ในใจหวังชีทุกข์ระทมเหลือเกิน ของเซ่นไหว้ช่างมีน้อยนิด ไม่มีหน้าเข้าไปดูแลจัดการประกอบพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษในตระกูลได้ ทว่าเขาเป็ถึงผู้นำตระกูล จำต้องออกหน้า เขาต้องดื่มสุราสองจอกก่อนฝืนใจออกจากเรือน
เป็ดังที่หวังชีคาดคิด คนในตระกูลทั้งหลายต่างเห็นว่าของเซ่นไหว้จากครอบครัวเขามีน้อยเกินไป จึงเอ่ยต่อหน้าเขาโดยไม่อ้อมค้อม
บุตรชายทั้งสามคนของหวังชีเองก็หน้าเสียไม่ต่างกัน
ครั้นหวังชีพ่อลูกได้เห็นของเซ่นไหว้ที่ผู้เฒ่าหวังพ่อลูกนำมาก็ยิ่งละอายใจ
ในใจผู้เฒ่าหวังรู้สึกปลื้มปีติอยู่บ้าง ลอบคิดอยู่ในใจว่า ของเซ่นไหว้ของครอบครัวเราก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ทว่ากลับเป็มากขึ้นกว่าเคย หากนำของเซ่นไหว้มาตามที่ตนเคยคิดไว้นั้น จะต้องถูกผู้คนในตระกูลหัวเราะเยาะเป็แน่ ใบหน้าแก่เฒ่าของตนก็คงไม่มีที่ให้ซุกแล้ว
เมื่อพ้นพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ประกอบขึ้นปีละครั้งแล้ว คนในตระกูลทั้งหลายก็จะนำของเซ่นไหว้ทั้งหมดออกมาแบ่งกันไปตามจำนวนคน
เหล่าคนต่างสกุลทั้งหลายที่มายืนออกันอยู่ด้านนอกั้แ่เช้าเพื่อรอชมความครึกครื้นนั้น ต่างต้องใกับจำนวนและราคาของของเซ่นไหว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นแกะทั้งตัว ทุกคนล้วนตกตะลึงพรึงเพริด
“แกะตัวนั้นเป็ของเซ่นไหว้ของบ้านท่านอาห้าของข้านำมา!”
“แม้แต่วัวบ้านท่านอาห้าของข้าก็มี ชีวิตของท่านอาห้านั้นดียิ่งนัก แต่ก็ยังไม่ลืมคนในตระกูล สอนให้ทำพริกสับดอง วันนี้นำของเซ่นไหว้มามากมายขนาดนี้”
คนในตระกูลหวังเอ่ยชื่นชมผู้เฒ่าหวังและครอบครัวเสียงดัง
ครั้นคนต่างแซ่ทั้งหลายได้ยินเช่นนั้น ต่างก็พากันพยักหน้าหงึกหงัก มีบางคนที่ความจำดีถึงขั้นตั้งใจจดจำของเซ่นไหว้ทั้งสี่อย่างที่ตระกูลหวังนำมาเซ่นไหว้เอาไว้ ด้วยหมายจะนำไปเล่าให้ญาติมิตรและสหายฟังยามไปเยี่ยมเยือน ว่าหมู่บ้านหวังมีตระกูลหวังที่ร่ำรวยถึงเพียงนี้ แสดงว่าฮวงจุ้ยของหมู่บ้านดี
“หวังหลี่เจิ้ง บ้านของเ้ามีคนมาก ก็แบ่งของไปมากหน่อย เช่นนี้ภรรยาเ้าน่าจะดีใจกระมัง?”
“หวังเหอแบ่งของเซ่นไหว้ไปตั้งหนึ่งกระบุง ดูสิ หวังเหอท่าทางจะชอบมากจนทำอะไรไม่ถูกแล้วกระมัง?”
“หวังเหนียน บ้านเ้าแบ่งของเซ่นไหว้ไปเยอะ ้าคนช่วยแบกกลับไปหรือไม่?”
หลังคนต่างแซ่หลายคนทราบถึงของเซ่นไหว้ที่ครอบครัวของหวังชีนำมา จึงพากันพูดจาถากถางด้วยคำพูดที่มิได้อ่อนโยนแต่ก็มิได้แข็งกระด้างออกมาสองสามประโยค ทำเอาหวังชีพ่อลูกมิอาจเงยหน้าขึ้นมาได้แม้แต่น้อย
“ยามนี้ครอบครัวเราก็ขายขี้หน้าไปถึงหูพวกคนต่างแซ่หมดแล้ว”
“เฮ้อ ท่านแม่ก็จริงๆ เลย เหตุใดถึงไม่ฟังคำท่านพ่อบ้าง?”
“เลิกพูดได้แล้ว หากยังพูดต่อไป เกิดท่านพ่อโกรธจนคิดหย่ากับท่านแม่ขึ้นมาจริงๆ จะทำเช่นไร?”
“ไม่หรอก ท่านพ่อกับท่านแม่เป็สามีภรรยากันมานานขนาดนี้แล้ว ท่านพ่อไม่มีทางหย่าขาดท่านแม่หรอก”
สามพี่น้องหวังเหอ หวังเหนียน และหวังเจินล้วนหน้าม่อยคอตกไปตามๆ กัน ต่างคนต่างกระซิบกระซาบเ้าหนึ่งคำข้าหนึ่งคำ ทั้งไม่หาญกล้าให้คนในตระกูลได้ยิน
ต่อให้พวกเขาไม่พูด หวังชีก็ได้ยินคำพูดวิพากษ์วิจารณ์จากคนต่างแซ่อยู่ดี ขายขี้หน้าเฒ่าๆ ของตัวเองยิ่งนัก จึงหักของเซ่นไหว้ที่บ้านตนแบ่งมากลับไปครึ่งหนึ่ง
ผู้เฒ่าหวังพ่อลูกนำส่วนแบ่งของเซ่นไหว้กลับเรือนไปพร้อมเสียงหัวเราะชอบใจ
หวังชีโบกมือให้บุตรชายทั้งสามของตนกลับบ้าน ทั้งยังเอ่ย “ข้ายังไม่กลับบ้าน บ้านท่านลุงห้าของเ้ามีเลี้ยงข้าวกลางวัน ข้าจะอยู่ทานที่นั่น มืดหน่อยค่อยกลับบ้าน”
วันนี้เป็วันที่สามสิบเดือนล่าเยวี่ย โดยทั่วไปแล้วผู้คนมักจะไม่ไปทานข้าวที่บ้านคนอื่น
ทว่ายามนี้หวังชีกำลังอารมณ์ไม่ดี ไม่อยากเผชิญหน้ากับเฟิ่งซื่อ จึงถือโอกาสไม่กลับไปทานข้าวที่บ้าน
ตระกูลหวังยังคงทานข้าวสามมื้อเหมือนอย่างปกติ หวังเยวี่ยและหวังเลี่ยงเป็ผู้ทำอาหารกลางวัน พวกเขาหุงข้าว ตุ๋นปลาหลีฮื้อสองตัว หมูผัดพริกสองจานใหญ่ โดยใส่เนื้อหมูมากพริกน้อย ทั้งยังทำเห็ดหูหนูผัดเนื้อ พร้อมกับผักกวางตุ้งสองจานใหญ่ แต่เพราะหวังชีมาเป็แขก พวกเขาจึงต้องทำไข่ไก่ใส่พริกสับดองหนึ่งจานใหญ่ และเนื้ออบผัดกระเทียมอีกหนึ่งจานใหญ่
ผู้เฒ่าหวังนำสุราดอกกุ้ยฮวาที่เซียงเยวี่ยไจมอบให้ออกมา หวังชีพอใจเป็อย่างยิ่งทันทีที่เห็นไหสุรา นี่เป็สุราชั้นดีที่ราคาหนึ่งตำลึงเงินต่อหนึ่งไหเชียวนะ
สุรานี้อายุถึงสามสิบปี หวังชีมองอาหารหอมฉุยที่ตั้งอยู่เต็มโต๊ะ มีทั้งปลา เนื้อ ไข่ แล้วไหนจะเนื้ออบอีก ถึงจะเป็แค่ผัดผักกวางตุ้ง ก็ยังใส่น้ำมันได้พอดี จึงเอ่ยอย่างไม่ปิดบังว่า “กับข้าวของบ้านพวกท่านช่างดีจริงๆ ดียิ่งกว่ากับข้าวคืนวันส่งท้ายปีของบ้านพวกข้าอีก”
ผู้เฒ่าหวังหัวเราะพลางเอ่ย “เช่นนั้นเ้าก็มาทานข้าวที่บ้านข้าบ่อยๆ”
หลายปีก่อน ยามที่ผู้เฒ่าหวังอยู่อย่างโดดเดี่ยว ก็ได้หวังชีที่เป็ลูกผู้น้องคนนี้คอยดูแลเขาเป็อย่างดี
หลิวซื่อ จางซื่อ หลี่ชิงชิง หวังเยวี่ย และหวังจวี๋ไม่ดื่มสุรา เมื่อทานอาหารเสร็จเรียบร้อยก็ผละตัวออกจากโต๊ะไป
“พวกเ้าสองพี่น้องคุยสัพเพเหระกันไปเถิด หวังจื้อคอยดูแลพวกเขาด้วย หวังเลี่ยงอีกประเดี๋ยวมาเก็บจานชาม” หลิวซื่อจัดสรรงานเสร็จก็กลับห้องไปนอน ราตรีนี้เป็คืนเฝ้าปี ทั้งพรุ่งนี้ยังต้องออกเดินทางไปค่ายทหารอีก นางจำต้องพักผ่อนให้มากหน่อย
หลี่ชิงชิงเองก็เหนื่อยล้าอ่อนแรงเต็มที อยากจะนอนสักสามวันสามคืนจริงๆ นางกลับไปยังห้องนอน ซุกตัวเข้าไปในรังผ้าห่มสักพักก็ผล็อยหลับไป กระทั่งนางตื่นขึ้นมาก็ใกล้ถึงยามพลบค่ำแล้ว
หากมิใช่เพราะเสียงประทัดด้านนอกที่ดังไม่หยุด นางก็คงจะนอนต่อได้อีกสักพัก
ครั้นนางแต่งกายเรียบร้อยแล้วจึงเดินไปยังห้องโถงใหญ่ และได้พบว่าบนโต๊ะมีอาหารมากมายวางอยู่เต็มไปหมด หลานสาวทั้งสามต่างพากันเขย่งเท้าดูว่ามีอาหารอะไรบ้างอยู่ด้านหน้าโต๊ะ
เดิมทีหลี่ชิงชิงต้องเป็คนทำอาหารคืนส่งท้ายปี แต่เพราะนางมัวแต่นอนหลับ อีกทั้งคนในบ้านก็ไม่มีคนมาปลุกนาง จึงไม่รู้ว่าผู้ใดเป็คนดูแลเื่ในห้องครัว
“ท่านอาสะใภ้สามสวยมากเ้าค่ะ” หวังเจาตี้เงยหน้ามองหลี่ชิงชิง ทั้งยังเอ่ยออกมาพร้อมกับยิ้มตาหยี “ท่านพ่อ ท่านอาหญิงกับท่านอากำลังทำอาหารอยู่ ส่วนท่านแม่กำลังเล่นอยู่กับน้องสาวเ้าค่ะ”
หวังเลี่ยงหอบชามข้าวหนึ่งตั้งเข้ามาจากด้านนอก ครั้นวางถ้วยชามบนโต๊ะตามจำนวนที่นั่งแล้ว ก็ให้หลานสาวทั้งสามไปล้างมือล้างไม้ก่อนมาจับตะเกียบ กระทั่งหลานสาวทั้งสามออกจากห้องโถงใหญ่ไปแล้ว จึงเอ่ยกับหลี่ชิงชิงว่า “พี่สะใภ้สาม ท่านน่าจะไม่เห็น เมื่อตอนบ่ายท่านอาเจ็ดร้องไห้เดินออกไป ท่านอาเจ็ดร้องไห้เ็ปยิ่งนัก”
หลี่ชิงชิงเสียงหาย “หา?”
“ท่านอาเจ็ดบอกว่าเหนื่อยยากกับชีวิตเหลือเกิน ทั้งยังบอกว่าอิจฉาท่านพ่อยิ่งนัก” หวังเลี่ยงส่ายหน้าด้วยความปลงอนิจจัง พลางเอ่ย “หลังพ้นคืนนี้ไป ท่านอาเจ็ดก็อายุห้าสิบแล้ว เป็่อายุที่รู้อาณัติ์ [1]”
“ท่านพ่อกับท่านแม่เล่า?” ยามนี้เองที่หลี่ชิงชิงเพิ่งพบว่าไม่เห็นผู้เฒ่าหวังสามีภรรยา
“ท่านพ่อพาท่านอาเจ็ดกลับบ้าน ท่านแม่ก็ไปตักเตือนท่านอาสะใภ้เจ็ดที่บ้านท่านอา” หวังเลี่ยงถอนหายใจออกมาเบาๆ “ท่านอาเจ็ดบอกว่าอยากหย่าขาดกับท่านอาหญิง อยากแยกเรือนกับบุตรชายทั้งสามคน ท่านอาเจ็ดอยากใช้ชีวิตอยู่คนเดียวขอรับ”
หลี่ชิงชิงคิดมาตลอดว่าหวังชีดูเป็คนไม่ยี่หระต่อสิ่งใด คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีด้านที่อ่อนแอเช่นนี้ด้วย จึงเอ่ยพึมพำ “ทำเช่นนี้ในวันปีใหม่นี่คิดอะไรอยู่? เข้าวัยทองแล้วหรืออย่างไรนะ?”
“ชิงชิง ข้าจะให้พั่นตี้ไปตามท่านพ่อกับท่านแม่กลับมาทานข้าว” หวังเยวี่ยยกส้มสีเหลืองสะอาดตาจานหนึ่งเดินเข้ามา เอ่ยพร้อมหัวเราะ “เอาไว้ท่านพ่อท่านแม่กลับมาแล้ว บ้านเราก็ค่อยจุดประทัดกัน เ้าว่าดีหรือไม่?”
“ดีเ้าค่ะ” หลี่ชิงชิงเห็นรอยยิ้มสดใสของหวังเยวี่ยแล้วก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย จึงเอ่ยถาม “ปีนี้บ้านเรายังไม่ได้จุดประทัดกันสินะเ้าคะ?”
หวังเยวี่ยหัวเราะแล้วเอ่ย “ยังไม่เคยจุด พวกพั่นตี้พี่น้องอยากจะจุดประทัดอยู่ตลอด พี่สะใภ้ใหญ่เห็นพวกเรากำลังหลับกันอยู่ เลยไม่ให้พวกนางจุด”
หวังเลี่ยงเอ่ยถาม “พี่หญิงรอง ท่านดีใจขนาดนี้เลยหรือ?”
“ก็ใช่น่ะสิ เพราะว่าในที่สุดปีนี้ข้าก็ได้กลับมาฉลองปีใหม่ที่บ้านตนเองอย่างไรเล่า!” หวังเยวี่ยปอกเปลือกผลส้มลูกหนึ่ง ทานไปพลางเอ่ยไปพลาง “ข้าล้วนเฝ้าคอยมาตั้งหลายปี ในที่สุดก็มาถึงวันนี้จนได้!”
หลี่ชิงชิงเอ่ยในใจว่า พี่หญิงรองต่างหากถึงจะเป็คนที่ไม่ยี่หระต่อสิ่งใด พี่หญิงรองที่เป็เช่นนี้ก็ดีแล้ว
โฮ่งๆ เสียงเห่าของพัวลาลาดังมาจากด้านนอก น้ำเสียงร่าเริงไม่น้อย ดูท่าคนที่ไปด้านนอกคงจะกลับมาแล้ว
หลิวซื่อะโลั่นกลางลานบ้าน “ทานข้าวฉลองปีใหม่กัน!”
เด็กน้อยทั้งสามคนวิ่งล้อมหวังจื้อและหวังเลี่ยง ปากก็ะโร้อง “โอ จะได้จุดประทัดแล้ว!”
ผู้เฒ่าหวังและหลิวซื่อไม่อยากเอ่ยเื่ครอบครัวหวังชีในขณะที่คนในบ้านอยู่ในบรรยากาศยินดีเช่นนี้ ครั้นจุดประทัดหมดทั้งสี่ชุดแล้ว ก็เข้าไปนั่งทานข้าวฉลองปีใหม่ที่ด้านในห้องโถง
“ขาดก็เพียงหวังเฮ่า” ผู้เฒ่าหวังดื่มสุราดอกกุ้ยฮวาหนึ่งอึก แล้วเบนสายตาไปทางหลี่ชิงชิง เอ่ยออกมาด้วยตื้นตันใจ “วันพรุ่งนี้ พวกเราจะไปหาหวังเฮ่า!”
หลิวซื่อเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “หวังเฮ่าอยู่ในกองทัพจะได้กินในวันขึ้นปีใหม่หรือไม่? จะมีเนื้อให้กินหรือไม่?”
-------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] อาณัติ์ (知天命) มาจากคำสอนของขงจื๊อที่ว่า “อายุ 50 ก็รู้ซึ้งอาณัติ์ อายุ 60 ก็จิตนิ่ง ได้ยินได้ฟังอะไรก็รับได้” โดยการรู้ซึ้งอาณัติ์นั้นมีความหมายแฝงว่า เมื่อคนเราอายุห้าสิบปีไปแล้ว จะรู้ซึ้งถึงความยากลำบากในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เป็จริง จึงทำเื่ต่างๆ ด้วยใจที่ไม่หวังผลลัพธ์อะไรแล้ว
