ มันทำให้เสียสมาธิ และอาจจะส่งผลต่ออัตราความสำเร็จได้”
เมื่อฟู่ถิงเย่ได้ฟังดังนั้น ดวงตาก็เป็ประกายขึ้นทันที “อาวุธแบบใหม่หรือ?”
หวาชิงเสวี่ยเห็นสีหน้าของเขาเปลี่ยนไป จึงลอบคิดในใจว่า ‘สมแล้วที่เป็แม่ทัพใหญ่ คุยเื่กินเื่เที่ยวไม่ดึงดูดความสนใจเท่าคุยเื่อาวุธ’
“ตอนนี้ข้ามีแค่แิบางอย่างเท่านั้น ยังต้องรอการพิสูจน์เ้าค่ะ” หวาชิงเสวี่ยมองสีหน้าของเขา พลางดึงชายเสื้อของฟู่ถิงเย่เบาๆ “ดังนั้น ท่านแม่ทัพอย่าได้ส่งใครเข้าไปในที่พักของข้าเลยนะ ถ้าเกิดการทดลองอาวุธใหม่ล้มเหลวขึ้นมาล่ะ?”
ฟู่ถิงเย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ตัดสินใจ “ข้าจะให้จ้าวเซิงจัดคนใช้ที่แข็งแรงสองคนไปเฝ้าหน้าประตู ป้องกันไม่ให้ใครมารบกวนเ้าขณะที่ทำงาน”
หวาชิงเสวี่ย: “...”
นี่คงไม่ถือว่าเป็การ...ทำเกินความจำเป็ใช่หรือไม่?
